  ท่านครับผมอ่านพบเรื่องนี้ละครับ น่าสนใจเพราะชื่อเรื่องว่า. "วัดสามปลื้มเป็นคลังปริยัติ".
เมื่อปีพ.ศ.2345 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สถาปนา"วัดสามปลื้ม" เป็นพระอารามหลวง พร้อมพระราช ทานนามใหม่ว่า "วัดจักรวรรดิราชาวาส"
ในปีพ.ศ.2545 พระอารามหลวงแห่งนี้ก็จะมีอายุครบ 200 ปี
ตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมา วัดผ่านทั้งความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรม
โดยสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่อุดมบริบูรณ์ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี
ในฝ่ายที่ไม่ดี เช่น นักเลงฝิ่น กัญชา สุรา นักเลงการพนัน และนักเลงหัวไม้มีพร้อม
แต่ในฝ่ายดีคือ มีผู้ทรงความรู้ทางธรรมวินัย ท่านที่ชำนาญทางสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานเกิดขึ้นหลายท่าน รวมทั้งท่านที่เป็นศิลปิน เช่น ช่างเชียน ช่างปั้น ช่างไม้ ช่างหล่อ ช่างเลี่ยม ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเจริญรุ่งเรืองในด้านการศึกษาภาษาบาลีของสำนักนี้ ถึงขั้นได้รับยกย่องว่า "วัดสามปลื้มเป็นคลังปริยัติ"
เป็นคำนิยมที่เคียงคู่ไปกับชื่อของพระพุฒาจารย์ (มา) หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า "ท่านเจ้ามา"
พระเถระรูปเอกในฝ่ายกรรมฐาน ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชศรัทธา
พระพุฒาจารย์ (มา) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส รูปที่ 7 เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ เจ้าคณะอรัญวาสี มีสมณศักดิ์เสมอเจ้าคณะรอง
ท่านเกิดในย่านชุมชนชาวจีน ที่บ้านต.บ้านข้าวหลาม อ.สำเพ็ง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2380 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 (ตามจารึกที่ฐานรูปหล่อเป็นวันที่ 13 เม.ย. 2380)
บิดาชื่อ "ทองอยู่" มารดาชื่อ "แช่ม"
ช่วงเยาว์วัยถึงเติบหนุ่ม มิได้มีการบันทึกประวัติชีวิตและการศึกษา
รู้แต่ว่าชีวิตบนเส้นทางธรรมเริ่มต้นเมื่อวัยเบญจเพส เมื่อเข้าอุปสมบทที่วัดจักรวรรดิ พระอาจารย์นอง วัดจักรวรรดิ เป็นพระอุปัชฌาย์, เจ้าอธิการแบน วัดมักกะสัน (วัดดิศหงษาราม) เป็นพระกรรมวาจาจารย์, พระอาจารย์ทอง วัดมักกะสัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับฉายาว่า "อินฺทสโร" อันแปลได้ว่า "ผู้มีเสียงเหมือนพระอินทร์"
บวชแล้วได้เรียนวิปัสสนาธุระ และไปเที่ยวธุดงค์แทบทุกปีเป็นนิตย์ จนได้เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาธุระอยู่ในวัดจักรวรรดิ เรียกกันว่า "พระอาจารย์มา" ในสมัยรัชกาลที่ 4
อายุ 34 ปี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระปลัด ฐานานุกรมของพระวรญาณมุนี ซึ่งต่อมาได้เป็นพระราชาคณะที่พระโพธิวงศาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ รูปที่ 6
พ.ศ.2432 ขณะอายุ 53 ปี พรรษา 28 รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งเป็น "พระครูภาวนาวิจารณ์" ตำแหน่งพระครูพิเศษ
ถัดมาอีก 3 ปี เมื่อทรงโปรดให้ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองของโบราณ ซึ่งได้มาจากเมืองพุทธคยา ในมัชฌิมประเทศที่ยอดเขาพระจุลจอมเกล้า ณ เกาะสีชัง ท่านเจ้ามาได้เป็นเรี่ยวแรงในการสร้างเหรียญรอยพระพุทธบาท สำหรับแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล
จึงทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่ "พระมงคลทิพยมุนี" ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่เมืองสมุทรปราการ เป็นผู้รักษารอยพระพุทธบาทจำลอง
ทั้งยังโปรดให้เป็นผู้ดูแลพระพุทธบาท สระบุรี พร้อมกับพระราชทานตาลปัตรแฉกประดับพลอยเสมอพระราชาคณะชั้นเทพ และพระราชทานตาลปัตรแฉกพื้นแพรปักทองขึ้นเสมอด้วยพระราชาคณะชั้นธรรม
ถึงพ.ศ.2456 อายุ 77 พรรษา 52 รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหิรัญบัฏ เลื่อนชั้นเป็น"พระพุฒาจารย์" พระราชาคณะผู้ใหญ่
คล้อยหลังการได้รับสมณศักดิ์เพียงปีเดียว ท่านก็เริ่มอาพาธด้วยโรคลมแน่นเสียด หรือธาตุพิการ และมรณภาพเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2457
รวมอายุได้ 77 ปี 1 เดือน 22 วัน 52 พรรษา
ในวันพระราชทานเพลิง ปรากฏฝนฟ้าคะนองจนฟืนที่เตรียมไว้เปียกชื้นหมด แม้จะใช้น้ำมันราดเป็นเชื้อ แต่จุดเท่าไรก็ไม่ติด
กระทั่งจู่ๆ สายฟ้าก็ฟาดลงมายังกองฟืน และแห้งจนจุดไฟติดได้อย่างน่าอัศจรรย์
หลังไฟมอด ผู้คนแห่กันแย่งชิงอัฐิและเถ้าอังคารกันอย่างชุลมุน
พระพุฒาจารย์นั้นเป็นสมณศักดิ์พระราชาคณะยก ไม่มีเปรียญ ซึ่งมีจำนวนน้อยรูปนักที่จะได้รับพระราชทาน
ด้วยท่านเป็นพระเถระที่เอาใจใส่ในวิปัสสนาธุระ และนวกรรมนับแต่ยังเป็นภิกษุหนุ่มจนถึงมรณภาพ จึงเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยในรัชกาลที่ 6 โปรดแต่งตั้งเป็นพิเศษ
ผู้ที่เคารพนับถือมีตั้งแต่ระดับเชื้อพระวงศ์ เจ้านาย ขุนนาง ตลอดลงมาถึงประชาชนทั่วไป
บุคลิกลักษณะของท่านน่าเกรงขาม รูปกายสูงใหญ่ แต่ภายในแฝงไว้ด้วยความมีคุณธรรม มีเมตตากรุณา
อีกทั้งมีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี เป็นที่พึ่งพาดับทุกข์ร้อนของชาวบ้านได้ทุกยาม
ใครมีลูกชายหลานชาย มักจะมาถวายให้ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ด้วยศรัทธา
ชีวิตของท่านดำเนินไปด้วยผลงาน ทั้งที่ปรากฏออกมาด้านพระศาสนา และความศักดิ์สิทธิ์ฤทธานุภาพตามความเชื่อของสานุศิษย์
งานอันยิ่งใหญ่ของท่านคือการสร้างสรรค์ปูชนียวัตถุสำคัญไว้ที่วัดจักรวรรดิ โดยเป็นหัวหน้าสร้างพระพุทธบาทจำลองขึ้น จนถือเป็นประเพณีจัดให้มีงานนมัสการกลางเดือน 3 เป็นนักขัตฤกษ์ประจำปีมาจนทุกวันนี้
ในการจัดงานครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรแล้วทรงมีพระราชศรัทธาโปรดให้สร้างมณฑปน้อย ครอบสวมรอยพระพุทธบาทจำลอง พระราชทานเป็นพุทธบูชา
นอกเหนือจากงานสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ทางด้านการศึกษาทางศาสนา ก็ปรากฏว่าในยุคสมัยการปกครองของท่าน อุดมไปด้วยพระคณาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางสมถวิปัสสนากรรมฐาน และผู้ทรงความรู้พระไตรปิฎกถึงขีดสูง หลายต่อหลายรูป
ในด้านวัตถุมงคล ท่านจะสร้างขึ้นในโอกาสสำคัญและเป็นมงคล และจะปลุกเสกด้วยตนเอง เป็นพระเครื่องแบบพระพุทธรูปขนาดเล็ก เนื้อทองผสมคล้ายขันลงหิน อมเหลืองและแดงประมาณ 10 กว่าพิมพ์
อาทิ พิมพ์ฐานถาด, พิมพ์แม่ค้า, พิมพ์ล้มลุก, พิมพ์แซยิด ฯลฯ
เชื่อกันว่าพระเครื่องของท่านมีคุณวิเศษทั้งด้านแคล้วคลาด มหาอุด เมตตามหานิยม และอยู่ยงคงกระพัน
สมัยสงครามอินโดจีน ผู้รู้บางท่านกล่าวกันว่า พระเครื่องท่านเจ้ามาให้เช่ากันถึงราคาองค์ละ 100 บาท และทหารได้ทดลองยิงพระของท่านหลังจากได้รับมาหมาดๆ
ปรากฏว่ากระสุนด้านยิงไม่ออก
นอกจากนี้ ยังปรากฏตามหลักฐานว่า ท่านได้รับตำรับการสร้างพระกริ่งตกทอดมาจากสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
ก่อนจะตกไปอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ หลังจากท่านมรณภาพ
ท่านเจ้ามามีชีวิตยืนยาวอยู่ถึง 4 แผ่นดิน ชื่อเสียงถูกกล่าวขวัญควบคู่กับวัดจักรวรรดิจนติดปาก ด้วยคุณูปการที่สร้างสรรค์ไว้อย่างเป็นเลิศ
แม้จะมรณภาพไปแล้วถึง 87 ปี ผู้คนยังไปขอบารมีจากรูปหล่อไม่สร่างซา และพระเครื่องของท่านก็ไม่เสื่อมความนิยม
เป็นสงฆ์จริงแท้
"มา" ก็ให้มงคล
จากไปก็ให้ได้ "ปลื้ม"
สวัสดีครับ
|