มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เหตุผลในการกำหนดอิริยาบถ (๗)




http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3559


กล่าวโดยสรุป

ผู้ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่หวังว่าจะปฎิบัติให้เกิดปัญญา มีความสามารถพ้นไปจากทุกข์ได้นั้น จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาวิชาความรู้ให้ได้เหตุ ได้ผลก่อน จึงจะลงมือปฎิบัติ
ถ้ายังไม่ได้เหตุได้ผล แล้วลงมือปฎิบัติ การปฎิบัตินั้น ก็จะไม่ได้วิปัสสนา แต่จะเป็นการทำสมาธิไป เช่น การปฎิบัติที่ให้ไปดูรูป ดูนาม แต่ไม่เข้าใจว่าดูรูป ดูนามไปทำไม ไม่ว่าปฎิบัติไปนานเท่าใด วิปัสสนาจะไม่เกิด จะกลายเป็นสมาธิ


ในสติปัฎฐาน ให้ผู้ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณากำหนดดูรูป ดูนาม โดยให้เกิดปัญญาด้วย จึงเรียกว่า สติสัมปชัญะ
เมื่อผู้ปฎิบัติกำหนดดูรูป กำหนดดูนาม โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่ต้องมีความเข้าใจ มีความรู้อยู่ในใจก่อนเข้าปฎิบัติ เพราะเมื่อเวลาปฎิบัติ จะได้วางใจได้ถูกต้อง
ความเข้าใจนั้น ให้เข้าใจว่า เราดูรูปนั่งไปทำไม เป็นการดูรูปนั่งให้เห็นรูป เพราะว่าเวลานั่ง นอน ยืน เดิน มิฉะนั้น จะกลายเป็นเราเข้าไปทุกครั้ง
เรา นี้ คือกายกับใจ เสมือนว่าเราถูกโมหะ อวิชชาครอบงำ ให้รู้สึกเป็นเราอยู่เรื่อยไป
เมื่อเวลาดูรูป ให้เห็นรูป ก็เป็นการทำลายเราเสีย และทำลายโมหะ อวิชชา ทำลายอภิชฌา และโทมนัส

โดย ธัญธร...นำเสนอ [19 ส.ค. 2546 , 20:58:47 น.] ( IP = 203.113.71.164 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ดังนั้น จึงให้เอาสติตั้งพิจารณาที่รูปนั่ง และมีปัญญาอยู่ในใจ รู้ว่าจะดูเหตุผลด้วยเหตุผลอะไร
เอาสติกำหนดดูรูปนั่ง แต่ในใจเรารู้อยู่ว่า จะดูให้เป็นรูป เพื่อทำลายความรู้สึกที่เป็นเราให้ออกไป เป็นการทำลายโมหะอวิชชา อภิชฌาโทมนัส ความโลภ ความเสียใจ ก็เข้าไม่ได้ในขณะนั้น เพราะมีรูปมาปรากฎเป็นอารมณ์ให้ และเราก็เห็นการนั่งนี้เป็นรูป ไม่ใช่เรา


เราหลงใหลว่าการยืน เดิน นั่ง นอน เป็นสภาพที่เรียกว่า สุขวิปลาส แปลว่า ความสุขนี้เป็นวิปลาส เช่น เมื่อหิวหรือกระหายน้ำ เราจะมีทุกขเวทนา และเมื่อไปดื่มน้ำแล้ว ทุกขเวทนาจะหายไป แต่เราหลงเข้าใจผิดว่าเราสบายทันที
เพราะอำนาจแห่งความสันทัดจัดเจนที่สืบต่อกันมานับไม่ถ้วน ทำให้เข้าใจผิดคิดเช่นนั้น เพราะความจริง มันไม่สบายจริงเลย แต่เราไปหลงผิด คิดว่าเราสบาย เพียงแค่ทุกขเวทนามันหายไป แต่เราก็ต้องรับทุกข์อย่างอื่นต่อๆไปอีก สลับซับซ้อนกันเรื่อยไป
ในปรมัตถธรรม จึงไม่มีสบาย เป็นแต่สุขเวทนาในบัญญัติธรรมเท่านั้น


ดังนั้น จะมีแต่ทุกขอริยสัจ (สุขอริยสัจไม่มี) ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ตื่นแต่เช้า ล้วนแต่เป็นอำนาจของทุกข์ที่บีบคั้น ทำให้เราต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงไป ไม่ทำไม่ได้ เราทำเพื่อแก้ไขทุกข์ที่เกิด
แม้แต่คนที่นอนหลับ ก็มีการพลิกตัวไปมา
จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ากว่า ๔๐ ครั้ง แต่การขยุกขยิกนิดๆหน่อยๆนั้น นับไม่ถ้วน นั่นเป็นเพราะเราแก้ไขทุกข์
จึงเห็นได้ว่า ในชีวิตนั้นหามีสุขไม่ นับแต่ตื่นนอนเช้าจนถึงค่ำ มีแต่การแก้ไขทุกข์อยู่ตลอดทั้งวัน ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่เว้นแต่วินาทีเลย
ด้วยเหตุนี้ ในพุทธศาสนาจึงพูดว่า เรานั้นวิปลาส แปลว่า จิตคิดผิดไปจากความจริง หรือแปลว่าเป็นบ้า เราไม่เคยคิดว่า ยืน เดิน นั่ง นอน นี้ลำบาก และเป็นเพราะทุกข์ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง



โดย ธัญธร...นำเสนอ [19 ส.ค. 2546 , 21:17:12 น.] ( IP = 203.113.71.164 : : )


  สลักธรรม 2

จากการศึกษาเล่าเรียน ทำให้รู้ว่าอำนาจของทุกข์ที่บีบคั้น ทำให้เราต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เปลี่ยนไปเพราะความสุข
การรู้ขึ้นมาในใจเป็น ปัญญา ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการรู้นี้ เรียกว่า สุตามยปัญญา
แต่ถ้าหากผู้ใดได้นำความรู้นี้ไปปฎิบัติ กำหนดแล้วเห็น ผู้นั้นจะได้ชื่อว่ามีปัญญาชนิด จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา
ถ้าหากได้ญาณปัญญา เวลาปฎิบัติก็จะได้ปัญญาชนิด ภาวนามยปัญญา คือ นามรูปปริจเฉทญาณ ตามนัยซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ชั้น คือ

เมื่อปฎิบัติรู้ว่า ยืนเป็นรูป เดินเป็นรูป และรู้ว่ารูปนี้เป็นทุกข์ เราจะได้ นามรูปปริจเฉทญาณ ตามนัยปริยัติ แปลว่าเล่าเรียนศึกษาแล้วเข้าใจ
แต่เมื่อลงมือปฎิบัติ เรามองเห็นว่า ก่อนจะเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นเพราะเรามีทุกข์มาบังคับ จึงเปลี่ยนอิริยาบถ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกข์เกิดขึ้นจากอิริยาบถโดยตรง เช่น จะต้องทานอาหาร ไปเข้าห้องน้ำ เป็นต้น คือต้องลุกจากที่ เพราะอำนาจของทุกข์มาบีบคั้น ให้เราต้องผันแปรอิริยาบถ หาใช่ความสุข
ถ้ามีการพิจารณาเช่นนี้ในระหว่างปฎิบัติแล้ว ก็ได้ชื่อว่ามีญาณปัญญาเกิด จะได้ นามรูปปริจเฉทญาณ ตามนัยแห่งการปฎิบัติ กล่าวคือ เห็นว่าการยืน เดิน นั่ง นอนนี้เป็นทุกข์
เห็นว่าการยืน เดิน นั่ง นอนเป็นรูป ไม่ใช่เป็นนาม หรือไม่ใช่เป็นเรา
การเห็นเช่นนี้ แปลว่า จิตของเราน้อมเข้าไปรู้และเห็น นามอันหนึ่ง รูปอันหนึ่ง


โดย ธัญธร...นำเสนอ [19 ส.ค. 2546 , 21:53:55 น.] ( IP = 203.113.71.164 : : )


  สลักธรรม 3

ส่วน นามรูปปริจเฉทญาณ ตามนัยของวิปัสสนา จะเป็นไปอีกอย่าง กล่าวคือ จะต้องเข้าใจจริงๆ ประกาศขึ้นมาในใจเลย
ผู้นั้นจะไม่มีข้อข้องใจสงสัย เพราะมีปัญญาประกาศรู้ว่า อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม รู้ขึ้นมาในใจ ประกาศขึ้นมาเอง
ผู้ปฎิบัติที่ได้ญาณปัญญานี้ จะไม่เชื่อใคร แต่จะเชื่อตัวเอง ญาณปัญญาเกิดขึ้นมาในใจแล้ว จะไม่รู้ได้อย่างไร
มีผู้ปฎิบัติบางท่าน เมื่อเข้าปฎิบัติ ก็ประสงค์จะเห็นรูปนามให้เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามที่เรียนมา
จะเห็นได้อย่างไร เพราะการเห็นรูปนามเกิดดับนั้น เป็น อุทยัพพยญาณ เป็นญาณที่ ๔

เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า เราปฎิบัติเพื่อดูให้เห็นว่า การยืน เดิน นั่ง นอน เป็นรูป ไม่ใช่เรา
เป็นการแก้ความเห็นผิด ประการแรก
และดูเพื่อให้เห็นว่า การยืน เดิน นั่ง นอน นั้นไม่ได้สบาย เป็นทุกข์
เป็นการแก้ความเห็นผิด ประการที่สอง

โดย ธัญธร...นำเสนอ [19 ส.ค. 2546 , 22:47:49 น.] ( IP = 203.113.71.164 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อปฎิบัติเป็นเวลานานจะเห็นว่า ตั้งแต่ตื่นนอนเช้า มีแต่ทุกข์ตลอด เพราะต้องแก้ไขปัญหาให้ตนเองอยู่เสมอๆ ก็จะเห็น ทุกขเวทนา เกิดกับตนเองอยู่ตลอดเวลา
เมื่อปฎิบัตินานๆเข้า จากการที่เห็นทุกขเวทนาตลอดเวลา ก็จะเปลี่ยนไปให้เห็น สังขารทุกข์ คือ การเปลี่ยนอิริยาบถทุกครั้งนี้เป็นทุกข์ เช่น เมื่อนั่งเมื่อย เราก็เป็นทุกข์ นี่เรียกว่า ทุกขเวทนา
แต่เมื่อเปลี่ยนจากการนั่งเมื่อยไปเป็นยืน เรานึกว่ายืนสบาย
แต่ผู้ปฎิบัตินานๆ จะเข้าไปรู้ว่าอันนี้เป็นทุกข์ ไม่สบายจริงๆ
เวลานี้ทุกขเวทนายังไม่ปรากฎ เพราะทุกข์ยังอ่อนอยู่ แต่จะต้องปรากฎทุกข์ขึ้นแน่นอน

ผู้ปฎิบัติใหม่ๆ จะเห็นแต่ทุกขเวทนาเท่านั้น
แต่ผู้ปฎิบัตินานๆ และปฎิบัติอย่างต่อเนื่อง จะเห็นทุกข์ในทุกอิริยาบถ ทั้งอิริยาบถใหญ่ อิริยาบถย่อย จะเห็นทุกข์ไปหมด ทำให้เห็นว่า บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในกองทุกข์
ผู้เข้าปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แม้จะเข้าปฎิบัติในระยะเวลาสั้น ก็จะได้รับบุญบารมีมาก และเมื่อปฎิบัตินานๆเข้า ปัญญาบารมีก็ยิ่งมากขึ้น จนอาจเห็นไปถึง สังขารทุกข์ ได้
แต่ญาณปัญญาที่ พระพุทธเจ้าตรัส ผู้ที่ได้จะเป็นผู้รู้เอง และประกาศกับตัวเองได้ว่า ตนได้ญาณปัญญา

โดย ธัญธร...นำเสนอ [19 ส.ค. 2546 , 23:11:11 น.] ( IP = 203.113.71.164 : : )


  สลักธรรม 5

ขอนอบน้อมในพระปัญญาธิคุณอันประเสริฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

โดย Mashima [20 ส.ค. 2546 , 09:39:13 น.] ( IP = 169.210.6.198 : : )


  สลักธรรม 6

ธรรมที่ท่านนำมาดีแล้ว

โดย เณรวัส [20 ส.ค. 2546 , 11:37:10 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : )


  สลักธรรม 7


ตามมาอ่านต่อค่ะ

อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [20 ส.ค. 2546 , 13:22:59 น.] ( IP = 203.113.33.8 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณมากค่ะ ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [20 ส.ค. 2546 , 23:40:53 น.] ( IP = 202.129.12.58 : : )


  สลักธรรม 9

สาธุ สาธุ สาธุ

โดย Mashima [26 ส.ค. 2546 , 15:42:46 น.] ( IP = 169.210.6.236 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org