มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เหตุผลในการกำหนดอิริยาบถ (๘)




http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3569

อิริยาบถปิดบังทุกข์ เพราะเราต้องเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จากนั่ง เดี๋ยวก็เดิน เดี๋ยวก็เป็นนอน เดี๋ยวก็เป็นยืน และการเปลี่ยนนี้ เราได้ดูบ้างหรือเปล่า
ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้ดูเลย เรานึกจะเปลี่ยน เราก็เปลี่ยนเลย นั่งเริ่มเมื่อย เราก็เปลี่ยนแล้ว ขยับตัวนิด ขยับตัวหน่อย เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าตั้งใจจะขยับ เราเปลี่ยนโดยอำนาจของทุกข์มาบังคับ
แต่เราก็ไม่ได้สังเกตุสักครั้งหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ ทางธรรมะจึงสอนว่า อิริยาบถปิดบังทุกข์


เมื่อเวลานั่ง เราเห็นรูปนี้คือตัวเรา เพราะว่าเวลามาดูที่รูป มันเป็นกลุ่มเป็นก้อน มันมาตั้งอยู่ให้เห็นว่า นั่งท่านั้น ท่านี้
พอไปดูรูปหรือกลุ่มก้อนเข้า ก็นึกว่ารูปนี้เป็นเรา
ในทางธรรมะ เรียกการประชุมเป็นกลุ่มเป็นก้อนนี้ว่า ฆนสัญญา ปิดบังความจริง ทำให้มองไม่เห็นอนัตตา
ก็เพราะจิตมันเร็วมาก เช่น การเห็นรถยนต์คันหนึ่ง ความจริงเราเห็นทีละจุด เห็นบังโคลนก่อน เห็นหลังคา เห็นสี เห็นตัวรถ เห็นชิ้นส่วนอื่นๆ
เราเห็นทีละหนๆ แต่จิตมันรวดเร็วมาก ดูแล้วจะเห็นทีเดียว กลุ่มก้อนมาให้เห็นทีเดียวเป็นรถยนต์เลย เพราะฆนสัญญา ทั้งๆที่เห็นทีละจุดๆ แต่จิตรวดเร็วมาก จึงเห็นเป็นกลุ่มก้อน ก็เลยเห็นเป็นเรา ว่าเรานั่ง

โดย ธัญธร...นำเสนอ [21 ส.ค. 2546 , 20:52:12 น.] ( IP = 203.113.71.166 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

การเคลื่อนไหวอิริยาบถ เราไม่เคยสังเกตุ จึงเห็นทุกข์ไม่ได้ เพราะอิริยาบถปิดบังทุกข์ จึงเห็นความสบายมาแทนที่
เพราะฉะนั้น เวลาเข้าปฎิบัติจึงต้องดูเรื่อยไป ดูทุกข์ ไม่ใช่ดูสุข
ถ้าไม่เห็นทุกข์แล้ว อย่าหวังเลยว่าจะไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ ต้องเห็นตัวจริงของมัน คือ เห็นทุกข์
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ปฎิบัติจึงต้องพิจารณาอิริยาบถอยู่ตลอดเวลา ว่าอิริยาบถเปลี่ยนไปมานั้น มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น
เมื่อผู้ปฎิบัติ ปฎิบัติไปสัก ๑๕ วันแล้ว ก็จะเห็นทุกข์ชัดเจนขึ้น
แม้อิริยาบถที่เปลี่ยนไปใหม่ ก็เห็นทุกข์ได้ด้วย


ตามธรรมดา เวลาเรานั่งเป็นทุกข์ เพราะนั่งเป็นอิริยาบถเก่า เพราะนั่งเป็นทุกข์
พอขยับตัวเปลี่ยนเท่านั้น สุขก็เข้ามาแทนที่เลย
ความวิปลาสเข้าแล้ว เพราะไม่มีสุขตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
แต่เมื่อเราดูลงไปในอิริยาบถที่เปลี่ยน ก็จะเห็นทุกข์
แต่ทุกข์นี้ยังอ่อนอยู่ จึงไม่ปรากฎให้เห็นทุกข์ชัดเจน
แต่ทุกข์เริ่มมีตั้งแต่ต้นแล้ว ลองนั่งต่อไปอีกประเดี๋ยว มันจะเห็นทุกข์หนักเข้าทุกที

โดย ธัญธร...นำเสนอ [21 ส.ค. 2546 , 21:02:14 น.] ( IP = 203.113.71.166 : : )


  สลักธรรม 2

เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ปฎิบัติเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาดังนี้ พิจารณาอยู่เรื่อยๆ ก็จะเห็นทุกข์ และจะเห็นสังขารทุกข์ต่อไปว่า การที่ต้องผันแปรเปลี่ยนไปนี้ หาความสงบไม่ได้เลย ไม่มีความสุขแม้แต่วินาทีเดียว
มีแต่การแก้ปัญหาของเราเองตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีวินาทีใดวินาทีหนึ่ง ที่จะพ้นไปจากการแก้ปัญหาได้
แล้วจะเอาความสุขจากสิ่งที่คอยแก้ๆ มาได้อย่างไร
เมื่อพิจารณาโดยแยบคายจริงๆแล้ว จะเห็นว่าชีวิตนี้น่ากลัว ชีวิตนี้เป็นทุกข์จริงๆ
และเมื่อเห็นความทุกข์จริงๆแล้ว ผู้ปฎิบัติจะค่อยๆหันทิศทางของตนเอง คือจะไม่เอาอะไรแล้ว
เพราะมองเห็นแต่ทุกข์ และเห็นการกินอยู่หลับนอน เป็นการแก้ทุกข์อันหนึ่ง ไม่ใช่กินเพื่อหาความอร่อยเลย


เมื่อผู้ปฎิบัติได้พิจารณาอิริยาบถทั้ง ๔ โดยให้มีความเข้าใจอยู่ในใจว่า เราจะดูรูปที่ยืน เดิน นั่ง นอนนี้ ให้เห็นว่า ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่สบาย
ไม่ต้องพูดออกไปว่าไม่สบาย เพียงแต่ให้รู้อยู่ในใจ แล้วดูลงไป แล้วก็เห็นมันเป็นทุกข์ต่อหน้า
เราก็จะทราบดีว่า ตัณหานั้นเก่งทายาท เกิดกับเรามานับชาติไม่ถ้วน และเกิดกับเรามาตั้งแต่เล็กจนโต และมีความเชี่ยวชาญชำนาญเหลือเกิน
เมื่อเราเอาปัญญาเข้าไปดูแล้ว จะเห็นความยินดีติดใจ ที่เป็นตัณหานี้ มันหลบซ่อนอยู่

โดย ธัญธร...นำเสนอ [21 ส.ค. 2546 , 21:15:23 น.] ( IP = 203.113.71.166 : : )


  สลักธรรม 3

ตัวอย่างเช่น นักปฎิบัติบางท่านที่ตั้งใจเข้าปฎิบัติอย่างจริงจัง และดูทุกข์อย่างจริงๆจังๆ เพื่อไม่ให้ตัณหามาปรากฎ
โดยคอยจ้องดูรูปนั่ง แม้เมื่อยแล้ว ก็ยังไม่เปลี่ยน ต้องการให้เมื่อยเต็มที่ เพื่อให้เข็ด ให้รู้สึกตัว ให้ตัณหามันกลัว
แต่จริงๆแล้ว หารู้ไม่ว่า ตนเองกำลังตกเป็นทาสของตัณหา โดยที่เราไม่รู้เลย ว่าการทำเช่นนั้น เพราะมีตัณหาแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่
และการดูอะไรมากๆ จะเป็นการจ้อง
โทสะซึ่งเป็นตัณหาก็จะเกิด เพราะมันเมื่อยมากแล้ว

เพราะฉะนั้น ที่เราจ้อง เพราะมีตัณหาหนุนหลังให้จ้อง เพราะต้องการเอารูป เอานาม
การปฎิบัตินั้นก็ผิดธรรมชาติด้วย มีแต่การจ้องเอาๆ ปัญญาเข้าไม่ได้
มีแต่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ เท่านั้น ที่เกิด
เพราะตัณหามันหนุนหลังอยู่
ปัญญานั้นต้องกลางๆ ไม่เช่นนั้น จะเป็นมัชฌิมาปฎิปทาไม่ได้


ถ้าใครคิดว่า เมื่อเข้าปฎิบัติแล้ว จะต้องเอารูปเอานามให้ได้ นั่นแหละคือ ผู้ล้มเหลว
เพราะตัณหาหนุนหลัง ตั้งแต่ออกจากบ้านไปแล้ว แล้วยังไปหนุนในห้องกรรมฐานอีก
เราควรดูเพียงแค่ให้เห็นว่า รูป-นาม เป็นทุกข์จริงหรือเปล่า แค่นี้ก็มีปัญญาแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฎิบัติทั้งหลาย ที่กำหนดพิจารณาดูรป ดูนาม ดูอิริยาบถ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน ก็มองเห็นอิริยาบถทั้งหลายเหล่านี้เป็นทุกข์
เพราะต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บังคับบัญชาไม่ได้
ต้องผันแปรเปลี่ยนแปลง ด้วยอำนาจของความทุกข์บังคับ

เพียงแค่นี้ ผู้ปฎิบัติจะรู้สึกสลดหดหู่ใจ รู้สึกถึงความจริงว่า เราหลงรักหลงใคร่ ชีวิตของเราเอง
แต่พอมาดูในห้องกรรมฐานแล้ว จึงเห็นว่า ยืน เดิน นั่ง นอน ที่เราหลงว่าสบายนั้น หาได้มีความสบายไม่
และเมื่อทำต่อไป ก็จะเห็นต่อไปว่า อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน หรืออิริยาบถเล็กๆ เช่น ก้ม เงย เคลื่อนไหวแม้แต่อิริยาบถย่อยๆ ก็จะมีทุกข์เข้ามาครอบงำทั้งนั้น และบังคับให้เราต้องทำไป
ถ้าผู้เข้าปฎิบัติ ทำได้เท่านี้ ก็เรียกว่า ได้กำไรมหาศาลแล้ว

โดย ธัญธร...นำเสนอ [21 ส.ค. 2546 , 22:12:58 น.] ( IP = 203.113.71.166 : : )


  สลักธรรม 4

การพิจารณากาย เพื่อให้เห็นกายเป็นรูป ไม่ใช่เป็นนาม
การพิจารณานาม คือ จิต หรือ เจตสิก ให้เห็นเป็นจิตหรือเจตสิก ตามความเป็นจริง ไม่ใช่รูป เป็นการทำลายเราออกด้วย และเป็นการทำลายความหลงใหล
ในพระพุทธศาสนาได้แสดงให้รู้ว่า การนั่งนั้นมีเหตุมาประชุมกัน ๖ เหตุ เป็นหลักการใหญ่ ซึ่งจะเกิดเป็นขณะๆ ต่อๆกันไป
อำนาจจิตจะบังคับรูป โดยจะสั่งเป็นขั้นๆไป สั่งทีละหนๆ

เมื่อจิตสั่งครั้งเดียวก็ดับลง จิตดวงใหม่ก็สั่งต่อในเรื่องใหม่ แต่มันเกิดขึ้นติดๆกันเร็วมาก
สิ่งต่างๆที่มันมาปรากฎเฉพาะหน้า เช่น คลื่นแสงที่มากระทบตา มันก็เร็ว
จิตที่รับกระทบมันก็เร็ว
คลื่นเสียงมันก็เร็ว
จิตรับกระทบมันก็เร็ว
ความชำนาญอยู่ในใจเราก็มี
เราจึงตกอยู่ในฐานะ เสียท่าธรรมชาติ เกิดโมหะ เกิดอวิชชา เกิดความหลงใหลขึ้นมา


การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ได้อาศัยตากำหนด แต่อาศัยใจทางเดียว คือ อารมณ์ทางมโนทวารที่เกิดขึ้น
เมื่อกำหนดพิจารณา เราต้องเอาใจเข้าไปดู ไม่ใช่ดูเฉพาะที่ แต่ดูรวมกันทั้งหมด ทั้งตัว ในท่านั่งแต่ละท่า
เอาความรู้สึกในใจ ออกไปดูให้เห็นเป็นรูป
เมื่อขยับท่าใหม่ ก็ดูท่าใหม่ ให้เห็นรูปใหม่
เวลาดูไม่ต้องหลับตาดู เพราะไม่ใช่ทำสมาธิ แต่หลับตาได้ เมื่อมีเหตุ เช่น หลับตานอน และส่งใจพิจารณาดูรูปนอน


หลักการปฎิบัติที่สำคัญอีกอย่างคือ อย่าตั้งใจ หรือเคร่งเครียด ในการปฎิบัติให้มากไป
ควรดูเบาๆ ถ้าจิตจะแลบไปที่อื่น ก็กลับมาดูใหม่ ไม่เป็นไร
เมื่อทำไปบ่อยๆ จิตจะแลบไปที่อื่นน้อยลง
การเคร่งเครียดทำ จะกลายเป็นสมาธิไป ปัญญาก็ไม่เข้า

โดย ธัญธร...นำเสนอ [21 ส.ค. 2546 , 22:55:51 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )


  สลักธรรม 5


นุนาค่ะ


โดย พี่ดา [22 ส.ค. 2546 , 11:20:04 น.] ( IP = 203.113.32.8 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณมากค่ะคุณพี่ใจดี ..พี่ธัญธร

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ส.ค. 2546 , 00:06:15 น.] ( IP = 203.107.207.15 : : )


  สลักธรรม 7

ขออนุโมทนาค่ะ

โดย Mashima [26 ส.ค. 2546 , 14:04:38 น.] ( IP = 169.210.6.236 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org