| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เปิดตา...เปิดใจ...เพื่อไปนิพพาน
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ข้อความจากคำถามของน้องจุกค่ะ
... วันที่พระมหาฉลาดมาเยี่ยมที่มูลนิธิ ท่านเล่าให้ฟังว่า...
ท่านกับพระมหาวิสูตรนั้นบิณฑบาตรไม่ได้ข้าวเลยมา ๓ วัน
ก็มาคิดว่า...
ขืนเป็นอย่างนี้ตลอดถ้าจะแย่
พวกเราบุญคงหมดแล้วนะ
ควรจะสร้างบุญด้วยการทำทาน
เลี้ยงอาหารพระเณร ๗๐๐-๘๐๐ รูปที่โรงทาน
และต้องเป็นผู้ตักใส่บาตรให้เองด้วย
..แล้วตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีเลยที่จะบิณฑบาตรไม่ได้
กรณีศึกษาเช่นนี้
ถ้าจะวิเคราะห์ตามหลักการส่งผลของกรรมนั้น
๑. การทำทานที่โรงทานครั้งใหญ่ของทานทั้งสอง
เป็นการเปิดทางให้กุศลกรรมที่ท่านกระทำไว้ในอดีตส่งผล ...
หรือ
๒. เป็นผลที่ได้รับในปัจจุบันชาติเลย..
หรือ
๓. เหตุผลอย่างอื่น ...
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 13:17:37 น.] ( IP = 203.113.67.40 : : )
สลักธรรม 2คำตอบจากน้องแก้วค่ะ
...เรื่องที่พระท่านได้เล่ามานั้น
และได้รับผลมา
ทั้งหมดนั้นผลที่ท่านทั้งสองได้รับนั้น.....
![]()
น้องแก้วพิจารณาแล้วนะคะว่า
ถ้าเป็นข้อที่ ๒ อย่างเดียวโดยตรงนั้นไม่ใช่แน่ค่ะ
แต่อาศัยเหตุข้อที่ ๑ เป็นแรงกระชากวิบากกรรม
ให้มาบังเกิดผลทันที
ที่น้องแก้วใช้คำว่า..แรงกระชาก..
แทนที่จะใช้คำว่ากรรมเบียดเบียนนั้นก็เพราะ
ท่านทั้งสองรูปได้อาศัยปัญจขันธ์นี้
ดำรงอยู่ไปตามธรรมวินัยอย่างดี
และถูกต้องตามพุทธประสงค์
คือ..ท่านปลีกออกมาจากครอบครัวและบวช
การบวชของท่านมีอำนาจสะสมมามาก
จนสามารถครองผ้าไตรจีวรได้เป็น ๑๐ ปีขึ้นแล้ว
จะเห็นได้ว่าปุพเพกตปุญญตาของท่านมีมากมากจริงๆ
หลังจากนั้นก็เป็นที่ทราบๆกันอยู่ว่าท่านทั้งสองรูป
ฝักใฝ่ในกิจของสงฆ์อย่างถูกต้อง
คืออุสาหะวิริยะในการศึกษาพระไตรปิฏก
ทั้งบาลีไวยากรณ์ ทั้งอภิธรรมมัตถสังคหะ
และจบได้ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค>
ซึ่งสิ่งนี้ต้องอาศัยศรัทธาอย่างมาก
ยังไม่พอท่านยังมีฉันทะที่จะไปอยู่ในที่มีการศึกษาที่ถูกและดียิ่ง
เท่าที่จะมีในสมัยนี้คือประเทศพม่า
ทั้งๆที่รู้ว่าลำบากยากแค้น
ท่านก็สมัครใจเอาชีวิตไปแลกกับพระธรรมอันประเสริฐ
รายละเอียดติดตามอ่านต่อที่นี่นะคะ......
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3995&page=2โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 13:43:30 น.] ( IP = 203.113.67.40 : : )
สลักธรรม 3คำถามจากคุณฮิเดชิค่ะ ที่กระทู้ ๒๙๔๐
พี่ดอกแก้วขอรับ
ผมอยากทราบว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์คืออะไรกันแน่ครับ
มีจริงไหมครับผม
และถ้ามีนั้นมีหลักฐานไหม
ครับช่วยตอบผมด้วย... ขอบคุณครับ
คำตอบจากพี่ดอกแก้วค่ะ
สวัสดีค่ะคุณฮิเดชิ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คืออะไรกันแน่?
มีจริงไหม?
และถ้ามีนั้นมีหลักฐานไหม ?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจนะคะว่าคำว่า ศักดิ์ แปลว่าความสามารถ
ส่วนคำว่า สิทธิ์ แปลว่าสำเร็จ
ดังนั้นสิ่งใดสามารถอำนวยความสำเร็จให้
สิ่งนั้นก็นับได้ว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ค่ะ
ซึ่งจะแบ่งก็สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทนะคะ
คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงและปลอมคะ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงนั้นจะเป็นคุณธรรมความดีทั้งนั้นนะคะ
เช่น วาจาสัตย์ ความกตัญญูกตเวที ความเมตตากรุณา
และสูงสุดของความศักดิ์นั้นก็ได้แก่พระรัตนตรัยไงคะ
ส่วนสิ่งปลอมๆนั้นก็ได้แก่
สิ่งที่ทำเพื่อหลอกลวงให้คนหลงเชื่อ
เป็นสิ่งที่ปราศจากเหตุผลที่ตรงและจริงนั่นเองไงคะ
ในหลักของพระพุทธศาสนานั้น
เป็นหลักที่อุดมด้วยเหตุและผลที่คงทนเสมอ
ก็เพราะมีจุดยืนที่คุณธรรมเป็นหลักฐานไงค่ะคุณฮิเดชิ
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 17:14:07 น.] ( IP = 202.129.12.47 : : )
สลักธรรม 4ครับพี่ดอกแก้วขอบคุณมากครับผมเข้าใจแล้วครับ
แต่ผมขอถามต่อนะครับว่า..
การปลุกเสกเครื่องรางของขลังต่างๆ
การทำนายทายทัก
แม้แต่การดูลักษณะ..
การผูกดวงชะตาดูดวงนั้น
ผมขอทราบว่า พระสงฆ์องค์เจ้าสมควรไหมครับพี่ดอกแก้ว
![]()
คุณน้องฮิเดชิที่ช่างถามนะคะ
ดีค่ะเพราะจะได้เข้าใจและวางใจถูก
การปลุกเสกเครื่องรางของขลังต่างๆ
การทำนายทายทักนั้นเรื่องเหล่านี้
ต้องดูที่เจตนานะคะ
ถ้าเจตนาให้เกิดความสุข เพื่อความเจริญแก่คนทั้งหลายแล้ว
การกระทำโดยไม่หวังลาภสักการะ
ไม่แฝงด้วยความเห็นแก่ตัวหรือปรารถนาในทางที่ผิดก็ไม่เสียหายนะคะ
แต่ถ้ามุ่งเพื่อผลประโยชน์หรือลาภสักการะ
ก็เป็นเรื่องไม่งามค่ะ และไม่สมควรอย่างยิ่ง
คุณฮิเดชิต้องตรองให้ดีนะคะการมองอะไรนั้น
ต้องไม่มองมุ่งเฉพาะแง่ร้ายโดยส่วนเดียว
ควรมองทุกแง่มุมให้ถี่ถ้วนค่ะ
ส่วนเรื่องการกระทำดังกล่าวมานั้นทั้งหมด
ตามความเป็นจริงตามหลักพระวินัยแล้ว
มิใช่หน้าที่ของสงฆ์ค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 17:18:23 น.] ( IP = 202.129.12.47 : : )
สลักธรรม 5การถามตอบในกระทู้ที่ ๒๙๔๓ ค่ะ
สวัสดีครับพี่ดอกแก้ว
ผมได้เข้ามาอ่านคำตอบเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ครับ
ได้ประโยชน์มากมายครับในคำตอบเหล่านั้น
วันนี้ผมจึงใคร่ถามปัญหาข้องใจนะครับผม
ปัญหาที่ว่านั้นคือ
อกุศลเจตสิก ๑๔
ทำไมไม่เรียงกลุ่มโมหะไว้ให้ต่อเนื่องกันทั้ง ๗ ข้อละครับ
![]()
เป็นคำถามที่พี่ดอกแก้วทึ่งมากเลย
เพราะยังไม่เคยมีลูกศิษย์ถามเลยนะคะ
ก็คงเป็นเพราะบางท่านที่ไม่ถามเพราะเข้าใจแล้ว
แต่บางท่านไม่มีคำถามเพราะไม่ได้คิดจะถามซึ่งเกิดจากการเรียนท่องจบไงคะ
..โปรดทราบนะคะว่า..
อกุศลเจตสิก ๑๔ นั้นท่านเรียงเจตสิกฝ่ายโมหะไว้ ๒ ตอน
คือตอนแรกเจตสิกฝ่ายโมหะ ๔ ข้อ
ฝ่ายโลภะ ๓ ข้อ
ฝ่ายโทสะ ๔ ข้อ
และฝ่ายโมหะ ๓ ข้อรวมเป็น ๑๔
การที่เรียงเจตสิกฝ่ายโมหะ ๔ ข้อไว้เบื้องต้น
ท่านเลือกเฉพาะโมหะที่เกิดกับอกุศลทั้ง ๑๒ได้ทุกข้อ
ส่วนที่แยกโมหะ ๓ ข้อหลังไว้สุดท้าย...
..ก็เพราะเจตสิกฝ่ายโมหะ ๓ นี้
เกิดขึ้นกับอกุศลเจตสิกเพียงบางข้อเท่านั้นนะคะ
คือถีนะ กับ มิทธะ เกิดกับอกุศลฝ่ายอสังขาริกเพียง ๕ ข้อ
ส่วนวิจิกิจฉาข้อสุดท้ายนั้น
เกิดเฉพาะกับอกุศลจิตที่เนื่องด้วยวิจิกิจฉา
(ความสงสัย)เพียงข้อเดียวไงคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 17:25:19 น.] ( IP = 202.129.12.47 : : )
สลักธรรม 6ขอบคุณครับผม
ที่แจกแจงไขข้อข้องใจให้ทราบครับผม
และที่มีกล่าวว่าโมหะความหลงนี้มีอำนาจถึงขนาด
ครอบจักรวาลนั้นเป็นอย่างไรครับ
![]()
สวัสดีกันอีกครั้งนะคะ
พระพุทธศาสนานั้นสอนว่า
อวิชชาเป็นรากเหง้าแห่งการเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวง
และความโง่นี้ก็คือโมหะนั่นเองมีความหมายตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียดที่สุดเลยนะคะ
ซึ่งตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ครบแล้วละก็
ต้องถูกโมหะอวิชชาครอบงำไม่มากก็น้อย
หาที่หลบไม่ได้เลย..
นี่ไงคะครอบจักรวาลหรือทั้ง ๓๑ ภูมิเลยค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 17:27:45 น.] ( IP = 202.129.12.47 : : )
สลักธรรม 7จากกระทู้ ๑๑๖๓ ค่ะ
ในวันหนึ่งๆ เคยชอบสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
เคยยึดถือว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา
เป็นสมบัติของเรา
แท้ที่จริงทุกอย่างปรากฏขณะที่เป็นวิถีจิตเท่านั้นเองนะคะ
สภาพธรรมใดที่เป็นวิบาก ก็เป็นผลของกรรม
จะมีบ้านเรือน ทรัพย์สมบัติ เสื้อผ้าอาภรณ์มากมายอย่างไร ประณีตสวยงามอย่างไร
วิบากจิตซึ่งเป็นผลของอดีตกรรม
ก็เพียงเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้นๆ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย
เพียงชั่วขณะที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ยั่งยืนเลย
เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ
แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่ากรรมใดจะให้ผลในขณะต่อไป
เพราะเหตุว่าทุกคนมีทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรมในอดีตที่ได้กระทำแล้ว
เมื่อพร้อมด้วยปัจจัยที่กรรมใดจะให้ผลเป็นวิบากใดเกิดขึ้น...
วิบากนั้นก็เกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางตาบ้าง
ทางหูบ้าง... ทางจมูกบ้าง... ทางลิ้นบ้าง...
ทางกายบ้าง... ทางใจบ้าง เท่านั้นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 17:36:22 น.] ( IP = 202.129.12.47 : : )
สลักธรรม 8การศึกษาพิจารณาเรื่องความไม่เที่ยงของสภาพธรรม "ย่อมเป็นวิริยารัมภกถา "
ที่จะทำให้สติระลึกรู้ ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ
แล้วพิจารณาจนกว่าจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน
เป็นเพียงนามธรรมและรูปธรรมแต่ละลักษณะ
ที่กำลังปรากฏทางตา.... หรือทางหู..... หรือทางจมูก....
หรือทางลิ้น.... หรือทางกาย.. หรือทางใจเท่านั้นนะคะ
พี่ดอกแก้ว ปรารถนาให้ทุกคนศึกษาพระอภิธรรมคะ
เพราะเมื่อเข้าใจถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรม ชวนวิถีที่เป็นกุศลจิตก็เพิ่มขึ้น
แต่ถ้าไม่ได้รับฟัง ไม่ศึกษาให้เข้าใจเรื่องของสภาพธรรมเลย ก็ไม่รู้ว่า
....ขณะใดเป็นวิบากซึ่งเป็นผลของอดีตกรรม
.... ขณะใดเป็นชวนวิถีจิตที่สั่งสมสันดานที่เป็นอกุศลหรือกุศล
เมื่อไม่รู้..ก็ไม่เห็นโทษของอกุศล
และไม่อบรมเจริญกุศล..
สังสารวัฏฏ์ก็ย่อมจะต้องยืด ยาวต่อไปแน่นอนคะ
ในวันหนึ่งๆ นั้นอกุศลจิตเกิดมาก หรือกุศลจิตเกิดมาก
ฉะนั้น ผลข้างหน้าจะเป็นกุศลวิบากมากหรืออกุศลวิบากมาก
ซึ่งทุกท่านก็ย่อมพิจารณารู้สภาพธรรมที่เกิดกับท่านได้ในชีวิตประจำวันตามความเป็นจริง
นี่ไงค่ะเรื่องที่พี่ดอกแก้วบอกไว้ว่า...จะนอกอะไรให้ฟังไงคะ
ด้วยความปรารถนาดีคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 17:38:18 น.] ( IP = 202.129.12.47 : : )
สลักธรรม 9มาทวนหลักปฎิบัติวิปัสสนากับดอกแก้วกันค่ะ
ทำไมต้องมีหลัก เพื่ออะไร นี่คือความสำคัญมาก
๑. ต้องเข้าใจ นาม-รูป ให้ถูกต้อง
ถ้าไม่เช่นนั้นจะทำวิปัสสนาไม่ได้
เหตุผลก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนานั้น
ทำไปเพื่อถ่ายถอนอัตตาตัวตนออกไป
ก็เพราะ สภาวะธรรม ที่มีปรากฏอยู่นี้
เมื่อมันไม่ใช่เราแล้ว มันคืออะไรกัน
ก็คือ นาม และ รูป
จึงต้องเข้าใจ นาม และ รูปให้ดีเสียก่อน เพราะถ้าไม่เข้าใจก็ทำไม่ถูกต้องตามความจริง
ไม่อย่างนั้น จะเอาเราออกไม่ได้เลย.
๒. เมื่อเข้าใจ นาม-รูป ดีแล้ว ก็ลงมือกำหนด นาม-รูป ทันที
ต้องเข้าใจหน้าที่ว่า เวลานี้
ขณะนี้ เรามาทำความเข้าใจ นาม-รูป
ดังนั้น จึงต้องมี นาม-รูป ติดตามเสมอ
เพราะขณะใดไม่มี นาม-รูป ต้องรู้ว่าขณะนั้นผิดทางแล้ว
เหมือนกับว่า
ท่านถูกสั่งให้ไปอ่านหนังสือ ก็ต้องมีตัวหนังสือรับรองเสมอ
ถ้าอ่านโดยไม่มีตัวหนังสือ ก็ไม่สามารถอ่านออกได้เลย
ถึงจะจำได้ตั้งแต่ ก - ฮ ก็อ่านไม่ออก
เพราะไม่มีตัวหนังสือปรากฏอยู่
ก็จะมีเพียงแค่จำได้
หรือจะเหมือนกับที่เรียนมาว่า
นาม-รูป เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามที่ศึกษามา
การเรียนนั้นก็เหมือนกับการจำตัวหนังสือได้นั่นเอง
เพราะการที่จะเห็น นาม-รูป ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
ต้องไปดูที่นาม-รูป เท่านั้น อย่างอื่นดูไม่ได้เลย
(เพราะเจตนาเราจะเข้าถึง นาม-รูปไม่เที่ยง
ไม่ใช่อย่างอื่นไม่เที่ยง
ฉะนั้น ไปดูอย่างอื่นไม่ได้เลย)
วิปัสสนา (ปัญญา) จะต้องเห็น นาม-รูป ไม่เที่ยง
โดยนึก ไม่ได้
จะเห็นได้ในขณะปัจจุบันเท่านั้น
คือ ในขณะกำลังเดินอยู่ ยืนอยู่ รู้สึกอยู่ รู้อยู่
นั่นก็คือ ในขณะนามนั้น รูปนั้น ในปัจจุบันนั่นเอง
คือ ในขณะที่สภาวะธรรมนั้นปรากฏขึ้น
ก็ให้ลงมือกำหนดนาม-รูปทันที
และต้องมี นาม-รูป รองรับอยู่เสมอ
ก็เพื่อกำหนดให้เกิดความชำนาญ
และเมื่อความชำนาญเกิดขึ้นก็จะรู้เร็วขึ้นว่า
นั่นรูปอะไร นามอะไร
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 17:59:50 น.] ( IP = 202.129.12.47 : : )
สลักธรรม 10๓. ในการกำหนด นาม-รูป นั้น
ต้องมีความรู้สึกตัวเสมอว่า
ในขณะนั้นมีนามอะไร รูปอะไร
ห้ามนึก คือมีความรู้สึกตัวเสมอ
ความรู้สึก กับ การนึก ต่างกัน
เช่น ขณะที่เรากำลังฟังธรรมะอยู่
หรือกำลังดูหนัง ดูละครอยู่
เราจะต้องทำความเข้าใจว่า ฟังอะไรอยู่
เขาพูดว่าอะไร ตัวละครกำลังทำท่าอะไรอยู่ พูดอะไรอยู่นั่นล่ะ
ในขณะนั้น
จะไม่มีความรู้สึกตัวได้เลยว่าท่านนั่งอยู่
หรือ ท่านทำอะไรอยู่
ท่าทางอาการขณะนั้นเป็นอย่างไร
จะไม่มีทางรู้สึกเด็ดขาด
เพราะอะไรเล่า
เพราะท่านมัวแต่กำลังฟังเรื่องอยู่ กำลังสนใจดูอยู่
อันนี้จะรู้สึกตัวไม่ได้ เพราะถ้ารู้สึกตัวจะรู้เรื่องไม่ได้
ก็จะไม่เป็นประโยชน์ในการฟัง การดู
ดังนั้น ต้องทำให้ถูกกาละเทศะ คือ
จะต้องรู้ว่า ขณะนี้เวลานี้กำลังปฏิบัติวิปัสสนาอยู่
จะมามัวรู้เรื่องไม่ได้ มีกิจหน้าที่รู้สึกตัวเท่านั้น
ดังนั้น ผู้ปฏิบัติต้องแยกแยะระหว่างความรู้สึกกับการนึกว่า
แตกต่างกันอย่างไรให้ได้ เพราะความรู้สึกสำคัญมาก
ทำไมสำคัญมาก
ก็เพราะความรู้สึกเป็นปัจจุบัน นั่นเอง
แต่ถ้ามัวนึก ก็จะไม่รู้ในอาการที่ปรากฏขึ้น
ปัจจุบันก็จะไม่ได้
ต้องทำความรู้สึกตัวเสมอว่า เป็นนามอะไร เป็นรูปอะไร.
รายละเอียดอ่านต่อที่นี่นะคะ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=1145
โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2546 , 18:26:40 น.] ( IP = 202.129.12.47 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |