มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปกิณณกาภิธรรมปุจฉาพยากรณ์ โดยพระครูศรีโชติญาณ ตอนที่ ๕๒




ถาม ผู้ที่ได้ฌานแล้วเวลาจะเจริญวิปัสสนาจะพึงปฏิบัติอย่างไร

ตอบ ผู้ที่ได้ฌานแล้วเวลาจะเจริญวิปัสสนาต่อจะต้องถอนจิตออกจากฌานเป็นกามาวจรชวนะญาณสัมปยุตปรารภ

วิปัสสนาเอารูปนามเป็นอารมณ์ก่อนแล้วทำความในใจว่าองค์ฌานนี้เป็นนาม หทัยวัตถุนี้เป็นรูป แล้วตนได้อารมณ์อย่างใดก็ต้องเพ่งอารมณ์อย่างนั้น
แล้วใช้ปัญญาในชวนะจิตดวงหลังพิจารณาองค์ของฌานในจิตดวงต้นเหมือนหนึ่งจิตทางตาเอารูปเป็นอารมณ์ แต่วิปัสสนาเอาจิตทางตากับรูปเป็นอารมณ์อีกต่อหนึ่ง

ส่วนจิตฌานนี้ ชวนะดวงต้นเอากสิณเป็นอารมณ์ แต่ปัญญาในทุติยชวนะในจิตดวงหลังเพ่งเอาองค์ฌานในจิตดวงต้นเป็นอารมณ์

ถ้าองค์ฌานอะไรปรากฏชัดก็ให้เพ่งองค์ฌานนั้นๆเป็นนาม เพ่งหทัยวัตถุรูปที่องค์ฌานนั้นอาศัยเกิดเป็นรูปธรรม
ในที่นั้นคือ เพ่งอยู่วิถีชวนะเดียวกัน เช่น ในวิถีชวนะของฌานนั้นไม่มีประมาณของชวนะ เวลาจะเพ่งวิปัสสนาใช้ปัญญาเจตสิกในชวนะจิตดวงหลังเพ่งองค์ฌานปฐมชวนะจิตดวงหน้าพร้อมกับหทัยวัตถุรูปที่องค์ฌานนั้นอาศัยเกิดอย่างนี้ เรียกว่าเจริญวิปัสสนาเป็นเจโตวิมุตติ

โดย เพ็ญภัทร์ [15 ต.ค. 2546 , 13:05:42 น.] ( IP = 203.155.221.240 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ถาม การที่ท่านสงเคราะห์พระวินัยเข้าเป็นอารมณ์ของศีล
หรือสงเคราะห์พระสูตรเป็นอารมณ์ของสมาธิ
หรือท่าสงเคราะห์พระอภิธรรมเป็นอารมณ์ของปัญญานั้น คือสงเคราะห์อย่างไร

ตอบ การที่ท่านสงเคราะห์พระวินัยเข้าเป็นอารมณ์ของศีลนั้น
ก็คือว่า สิกขาบทบัญญัติที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เป็นอารมณ์ยืนไว้ให้เจตนาอันเป็นตัวศีลอันเป็นผู้เว้น
คือ จับเอาเป็นอารมณ์สำหรับเว้นท่านจึงสงเคราะห์ไว้ในศีลสิกขา
ส่วนพระสูตรที่ท่านสงเคราะห์ไว้เป็นอารมณ์ของสมาธินั้น ก็คือว่าเรื่องราวของชาดกต่างๆหรือเรื่องราวในปัจจุบัน
หรือเรื่องราวข้างหน้า จะรู้ได้ก็ด้วยอาศัยสมาธิทั้งนั้น คือว่าเมื่อมีสมาธิจิตดีจนถึงขนาดขั้นอภิญญาแล้วก็จะสามารถระลึกชาติในหนหลังได้ว่า
เมื่อชาตินั้นๆข้าพเจ้าได้เคยเกิดเป็นอะไร จนหรือมี โง่หรือฉลาด เกิดในตระกูลสูงหรือต่ำ
หรือว่าต่อไปข้างหน้านี้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ระลึกรู้ล่วงหน้าได้เช่นเดียวกับเทวลดาบส
ระลึกชาติหนหลังย้อนไปได้ ๔๐ กัป
และระลึกชาติล่วงหน้าที่ยังไม่มาถึงได้อีก ๔๐ กัป รวมเป็น ๘๐ กัป อย่างนี้ก็ดี
หรือรู้อยู่ว่าเหตุการณ์ขณะนี้จะเป็นอย่างไร
อย่างนี้ก็ดี
ผู้นั้นก็จะสามารถรู้ได้ด้วยอภิญญาสมาธิอันเกิดแต่การได้ฌานทั้งนั้น
ท่านจึงสงเคราะห์พระสูตรว่าเป็นอารมณ์ของสมาธิ
ส่วนพระอภิธรรมที่ว่าเป็นอารมณ์ของปัญญานั้น ก็คือว่า พระอภิธรรมนี้เป็นคัมภีร์ที่ปฏิเสธสัตว์บุคคล ปฏิเสธหญิง ปฏิเสธชาย ปฏิเสธสมมุติบัญญัติทั้งหมด
แสดงไว้แต่สภาวะคือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ และสัจจะล้วนๆ จึงเป็นอารมณ์ของปัญญาแท้ๆ เพราะสภาวธรรมเหล่านี้ยืนไว้ให้ปัญญาเพ่ง
ยืนไว้ให้ปัญญารู้ ยืนไว้ให้ปัญญาเห็น
ฉะนั้นท่านจึงว่าสภาวธรรมนี้ทนต่อความเพ่งพินิจของปัญญาจริงๆด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงสงเคราะห์พระไตรปิฎกเป็นอารมณ์ของไตรสิกขาดังกล่าว

โดย เพ็ญภัทร์ [15 ต.ค. 2546 , 13:09:37 น.] ( IP = 203.155.221.240 : : )


  สลักธรรม 2

ถาม การที่พระอนุรุทธาจารย์
ท่านจัดสัมปโยคะไว้โดยจิตย่อบ้างพิสดารบ้าง ทำไมท่านจึงจัดไว้อย่างนั้น ทำให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจยาก
ยกตัวอย่างเช่น วิตกจะเกิดได้ในจิตพิสดารได้ถึง ๕๕ ดวง
แต่ทีปัญญาเกิดได้ในจิต ๔๗ ดวงเท่านั้น
เท่าที่ท่านได้แสดงไว้อย่างนี้ท่านมีเหตุผลเป็นประการใด หรือจัดไว้อย่างนั้น

ตอบ อ๋อ
เท่าที่ท่านจัดไว้อย่างนั้นมิใช่อื่นไกล
ความจริงท่านจัดไว้เพื่อให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจง่ายต่างหาก
มิใช่จะให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจยากอย่างที่เข้าใจนั้นหามิได้เลย
คือเจตสิกพวกใดเกิดได้ในจิตทุกดวงไม่มีเว้นเลยท่านก็แสดงไว้โดยย่อ
แต่ถ้าจิตดวงใดเกิดไม่ได้ในจิตทุกๆดวง ท่านต้องแสดงไว้โดยพิสดารเพื่อจะได้รู้ว่า
เจตสิกดวงนี้เกิดได้ในจิตเพียงเท่านั้นดวงเท่านี้ดวง มิฉะนั้นจะทราบไม่ได้เลย
เช่นตัวอย่าง วิตกเจตสิกเกิดได้ในจิตเพียงปฐมฌาน ๑๑ ดวงเท่านั้น
ท่านแสดงโลกุตตรไว้ถึง ๘ ดวง ก็เพื่อให้รู้ว่าเกิดได้เพียงปฐมฌาน ๘ ดวงเท่านั้น
ส่วนทุติยฌานเป็นต้นนั้นเกิดไม่ได้ ถ้าไม่จำกัดไว้ก็ทราบไม่ได้ว่าเกิดแคจิตดวงไหนกันแน่
ส่วนปัญญาเจตสิกนั้นท่านแสดงไว้แต่เพียงจิตโดยย่อเพียง ๔๗ ดวง
ก็เพราะปัญญาเจตสิกนี้เกิดได้ในญาณสัมปยุตตจิตทั้งหมด
ก็รู้ได้ถึงในจิตโลกุตตรอย่างย่อ ๘ ดวง ปัญญาก็เข้าหมด
หรือโลกุตตรอย่างพิสดาร ๔๐ ดวงปัญญาก็เกิดได้ทั้งหมดไม่มีเว้นเลย
ฉะนั้นแสดงแต่โดยย่อเพียง ๔๗ ดวงก็รู้ได้ว่าเกิดหมดไม่เว้น

โดย เพ็ญภัทร์ [15 ต.ค. 2546 , 13:13:27 น.] ( IP = 203.155.221.240 : : )


  สลักธรรม 3

ขอบคุณมากๆครับคุณเล็ก
ที่นำธรรมโอสถขนานแท้จริงมามอบให้เสมอครับ
ขอให้กุศลคุ้มครองรักษาตลอดไปนะครับ.

โดย พี่เณร [15 ต.ค. 2546 , 13:49:55 น.] ( IP = 203.107.204.58 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณมากค่ะคุณเพ็ญภัทร์...ได้มีโอกาสทบทวนและเพิ่มเติมความรู้อยู่เสมอ ..ส่วนหนึ่งก็ด้วยน้ำใจที่เผื่อแผ่ของคุณเพ็ญภัทร์นี่แหละค่ะ...สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ต.ค. 2546 , 15:08:07 น.] ( IP = 203.113.67.36 : : )


  สลักธรรม 5


ดีใจทุกครั้งที่ได้อ่านกระทู้นี้
ขอบคุณมากค่ะน้องเล็ก

โดย พี่ดา [15 ต.ค. 2546 , 22:40:41 น.] ( IP = 203.209.15.184 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณและอนุโมทนาพี่เล็กขอรับ

โดย ซาโย [22 ต.ค. 2546 , 11:55:25 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org