| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ปกิณณกาภิธรรมปุจฉาพยากรณ์ โดยพระครูศรีโชติญาณ ตอนที่ ๔๓
สลักธรรม 1
หมายเหตุ ข้อ ๑ หมายความว่า เมื่อเราประสบกับอนิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่เราไม่ชอบใจนั้น ความโกรธ คือความไม่พอใจนั้นย่อมเกิดขึ้น โดยอาศัยอารมณ์นั้นเป็นปัจจัยให้โทสะจิตเกิดขึ้น ฉะนั้น เราจึงหาวิธีเปลี่ยนอารมณ์ใหม่ คือหาอารมณ์ที่ชอบใจให้แก่จิตใหม่ แต่การเปลี่ยนอารมณ์นี้มี ๒ อย่าง คือ กุศลอย่างหนึ่ง อกุศลอย่างหนึ่ง เช่นไปเที่ยว หรือไปดูหนังดูละคร ไปกินเหล้า ไปเล่นการพนันมีไพ่เป็นต้น เมื่อเราให้ปัจจัยแก่จิตใหม่เช่นนี้แล้ว จิตใหม่คือโลภะจิตย่อมเกิดขึ้น ส่วนจิตเก่าในที่นี้คือ โทสะจิตเท่านั้นเมื่อเหตุปัจจัยของตนสิ้นลงไม่มีแล้ว โทสะจิตนั้นก็ย่อมดับไป แต่การแก้โทสะด้วยกุศลนั้น
ส่วนการเปลี่ยนอารมณ์ที่จะแก้โทสะด้วยกุศลนั้น ให้นึกโดยจินตามัยปัญญาว่า การโกรธเป็นกิเลสมีโทษ ทำให้เกิดการเร่าร้อนและเสียหายทั้งตนและคนอื่น
ฉะนั้น เราไม่ควรโกรธ หรืออีกนัยหนึ่งก็คิดว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้จะดีก็ตาม จะชั่วก็ตาม ก็ล้วนแต่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาทั้งสิ้น แล้วแต่บุญกรรมที่เราทำไว้ จึงต้องรับดังนี้ เราไม่ควรจะไปยึดไปถือ เมื่อเราคิดเปลี่ยนอารมณ์เสียใหม่ดังนี้ความโกรธก็ย่อมระงับไปชั่วคราว การเปลี่ยนอารมณ์อย่างนี้เป็นกุศล ฉะนั้นโทสะจิตย่อมดับไป กุศลจิตย่อมเกิดขึ้นโดย เพ็ญภัทร์ [16 ต.ค. 2546 , 14:34:58 น.] ( IP = 203.155.221.240 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าหากเราประสบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว แต่จิตเราไม่ยอมเปลี่ยนอารมณ์นั้น เรากลับจับยึดอารมณ์นั้นไว้ หมายถึงว่าเราหมกมุ่น คิดวิจารณ์อยู่แต่เรื่องที่ไม่ชอบใจนัก เช่น คิดว่าเราไม่มีผิด หรือคนนั้นไม่ควรจะทำกับเราอย่างนั้นๆอันนี้เป็นเหตุให้เกิดความโกรธตั้งอยู่ได้นาน หรือ มิฉะนั้นก็ทำให้โกรธนั้นมากขึ้น โดยเหตุนี้....บางทีท่านโบราณาจารย์ท่านจึงสอนให้เปลี่ยนอารมณ์ด้วยการนับตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๐ อันเป็นอุบายแก้ความโกรธให้น้อยลงได้เหมือนกัน
หมายเหตุ ข้อ ๒ ความโกรธ คือความไม่ชอบใจ ย่อมไหลมาจากอารมณ์ทั้ง ๖ ที่เป็นอนิฏฐารมณ์ในเวลาที่มากระทบกับทวารทั้ง ๖ ฉะนั้น ในเมื่อขณะอารมณ์กับทวารระทบกัน เราต้องมีสติสำรวมอยู่ในทวารทั้ง ๖
คือหมายความว่าให้ตั้งสติกำหนดรู้อยู่แค่ทวารแต่เพียงในอาการที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส ถูกต้อง ใจรู้ธรรมารมณ์ให้รู้อยู่ที่เห็นและรู้ว่าเห็น ให้รู้อยู่ที่ได้ยินว่าได้ยินเท่านั้น ให้เอาสติจับไว้ที่ในอาการที่เห็น ในอาการได้ยินเท่านั้น เมื่อเราเอาสติจับไว้ในอาการเช่นนั้นเป็นอารมณ์ได้แล้ว จิตก็ไม่สามารถที่จะเอื้อมไปถึงอารมณ์ที่เป็นนิมิตและอนุพยัญชนะ อันเป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกว่าดีและชั่ว ที่จะนำมาซึ่งความชอบใจและไม่ชอบใจ ซึ่งได้แก่ความโลภและความโกรธนั้นได้ เมื่อเราสำรวมอยู่เช่นนี้ได้ทุกๆทวาร เราย่อมพ้นจากความรักและความโกรธทั้งปวง แต่การละกิเลสด้วยข้อปฏิบัติอย่างนี้เป็นภาวนาญาณ ซึ่งได้กับสติปัฏฐานนั้นโดย เพ็ญภัทร์ [16 ต.ค. 2546 , 14:36:37 น.] ( IP = 203.155.221.240 : : )
สลักธรรม 3
หรืออีกนัยหนึ่ง ซึ่งเราจะใช้ละความโกรธตามนัยของจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้นก็ได้ ตามที่ท่านบอกว่าในเวลาที่โทสะจิตเกิดขึ้น ท่านให้เอาสติไปกำหนดรู้ดูอยู่ที่ความโกรธนั้น เพราะความโกรธนั้น เมื่อถูกอำนาจของสติสัมปชัญญะเพ่งเผาเข้าเช่นนั้นแล้ว โทสะกิเลสนั้นก็ย่อมพินาศไป แต่นัยนี้ก็อยู่ในความสำรวมอินทรีย์นั่นเอง
หมายเหตุข้อที่ ๓ ความโกรธย่อมระงับได้ด้วยสมาธินั้น อันนี้ได้กับผู้ที่ทำสมาธิจนมีกำลังกล้าจนถึงความเป็นฌาน เพราะฌานย่อมมีองค์ประกอบอยู่ ๕ อย่าง คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ในองค์ทั้ง ๕ นี้ย่อมมีหน้าที่ระงับนิวรณ์ทั้ง ๕นั้น เช่น
วิตกมีหน้าที่ระงับถีนะมิทธะนิวรณ์
วิจารระงับวิจิกิจฉานิวรณ์
ปีติระงับพยาปาทนิวรณ์
สุขระงับอุทธัจจกุกุจจนิวรณ์
เอกัคคตาระงับกามฉันทะนิวรณ์
โดย เพ็ญภัทร์ [16 ต.ค. 2546 , 14:39:31 น.] ( IP = 203.155.221.240 : : )
สลักธรรม 4
โดยเหตุนี้ผู้ที่อยู่ในอารมณ์แห่งฌานนี้ ความโกรธจึงยังเกิดขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจของฌานระงับไว้ด้วยวิขัมภนปหานตราบเท่าที่อารมณ์แห่งฌานจะตั้งอยู่ได้
หมายเหตุข้อที่ ๔ การละด้วยสมุจเฉท อันนี้หมายถึงผู้ที่ได้ทำความเพียรด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐานตั้งแต่กำหนดนามรูป จนเกิดอุทยัพพยานุปัสสนาไปจนถึงปฐมมัคค์ ทุติยมัคค์ และตติยมัคค์ คืออนาคามิมัคค์ จึงสามารถประหารโทสะ คือความโกรธให้เป็นสมุจเฉทได้ และความโกรธจะไม่เกิดขึ้นอีกเลยจนตลอดดับขันธ์เข้าปรินิพพาน
ต่อไปนี้ควรจะทราบอานิสงส์ของประหารทั้ง ๓ไว้ด้วย
๑. ตทังคปหาน มีอานิสงส์ส่งผลให้ได้รับความสุขได้แต่ในกามสุคติภูมิ ๗ ชั้น มีมนุษย์เป็นต้นเท่านั้น
๒. วิกขัมภนปหาน มีอานิสงส์ส่งไปได้ถึงพรหม ๑๕ ภูมิ คือ รูปภูมิ ๑๑ (เว้นสุทธาวาส ๕) และอรูปภูมิ ๔ ภูมิ รวม ๑๕ ภูมิ
๓. สมุจเฉทปหาน มีอานิสงส์ส่งให้ถึงสันติสุขคือ พระนิพพาน
ในเรื่องความโกรธนี้ ถ้าจะพูดถึงธรรมที่เป็นข้าศึกแก่อารมณ์ของความโกรธโดยตรงแล้ว ท่านให้ใช้เมตตาภาวนา แต่ในการที่จะใช้เมตตาภาวนาได้นั้น ต้องอาศัยกำลังของสมาธิด้วย มิฉะนั้นจะระงับไม่ลง
โปรดทราบลักษณะของความโกรธไว้ด้วยว่า
ความโกรธนั้นมีความดุร้ายและขาดเมตตา เป็นลักษณะ
มีการเผาจิตใจตนและคนอื่นให้ขุ่นมัวไม่แช่มชื่น เป็นรสเป็นกิจ
มีการประทุษร้ายด้วยกายและวาจา เป็นเครื่องปรากฏ
มีอาฆาตวัตถุทั้ง ๑๐ เป็นเหตุใกล้เคียงที่จะให้เกิดความโกรธโดย เพ็ญภัทร์ [16 ต.ค. 2546 , 14:41:15 น.] ( IP = 203.155.221.240 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |