มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


*สังขารุเปกขาญาณ..อาศัยอะไรเกิดขึ้น*





ใคร่อยากจะทราบว่า สังขารุเปกขาญาณ
นั้นเกิดขึ้นได้กี่อย่าง ต่างกันอย่างไร ขอให้ช่วยอธิบายด้วย สงสัยจริงๆ เพราะมีทั้งทางวิปัสสนาและทางสมถะ..

โดย ผู้ใหญ่ลี. - [19 ก.ค. 2544 , 04:38:08 น.] ( IP = 203.148.168.198 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สวัสดีครับ ท่านผู้ใหญ่ลี
คำถามของท่านนั้น สูงมากด้วยและก็ยากด้วยครับ พอดีท่านอาจารย์_/\_จะมาวันเสาร์ครับผม พวกเราลูกศิษย์ไม่กล้าตอบครับ ต้องขอโทษ_/\_ด้วยครับ อิ อิ
รอก่อนนะครับ คุณดอกแก้ว เองก็งานมากเลย คุณเทพธรรม ก็ไปต่างจังหวัดครับ จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ เดี๋ยงจะหาว่าไม่ตอบครับผม
สาธุ_/\_

โดย ผู้ดูแล Board [20 ก.ค. 2544 , 11:32:18 น.] ( IP = 203.148.168.77 : : )


  สลักธรรม 2

สวัสดีค่ะ ท่านผู้ใหญ่ลี
อาจารย์ฯ ฝากให้มาตอบว่า สังขารุเปกขาญาณนั้นเกิดขึ้นได้ ๒ อย่าง เพราะการปฏิบัติมี ๒ ชนิดคือ
๑. การปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ พิจารณานามรูปเป็นอารมณ์ จนเห็นความเป็นไปตามความเป็นจริงแล้วเกิดความสลดจิตในญาณนี้ จึงวางเฉย โดยความจริงที่แจ้งนั้นมี ๑o ประการคือ ชรา, มรณะ, โสกะ, ปริเทวะ, ทุกขะ, โทมนัส, อุปายาส, อัปปิเยหิสัมปโยโค, ปิเยหิวิปโยโค และ ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ
๒.เจโตวิมุตติ เป็นการพิจารณาองค์ฌาน ๘ คือรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ เห็นไตรลักษณ์ในองค์ฌานที่เคยได้

โดย ผู้ช่วยผู้ดูแล Board [21 ก.ค. 2544 , 22:55:41 น.] ( IP = 203.145.27.243 : : )


  สลักธรรม 3


สวัสดีครับ คุณผู้ใหญ่ลี ที่มีคำถามดีๆ มาให้พิจารณา สังขารุเปกขาญาณ นั้นเกิดขึ้นได้
๒ อย่าง คือ ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ ที่เรียกว่า สุขวิปัสสก และผู้ที่ได้ฌานจิตแล้วพิจารณาองค์ฌานที่ได้
มีความต่างกันตรงนี้คือ ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ นั้น หมายถึง จิตที่เข้าไปรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรม ที่มีรูปนามเป็นอารมณ์โดยความเป็นพระไตรลักษณ์ ซึ่งนับตั้งแต่สัมมสนญาณเป็นต้นมา กำลังอำนาจของฌานปัญญาที่เข้าไปรู้นั้น เป็นปัญญาเจตสิกที่อยู่ในมหากุศลญาณสัมปยุตจิต ๔ (ปัญญินทรีย์เจตสิก) มีความแก่กล้ามากตามลำดับ โดยประจักษ์แจ้งถึงความเกิดดับของนามรูป มีความปรารถนาจะพ้นจากนามรูป คิดหาอุบาย แต่ก็เห็นว่านามรูปนี้ เป็นวิบากขันธ์ มีปัจจัยให้เกิดขึ้น จึงเกิด เมื่อสิ้นปัจจัย นามรูปก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งบัดนี้นามรูปมีอยู่แล้ว จึงวางเฉยและไม่ยินดียินร้ายในนามรูปนั้น
ด้วยอำนาจของญาฌปัญญาที่ได้อบรมเห็นความจริงมาแล้ว แต่ญาฌต้นๆ เห็นความไม่เป็นสาระในตัวตน มี ๑๒ อย่าง คือ เห็นว่าเบญจขันธ์ (ขันธ์ ๕ ) มิใช่สัตว์ ๑ มิใช่บุคคล ๑ มิใช่ชีวิต ๑ มิใช่อัตตา ๑ มิใช่ตัวตน ๑ มิใช่เรา ๑ มิใช่ของเรา ๑ มิใช่ของผู้อื่น ๑ มิใช่ผู้หญิง ๑ มิใช่ผู้ชาย ๑ มิใช่สิ่งที่ยั่งยืน ๑ มิใช่สิ่งที่ควรชื่นชม ๑
เมื่อเห็นประจักษ์อยู่อย่างนี้จึงไม่ยินดียินร้ายต่อสังขารธรรมที่ปรากฏ โดยมีความเฉยในความเป็นไปของสังขารที่จะต้องเป็นไปในภพ ๓ มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ ใจก็มุ่งสู่พระนิพพาน คือ ความสงบจากสังขารธรรม
ส่วนผู้ที่ได้ฌานแล้วมีปฐมฌานจิตเป็นต้น ได้ออกจากฌานมีการพิจารณาถึง
องค์ฌานในการสืบต่อของจิต โดยเห็นองค์ฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นในญาณที่ ๓ (สัมมสนญาณ) ด้วยความสามารถของวฌานปัญญาที่รู้แจ้งในพระไตรลักษณ์เห็นองค์ฌานไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ คือ พิจารณาลักษณะ ๓ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่บ่อยๆ แล้วจึงเกิดความเฉยในอารมณ์ที่เห็น ท่านได้อุปมาเหมือนกับชายผู้หนึ่งมีภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งของชายคนนั้น ถ้าไม่เห็นภรรยาสักครู่หนึ่งก็รู้สึกหงุดหงิดใจ แต่ถ้าเห็นภรรยานั้นไปเจรจายิ้มให้กับชายอื่น ชายผู้เป็นสามีก็จะแค้นเคืองยิ่งนัก ต่อมาไม่นานชายคนนั้นพิจารณาเห็นโทษว่า ภรรยาไม่ซื่อตรงต่อตนแล้ว ก็หย่าขาดจากภรรยา ในเวลาต่อมาถึงจะเห็นอดีตภรรยาไปนั่งเล่นพูดจาคบหาสมาคมกับชายใดๆ ก็ตาม อดีตสามีก็ไม่ได้โกรธแค้นเคืองแม้แต่น้อย เพราะจิตของเขาตั้งอยู่ในอุเบกขาฉันใด ญาณปัญญาของผู้ที่รู้แจ้งในพระไตรลักษณ์อยู่เป็นนิตย์ จิตของผู้ที่มีฌานปัญญาสิ้นจากความรักใคร่ในรูปนามจึงเฉยต่อรูปนามที่กำลังดับไปๆ ฉันนั้น

โดย สง่า [23 ก.ค. 2544 , 15:27:07 น.] ( IP = 203.145.30.83 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณทุกท่านครับที่บอกกล่าวให้เข้าใจมากขึ้นครับ เป็นบุญของผมมากที่เข้ามมาถาม เพราะมีคนเขาบอกว่าที่นี้มีแต่สาระ จริงแบบที่เขาบอกเลย ดังนั้นอยากถามท่านต่อกันว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่า..เราจะปฏิบัติถูกหรือผิด เอาอะไรมาเป็นเครื่องตัดสินครับคุณสง่า

โดย ผู้ใหญ่ลี. [23 ก.ค. 2544 , 20:56:10 น.] ( IP = 203.170.156.168 : : 203.170.156.168 )


  สลักธรรม 5

สวัสดีครับ คุณผู้ใหญ่ลี
เครื่องตัดสินที่จะทำให้เรารู้ว่า ปฏิบัติถูกหรือผิดนั้น ต้องอาศัยศรัทธาและปริยัติธรรมที่ถูกต้อง เพระการศึกษาปริยัติที่ถูกต้องถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้แจ่มแจ้งในเหตุและผล
ท่านได้อุปมาว่า พระปริยัติธรรม เหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องโลก ถ้าพระอาทิตย์ยังส่องโลกอยู่ตราบใด ก็จะทำให้คนที่มีตา และเห็นสิ่งต่างๆ ว่าอะไรอยู่ที่ไหน ได้ชัดเจนอยู่ตราบนั้น แต่ถ้าหากว่า ปริยัติธรรมดับแล้วสูญแล้ว ไม่มีการศึกษาพระไตรปิฏกก็เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ดับไปจากโลก
โลกนี้มืดแล้ว แม้เราจะมีตา ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่แลเห็นว่าอะไรอยู่ที่ไหน ไม่รู้ที่ถูกที่ผิด ความมืดย่อมเข้าครอบงำอยู่ทั่วไป

โดย สง่า มาดี [25 ก.ค. 2544 , 15:13:26 น.] ( IP = 203.145.27.233 : : )


  สลักธรรม 6

แวะมาอ่านคำถามที่กระทู้นี้ดูเข้าท่าดีลุงชอบมาก เรื่องที่เกี่ยวกับปัญญานั้น แต่ที่ พ่อสง่าตอบท่านผู้ใหญ่ลีนั้นนะ ลุงเปลี่ยนยังงงๆอยู่นะ ที่ว่าพระธรรมเสมือนพระอาทิตย์ The Sun นั่นนะจริงอยู่ลุงยอมรับว่าใช่ 555 แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า พระธรรมฉบับไหนละที่แท้และฉบับไหนละเทียม มีตำรามากมายเลย จะหาอะไรมาเป็นเครื่อง ชั่ง วัด ตวง พระธรรมได้ละพ่อคุณ ตอบหน่อยนะไอ้หลานเอ้ย 555

โดย ลุงเปลี่ยน [25 ก.ค. 2544 , 19:41:26 น.] ( IP = 202.59.254.213 : : )


  สลักธรรม 7

สวัสดีครับ คุณลุงเปลี่ยน
ผมมีหัวข้อธรรมให้คุณลุงได้พิจารณาครับ
ในกาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 หมายถึง วิธีปฏิบัติในเรื่องควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร
1. มา อนุสฺสเวน = อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกัน
2. มา ปรมฺปราย = อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆกันมา
3. มา อิติกิราย = อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ
4. มา ปิฏกสมฺปทาเนน = อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5. มา ตกฺเหตุ = อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรก (ความคิด)
6. มา นยเหตุ = อย่าปลงใจเชื่อเพราะการอนุมาน(คาดคะเนตามเหตุผล)
7. มา อาการปริวิตกฺเกน = อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
8. มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา = อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้
9. มา ภพฺพรูปตาย = อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
10. มา สมโณ โน ครูติ = อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา
องฺ . ติก. 20/505/241

ต่อเมื่อใดรู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น
จึงมีถึง 10 หัวข้อธรรม ที่นำมาเป็นเครื่องชั่ง วัด ตวง พระธรรม ได้ครับผม

โดย สง่า [26 ก.ค. 2544 , 18:19:37 น.] ( IP = 203.145.27.209 : : )



  สลักธรรม 8

โดย t (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [25 ก.พ. 2552 , 13:55:38 น.] ( IP = 58.9.109.22 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org