มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รายงานพิเศษการอบรมรุ่นที่ ๒ วิวัฏคามินีกุศล




ขอแทรกพื้นที่ในลานธรรมแห่งนี้นะคะ เพื่อที่จะรายงานความเคลื่อนไหวในความเข้มข้นของการอบรมวิปัสสนาหลักสูตรเร่งรัดในวันนี้ ขอบอกว่า ใครที่ไม่ได้มาในวันนี้ น่าเสียดายมากจริงๆ เพราะอาจารย์บุษกรอธิบายถึงวงจรของปฏิจจสมุปบาท วงจรของวัฏฏะสงสาร การกระทำกรรมที่เรียกว่าวิวัฏฏคามินีกุศล การทำงานของวิถี และความเกี่ยวข้องของคำว่าวิปัสสนากรรมฐานกับ คำว่าสติปัฏฐานนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร รวมทั้งในภาคบ่ายก็มีการลงมือฝึกหัดปฏิบัติวิปัสสนาโดยมีอาจารย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด

เช้านี้อาจารย์เริ่มต้นที่การอวยพรผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน …ขอให้ชีวิตของแต่ละท่านคลายจากความเห็นผิด มีความตั้งในชีวิตสู่มรรคผลนิพพานโดยทั่วกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:43:31 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

….จากนั้นอาจารย์ก็แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเวปไซด์ของมูลนิธิค่ะ
ว่าขณะนี้ได้มีการเปิดกระทู้ใหม่ชื่อลานพี่ดอกแก้ว เป็นหลักธรรม ข้อคิดประจำใจ
เช่น เรื่องการเตรียมพร้อม คือเมื่อมีความสุขมาถึงเรา เราก็ควรมีความสุขให้เต็มที่โดยไม่เบียดเบียนใคร และต้องตามกาละเทศะ ..นอกจากนี้ก็ต้องเตรียมใจไว้เพื่อด้วยว่าอาจมีความผิดหวังหรือความเลวร้ายด้วย … เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะมีสุขเล็กๆน้อยๆเราก็ควรรับเอาไว้อย่าปฏิเสธเพราะเป็นวิบากของเรา ..และเราก็ควรมีปัญญารู้ว่า สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง…

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:46:41 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 2

อาจารย์ใส่ชุดชาวเหนือมาสอนในวันนี้โดยให้เหตุผลว่า ..เป็นคนที่ไม่ค่อยแคร์อะไร และก็พูดอะไรปากกับใจตรงกัน แต่ไม่เคยคิดจะล่วงเกินใคร ..ก็ให้อะไรก็ออกจากใจไม่มีเสแสร้ง เพราะปลอดภัยดี และชีวิตของตนเองนี้ก็ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน การเอาใจ หรือความรัก …เขาก็รักเราแค่ชาตินี้ชาติเดียว แต่เราไม่ลืมรักตนเองเลยสักชาติ แต่เมื่อมาเรียนธรรมะแล้วเราก็จะรักตนเองถูก เพราะจะรู้ว่าเสื้อผ้าอาภรณ์นี้เป็นสิ่งประดับร่างกายเท่านั้น แต่จิตใจที่ดีแล้วย่อมดีตลอด

…เพราะจิตตัง ทันตัง สุขาวหัง จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ พระพุทธองค์ทรงให้ฝึกจิตไม่ใช่ฝึกกาย

เพราะฉะนั้นเมื่อเราไม่ได้เบียดเบียนใครเราก็ทำไป ..ที่วันนี้บอกว่ามาจากดอยก็เพราะชุดนี้ออกแบบเอง และใส่สบาย ผู้ที่เรียนธรรมะนั้นไม่ใช่คนคร่ำคร่า …ยึดถือแต่สีขาวอยู่เป็นอาภรณ์ …แต่สะอาดในใจดีกว่าสะอาดภายนอก

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:47:18 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 3

และอีกอย่างหนึ่งที่ใส่ชุดชาวดอยอย่างนี้ ก็เพราะระลึกถึงสมเด็จย่าค่ะ ..เพราะวันที่ยี่สิบสี่กันยายนที่จะถึงนี้ เป็นวันมหิดล อาจารย์ด้ดูงานถ่ายทอดทางทีวีเกี่ยวกับการรับบริจาค และก็มีสารคดีเกี่ยวกับสมเด็จย่า ก็เลยระลึกถึงพระมหากรุณาของสมเด็จพระราชบิดาและสมเด็จย่าขึ้นมาเป็นอย่างยิ่งที่ทรงมีพระคุณต่อปวงชนไทยทั้งในทางการแพทย์ และทรงมอบพระราชโอรสถึงสองพระองค์ให้แก่ปวงชนชาวไทย ประชาชนคนไทยจึงควรที่จะระลึกถึงพระคุณของราชวงศ์จักรีนี้ให้มาก รวมทั้งพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตที่ทรงกอบกู้บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นสืบทอดมาจนถึงวันนี้ด้วย จึงได้ระลึกถึงพระองค์ท่าน และโดยส่วนตัวแล้วก็มีความรู้สึกเคารพเทิดทูนต่อราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ และได้แต่งเพลงเพื่อถวายในหลวงไว้เพลงหนึ่งค่ะ และมอบให้คุณทิพวรรณ ปิ่นภิบาลเป็นผู้ขับร้อง คือเพลงกาญจนาพร….ที่มีเนื้อเพลงช่วงหนึ่งที่บอกว่า …ทอดดวงใจลงปฐพีรอรับพระองค์…. เป็นเพลงที่แต่งด้วยหัวใจจงรักภักดี

เรือนกาญจนาพรที่ขณะนี้เป็นสมบัติของมูลนิธิ เป็นเรือนที่อาจารย์สร้างด้วยเงิดสดจำนวนประมาณหนึ่งล้านบาทแล้วมอบให้มูลนิธิ เพื่อเป็นอาคารสำหรับแสดงนิทรรศการ ภาพพระราชกรณียกิจ และของสะสมที่ระลึกต่างๆที่เกี่ยวกับพระราชวงศ์จักรี

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:48:32 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 4

อาจารย์บุษกรบอกว่า เหลืออีกเพียงสองสัปดาห์เท่านั้นก็จะจบหลักสูตรกันแล้ว จึงอยากที่จะทุ่มเทความรู้ให้ทุกท่าน สามารถเกิดความเข้าใจและปฏิบัติวิปัสสนาได้ ซึ่งบ่ายนี้ก็จะเริ่มลงมือหัดปฏิบัติกันสักช่วงหนึ่ง เพื่อจะได้กำหนดรู้ว่า ความรู้สึกกับความนึกเอานั้นเป็นอย่างไร

เพราะความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัวแต่หนีไม่พ้นและจะหนีพ้นได้เมื่อเราไม่เกิด แต่ทำไมจึงยังเกิดอยู่ ก็เพราะเรายังอยากเห็น..ได้ยิน ..ได้กลิ่น..รู้รส ..สัมผัสถูกต้อง…. เพราะตัณหาที่ยังเป็นตัวเชื่อมสังสารวัฏอยู่ ..นี่เรียกว่าปฏิจสมุปบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ..จึงให้พยายามทำความเข้าใจ.. โดยอาจารย์อธิบเรื่องปฏิจสมุปบาท ไว้อย่างเข้าใจง่ายๆดังนี้ค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:49:13 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 5

เรามีชีวิตที่ ..ไม่รู้ (ผู้ที่รู้มีท่านเดียวคือ พระอรหันต์ ที่รู้ว่ากิเลสหมดสิ้นแล้ว) เพราะเรามี คือความไม่รู้ ไม่มีปัญญา ….ในอริยสัจธรรม เราไม่รู้แม้กระทั่งว่า ความอยากเป็นต้นเหตุให้เราเกิดทุกข์ ..อยากทำอยากได้แต่เมื่อไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ …เพราะไม่มีใครมาชี้แจงให้เราทราบ เพราะความไม่รู้นี่แหละเวลาที่มีอารมณ์มากระทบตามทวารต่างๆ ก็ทำให้เราเกิดความชอบไม่ชอบ แล้วก็ตอบสนองด้วยความเป็นบุญบาปต่างๆที่เรียกว่า สังขารหรือเจตนาในการกระทำกรรม ที่แสดงออกตามทวารโดยมีวิญญาณคือจิตเป็นประธาน เช่น พ่อบ้านแม่บ้านเมื่อมาพบกันพูดจาไม่ถูกหูก็อารมณ์ไม่ดี

..แต่ถ้าใครที่ได้ศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าสิ่งที่มากระทบตามทวารต่างๆนั้นเป็นเพียงนามรูป เป็นอารมณ์เท่านั้น เป็นรูปหรือนาม อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม จิตของผู้ที่มีปัญญาก็จะรู้เรื่องรูปนามไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้อง ..ไม่มีคำว่าอารมณ์ดีไม่ดี ..หงุดหงิด ..สิ่งที่แสดงออกมานั้นก็คือความโง่ ที่แสดงออกมาทางกาย วาจา และใจ ที่เมื่ออายตนะรับกระทบอารมณ์คือผัสสะแล้วเกิดเวทนา คือสุข ทุกข์ เฉยๆ ถ้าสุขก็อยากได้อีก แต่ถ้าทุกข์ก็จะไม่อยากได้ ความอยากหรือไม่อยากเหล่านี้คือตัณหา (กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา) แล้วเราก็ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ต่างๆ คืออุปาทานซึ่งทำให้เกิดภพคือกรรมภพ ได้แก่การกระทำกรรมที่นำไปสู่การเกิดซึ่งก็คือเจตนานั่นเอง เมื่อมีภพแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดชาติ คือกุศลชาติ อกุศลชาติ และวิบากชาติ เมื่อชาติเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องเสื่อมแล้วก็ดับไป คือชราและมรณะ

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:49:55 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 6

ชีวิตของเรานี้เรียกว่าเป็นชีวิตในกามภูมิ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องตาย การตายแต่ละชาติของเรานั้นก็คือวงจรของปฏิจสมุปบาท เป็นการหมุนคือวัฏฏะ ที่หมุนไปทางทวารต่างๆ ที่มีแต่ความฉิบหาย คือ โลกะ หรือโลก ซึ่งก็คือชีวิตของเรานั่นเอง

ชีวิตของเรานี้เป็นวิบากขันธ์ และสิ่งที่เกิดขึ้นตามทวารต่างๆ ก็คือวิบากเช่นกัน เรียกว่าวิปากวัฏ์ฏ์ พอวิบากเหล่านี้เกิดขึ้นเราก็ไม่รู้เท่าทันจึงตอบสนองสิ่งเหล่านั้นด้วยกิเลส เพราะไม่เคยเรียนรู้ว่า มีเหตุแห่งการเกิดขึ้นของวิบากต่างๆเหล่านี่ที่แต่ละคนได้รับต่างกัน ตามความประณีตของกุศลอกุศล กิเลสจึงเกิดขึ้นมาตามทวารต่างๆนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรียกว่า กิเลสวัฏฏ์ ให้มีการกระทำกรรมต่างๆทั้งฝ่ายดีไม่ดีที่เรียกว่ากัมมวัฏฏ์ ซึ่งกรรมเหล่านี้จะมีอำนาจให้ผลอยู่ดังที่เราเคยได้ยินว่า กรรมให้ผลตามเวลา กรรมให้ผลตามกาล เป็นต้น เพราะแะนั้นเมื่อทำกรรมแล้วก็จะส่งผลให้กลายเป็นวิปากวัฏฏ์เกิดขึ้นในภพต่อไปๆ หมุนวนไม่รู้จักสิ้น นี่คือการกระทำกรรมที่ยังต้องอยู่ในความพินาศ เพราะยังมีกิเลสครอบครองใจอยู่ นี่คือวัฏสงสารที่น่ากลัวมาก

เพราะรู้ไม่เท่าทัน เมื่อมีอารมณ์มากระทบจึงเกิดกิเลส เมื่อเกิดกิเลสแล้วก็มีการกระทำกรรม เมื่อกระทำกรรมแล้วก็ส่งผลกลายเป็นวิบาก เมื่อมีวิบากเกิดขึ้นแล้วรู้ไม่เท่าทันก็เกิดกิเลส แล้วมีการกระทำกรรมอย่างไม่จบสิ้น เป็นวงกลมที่ซ้อนกันอยู่นับไม่ถ้วน

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:50:38 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 7

เรื่องต่อไปที่จะต้องทำความเข้าใจคือเรื่องวิถีจิตคือการเดินทางของจิต เช่น การเห็น ก็คือคลื่นแสงที่มากระทบกับประสาทตา จิตก็จะรับอารมณ์ แล้วก็ส่งต่อไปพิจารณาอารมณ์ จากนั้นก็ตัดสินอารมณ์ว่าเป็นรูปอะไร เช่น คนไม่สวย ฉะนั้นชวนจิตดวงแรกจึงเสพอารมณ์เป็นอกุศลเพราะไม่ชอบ หรือเป็นคนสวย ก็คืออกุศลเช่นกันเพราะชอบ …ถามว่า ตั้งแต่เช้าเราตื่นขึ้นมาก็มีแต่อารมณ์พวกนี้คือพอใจกับไม่พอใจ จึงเรียกได้ว่าบาปเป็นตับ ..เราอยู่กับอกุศลกรรมทั้งวัน

นี่จึงเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะเกิดกุสลกรรม แม้ว่าจะเป็นกุศลกรรมก็ตามก็ยังส่งให้เกิดอยู่นั่นเอง เมื่อมาเรียนแล้วเราก็จะตัดสินอารมณ์ได้ถูกว่า ไม่ใช่คนสวย ไม่สวย เพราะคนไม่มี สวย ไม่สวยก็ไม่มี มีแต่จิต เจตสิก และรูป การตัดสินของเราก็จะเป็นรูปนาม ..คือ ขณะที่คลื่นแสงมากระทบปุ๊บ เราก็กำหนดเป็น นามเห็น ไม่ใช่เราเห็น หรือเห็นว่าสวยไม่สวย ..ปฐมชวนะที่เกิดขึ้นก็จะไม่เป็นอภิชฌาหรือโทมนัสคือความพอใจไม่พอใจ แต่เป็นการเสพอารมณ์ที่เป็นสติสัมปชัญญะเข้าไป(หากเป็นพระอรหันต์แล้วก็จะเป็นกิริยาจิตคือไม่บุญไม่บาปเป็นกิริยานั่นเอง ) ซึ่งเป็นวิวัฏคามินีกุศลแล้วก็ส่งต่ออารมณืลงตทารัมพณะตามปกติแต่เป็นการกระทำที่ตัดจากการหมุนวนของวัฏฏะได้

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:51:27 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 8

ความเป็นกุศลอกุศลนั้นเป็นจุดต่อเชื่อมของวัฏฏะ อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเรากำหนดอารณ์ปัจจุบันเป็นรูปนามก็เป็นการตัดจากความทรงจำคือสัญญาเดิมหรือของเก่าในอดีต มาเป็นการกำหนดรู้อารมณ์ปรมัตถ์ที่ปัจจุบันกาล ก็เป็นการสับสวิตช์ไฟคนละเส้นไม่ให้เชื่อมกันได้ ทำให้สัญญาไม่ยืดยาวออกไป และสังโยชน์ก็ไม่ยุ่งเหยิง

จึงเป็นวิวัฏฏะคือตัดจากความโง่ ความเห็นผิด ตัดจากอวิชชาคือ รากเหง้าแรกคือเงื่อนเก่า เมื่อไม่มีความเห็นผิดแล้วความต้องการความยึดติดก็ไม่เกิดขึ้นเมื่อรับกระทบอารมณ์ใหม่ ..เงื่อนปมที่สองคือตัณหา ก็ไม่เกิด เป็นการตัดเงื่อนเก่าและเงื่อนใหม่ให้ขาดสิ้นลง

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:52:28 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 9

ลูกโซ่นี้เมื่อถูกตัดไปก็จะไม่เป็นวงกลม ห่วงโซ่ก็จะคลายออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หมดสิ้นเมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นครบสี่ครั้ง กรรมที่เหลืออยู่ก็จะเป็นอโหสิกรรมเพราะไม่มีผู้รับผล การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นทางสายเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้พ้นจากกิเลสได้สิ้นสุดวัฏฏะได้ ส่วนสมาธินั้นไม่สามารถกระทำได้เพราะมีอารมณ์เป็นบัญญัติ



หลังจากนั้นเพื่อให้อาจารย์ได้พักการสอนและผ่อนคลายอิริยาบถหม่ให้กระทบกระเทือนกับบริเวณกระดูกสันหลังและกระดูกต้นคอที่เริ่มมีอาการชาขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์ทวีพรก็ได้ออกมาอธิบายเกี่ยวกับหลักปฏิบัติวิปัสสนา ๑๕ ข้อที่เป็นกฎกติการในการฝึกหัดปฏิบัติ โดยได้มีการทบทวนความรู้เกี่ยวกับอารมณ์ของวิปัสสนาทั้ง ๖ อย่าง และการถามทบทวนความรู้ว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูปให้เข้าใจชัดเจนอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะไปรับประทานอาหาร

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:53:14 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )


  สลักธรรม 10

สำหรับในภาคบ่ายนั้นก่อนที่จะเริ่มการฝึกปฏิบัติ อาจารย์ทวีพรก็ได้ออกมาสรุปเกี่ยวกับหลักวิปัสสนากรรมฐาน ๑๕ ข้ออีกครั้งหนึ่ง และอาจารย็บุษกรก็ได้มาอธิบายถึงคำว่า วิปัสสนานั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับคำว่าสติปัฏฐาน เพราะในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีแต่กล่าวคำว่าสติปัฏฐานเอาไว้ แต่ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่ามีวิปัสสนาสูตร แล้วอย่างนี้วิปัสสนาจะมีจริงหรือ อาจารยืบุษกรก็ได้นำความรู้จากคัมภีร์วิสุทธิมรรคมาอธิบายให้ฟังว่า ที่เรียกว่าวิปัสสนานั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงรับรองไว้ ในครั้งที่ทรงตรัสบอกพระอานนท์ว่า วิปัสสนา สติปัฏฐานัง หมายความว่า สติปัฏฐานนั่นแหละคือวิปัสสนา จากนั้นก็เข้าสู่การปฏิบัติค่ะโดยการดูแลอย่างใกล้ชิดของอาจารย์บุษกร ที่ให้การซักถามและให้คำตอบแก่ผู้ปฏิบัติหลายๆท่านจนเข้าใจถึงการรู้ รู้สึก และการเปลี่ยนไปของอารมณ์แต่ละชนิด ….

เหนื่อยค่ะ ..ทุกคนเหนื่อยมากโดยเฉพาะอาจารย์บุษกรที่มีปัญหาด้านสุขภาพอยู่แล้ว แต่ทุกคนก็สุขใจที่ได้ร่วมกันประกอบกุศลในวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [23 ก.ย. 2546 , 01:54:47 น.] ( IP = 202.129.46.120 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org