| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สวัสดีครับท่านผู้มีธรรมที่นับถือ
สลักธรรม 11สวัสดีครับท่านผู้เจริญในธรรมที่เคารพ
คำตอบของท่านที่ตอบมาทั้งหมดทุกท่านนั้น น่ายินดีอย่างยิ่งครับ
เพราะไม่ผิดนะครับว่าโดบสภาวธรรมแล้วก็หนีไม่พ้นที่ท่านตอบมากันนะครับ
แต่ที่ผมยกมาตอบดังนี้ก็เพื่อให้ท่านเข้าใจในแง่มุมของอภิธรรมที่ลึกซึ้งมากจริงๆครับ
ขออนุโมทนาในมหากุศลญาณสัมปยุตจิตของทุกๆท่านครับ...
ในคัมภีร์ปัฎฐานซึ่งเป็นคัมภีร์ ที่ 7
เป็น คัมภีร์สุดท้ายของพระอภิรรมปิฎกนั้น
เเสดงสภาพธรรมทั้งหลายโดยความเป็นปัจจัยเเก่กันเเละกัน
โดยประเภทของปัจจัยต่างๆ
ปัจจัยเเรก คือ เหตุปัจจัย
เเสดงให้เห็นความสำคัญของสภาพธรรมซึ่งเป็นเหตุ
ในงานศพ เมื่อพระภิกษุท่านสวดพระอภิรรม จะเริ่มต้นด้วย เหตุปจจโย
คือ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมเหตุ
เพื่อเตือนให้รู้ว่าสภาพธรรม ซึ่งเป็นตัวเหตุ...ที่จะให้เกิดผลเกิดภพเกิดชาตินั้น
ได้เเก่ เจตสิก 6ดวง
คือ โลภเจตสิก
โทสเจตสิก
โมหเจตสิก
และอโลภเจตสิก
อโทสเจตสิก
อโมหเจตสิก
โดย เทพธรรม [17 ก.ย. 2546 , 09:30:03 น.] ( IP = 203.107.211.82 : : )
สลักธรรม 12ปัญญาเจตสิก ความจริงสภาพธรรมแต่ละประเภทมีความสำคัญเฉพาะของตนๆ
พระผู้มีพระภาคมิได้ทรวงแสดงเฉพาะเหตุปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น
โดย(อารมณ์) เป็น อารัมมณปัจจัยแก่จิตเพียงปัจจัยเดียว
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงปัจจัยต่างๆ โดยครบถ้วนละเอียด
โดยประเภทปัจจัยใหญ่ๆ ๒๔ ปัจจัย
และทรงแสดงปัจจัยย่อยของบางปัจจัยในปัจจัยใหญ่ ๒๔ ปัจจัยนั้นด้วย
จักขุปสาทรูป..เกิดขึ้นเพราะปัจจัยอื่น ๆ ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย
และจักขุประสาทก็เป็นปัจจัยด้วยโดยเป็นสภาพที่เป็นใหญ่
เป็นอินทริยปัจจัย คือ เป็นปัจจัยโดยสภาพที่เป็นใหญ่ในกิจหน้าที่ของตน
จักขุปสาทเป็นจักขุนทรีย์..เป็นรูปซึ่งมีสภาพเป็นใหญ่ในการเป็นปัจจัยให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้น
เห็นสิ่งที่ปรากฎ ทางตา
ถ้าไม่มี จักขุประสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาประสาท และกายประสาท
รูปร่างกายนี้ ก็เหมือนท่อนไม้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ได้ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส
ฉะนั้นประสาทรูปทั้ง๕ นี้..เป็นปัจจัยโดยเป็นอินทริยปัจจัย คือเป็นใหญ่เฉพาะในกิจของตน
โดย เทพธรรม [17 ก.ย. 2546 , 09:32:36 น.] ( IP = 203.107.211.82 : : )
สลักธรรม 13เช่น จักขุปสาทรูปเป็นใหญ่ในการกระทบรูปารมณ์
เป็นปัจจัยให้จักขุวิญญาณเกิดขึ้น เห็นสิ่งปรากฎทางตา
เพราะรูปอื่นไม่สามารถจะกระทำกิจนี้ได้
และสิ่งที่ปรากฎทางตาจะปรากฎชัดเจนหรือไม่ชัดก็แล้วแต่สภาพ ความใส่ของจักขุปสาทรูป
ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับเจตนาหรือความปรารถนาความต้องการของใครเลย
แต่ ขึ้นกับอินทริยปัจจัยของการเห็น คือ จักขุปสาทรูป
สภาพธรรมทุกประเภทเป็นปัจจัยให้สภาพธรรมอื่นเกิดโดยเป็น ปัจจัยต่างๆ
โลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก และ อโลภเจตสิก อโทสเจตสิก อโมหเจตสิก
ปัญญาเจตสิก เป็นปัจจัยโดยเป็นเหตุในวันหนึ่งๆ นั้น
มีกุศลเหตุเกิดมากกุศลเหตุก็มีบ้างแต่เมื่อเทียบส่วนแล้ว..กุศลเหตุก็น้อยกว่าอกุศลเหตุมาก
เมื่อไหร่กุศลเหตุจะค่อย ๆ เจริญขึ้นๆ
จนกระทั้งมีกำลังมากกว่าอกุศลเหตุได้นั้น
โดย เทพธรรม [17 ก.ย. 2546 , 09:34:19 น.] ( IP = 203.107.211.82 : : )
สลักธรรม 14ต้องอบรบเจริญปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
เพราะการรู้ลักษณะสภาพตามความเป็นจริงนั้น เป็นปัญญาเจตสิก เป็นอโมหเหตุ
ตราบใดที่ปัญญายังไม่รู้ชัดในลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง
การที่จะไม่ให้โลภเหตุ โทสเหตุหรือโมหเหตุเจริญงอกงามไพบูลย์นั้น
เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ไม่มีธรรมอื่นเลยที่จะคลายและดับอกุศลเหตุได้
นอกจากปัญญาซึ่งเป็นอโมหเหตุ
เมื่อศึกษาพระธรรมและเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฎทางตา ทางหู ทางจมูก ทา งลิ้น ทางกาย ทางใจ
และเป็นผู้ที่อบรมเจริญสติปัฏฏาน กุศลที่เป็นอโมหะ คือ ปัญญาจะค่อยๆ เจริญขึ้น
เมื่อรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคลเมื่อไร
เมื่อนั้นจึงจะดับอกุศลธรรมเป็นประเภทๆ ได้ จนกว่าจะถึงความเป็นพระอรหันต์
โดย เทพธรรม [17 ก.ย. 2546 , 09:43:31 น.] ( IP = 203.107.211.82 : : )
สลักธรรม 15ผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลขั้นพระโสดาบัน พระสกทาคามี และอนาคามีนั้น
เป็นพระเสกบุคคลซึ่งจะต้องอบรบเจริญปัญญาต่อไปอีกจนกว่าจะดับหมดทั้งอกุศลเหตุและกุศลเหตุ
เพราะถ้ายังมีกุศลเหตุอยู่ก็เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลวิบากไม่จบสิ้น
พระอรหันต์ผู้ดับอกุศลเหตุและกุศลเหตุแล้วนั้น
ถึงแม้ว่าจิตจะเกิดร่วมกับอโลภะ อโทสะ อโมหะ ก็เป็นอัพยากตเหตุ...ไม่เป็นเหตุที่จะให้เกิดวิบากต่อไป
เมื่อไหร่จะถึงวันนั้นละครับ? ขอบอกว่าย่อมต้อง ถึงได้ในวันหนึ่ง...เมื่อเพียงรอบรมเจริญปัญญาไปเรื่อย ๆ
ผู้ที่บรรลุผลเช่นนั้นในอดีตมีแล้วเป็นอันมาก
ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยก็จะไม่มีผู้ใดสามารถบรรลุผลเช่นนั้นได้
แต่ผลนั้นย่อมไม่เร็วตามที่หวัง
ต้องตามควรแก่เหตุ....คือปัญญายังไม่เกิดยังไม่เจริญขึ้น ก็ดับกิเลสไม่ได้
และปัญญาก็ต้องเกิดขึ้นเจริญตามลำดับขั้นที่สามารถประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง จนกว่าจะดับกิเลสได้จริง ๆฉะนั้น
โดย เทพธรรม [17 ก.ย. 2546 , 09:44:52 น.] ( IP = 203.107.211.82 : : )
สลักธรรม 16ควรระลึกเสมอว่าการศึกษาให้เข้าใจเรื่องจิต เจตสิก รูปนั้น
ก็เพื่ออบรบเจริญสติปัฏฐานรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นจิต เจตสิก รูป ที่เกิดขึ้นปรากฎแต่ละขณะตามความเป็นจริง
ไม่คลาดเคลื่อนจากที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง
ถ้าศึกษาเข้าใจอย่างหนึ่งแต่ปฏิบัติ อีกอย่างหนึ่ง
ไม่ตรงลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงตามที่ได้ศึกษา
ก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้
สำหรับอกุศลเหตุนั้นจะเป็นชาติอื่นไม่ได้เลย ไม่ว่าโลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิกเกิดขึ้นขณะใด
ขณะนั้นเป็นชาติกุศล เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลจิตในขณะนั้น และสะสมสืบต่อไปในอนาคตด้วย
แต่โสภณเหตุ๓ คือ อโลภเจตสิก๑อโทสเจตสิก๑ ปัญญาเจตสิก๑ นั้น
เป็นชาติวิบากก็มี เป็นชาติกิริยาก็มี
เพราะอโลภ เจตสิก อโทสเจสตสิก ปัญญาเจตสิกเกิดกับกุศลจิตก็ได้เกิดกับกุศลวิบากก็ได้
เกิดกับโสภณกิริยาจิตก็ได้ คำว่า โสภณ มีความหมายกว้างกว่า คำว่ากุศล
เพราะโสภณ ธรรมได้แก่สภาพธรรมที่เป็นกุศล หรือเป็นกุศลวิบากหรือเป็นโสภณกิริยา
ฉะนั้น เมื่อจำแนกธรรมทั้งหลายโดยหมวด ๓ เป็น
กุสลา ธมมา อกุสลา ธมมา
อพยากตา ธมมา ก็จำแนกเจตสิก ที่เป็นเหตุ๙ คือ
อกุศลเหตุ ๓ ได้แก่ โลภเจตสิก ๑
โทสเจตสิก ๑
โมหเจตสิก ๑
กุศลเหตุ๓ ได้แก่ อโลภเจตสิก ๑
อโทสเจตสิก ๑
ปัญญาเจตสิก๑
อัพยากตเหตุ ๓ ได้แก่
อโลภเจตสิก
อโทสเจตสิก ๑
ปัญญาเจตสิก๑
โดย เทพธรรม [17 ก.ย. 2546 , 09:46:02 น.] ( IP = 203.107.211.82 : : )
สลักธรรม 17คำตอบของท่านที่ตอบมาทั้งหมดทุกท่านนั้น น่ายินดีอย่างยิ่งครับ
เพราะไม่ผิดนะครับว่าโดบสภาวธรรมแล้วก็หนีไม่พ้นที่ท่านตอบมากันนะครับ
แต่ที่ผมยกมาตอบดังนี้ก็เพื่อให้ท่านเข้าใจในแง่มุมของอภิธรรมที่ลึกซึ้งมากจริงๆครับ
ขออนุโมทนาในมหากุศลญาณสัมปยุตจิตของทุกๆท่านครับ...
โดย เทพธรรม [17 ก.ย. 2546 , 09:48:31 น.] ( IP = 203.107.211.82 : : )
สลักธรรม 18กราบขอบพระคุณท่านเทพธรรมมากค่ะ
คำเฉลยนั้น จะเห็นได้ชัดว่า แง่มุมของอภิธรรมมีความลึกซึ้งมาก
ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมจึงต้องมีความเพียร
และทุ่มเทกับการศึกษา
จึงจะเกิดความรู้ความเข้าใจได้อย่างถูกต้องโดย เซิ่น [17 ก.ย. 2546 , 22:38:52 น.] ( IP = 203.107.193.112 : : )
สลักธรรม 19ขอบพระคุณค่ะ ในเมตตาจิตที่ขยายความออกให้เกิดความเข้าใจที่ละเอียดมากขอบพระคุณมะคะ
โดย ช้างน้อยมะคะ [18 ก.ย. 2546 , 03:33:57 น.] ( IP = 203.148.252.236 : : 210.203.182.69 )
สลักธรรม 20
กราบขอบพระคุณครับผม
โดย น้องจุก [18 ก.ย. 2546 , 09:56:38 น.] ( IP = 203.113.33.12 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |