| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้วงคำนึง..
สลักธรรม 21ก่อนอื่นการสังคายนาพระไตรปิฎกนั้น..แม้นเราจะไม่เชื่อใครเลย แต่พุทธศาสนิกชนก็ต้องมีความเชื่ออย่างหนึ่งที่ไม่นอกเหนือหลักกาลามสูตรว่า .... เพราะความเป็นพระอรหันต์ได้ถูกพิสูจน์แล้ว รวมทั้งพระพุทธองค์ยังทรงให้การรับรองด้วยพระองค์เองในหลายๆท่าน..จากหลายๆพระสูตร...โดยเฉพาะทรงตรัสบอกพระอานนท์ว่า จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แน่นอน... ดังที่คัดมาย่อๆดังนี้นะคะ
..ในกาลที่พระพุทธองค์ใกล้ปรินิพพาน พระอานนท์เถระมีความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนยังเป็นปุถุชนอยู่ อีกทั้งพระบรมศาสดาบรมครูก็จะเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานในอีกไม่ช้า จึงหลีกออกไปยืนร้องไห้แต่เพียงผู้เดียวข้างนอก พระพุทธองค์รับสั่งให้ภิกษุไปเรียกเธอมาแล้ว ตรัสเตือนให้เธอคลายทุกข์โทมนัสพร้อมทั้งตรัสพยากรณ์ว่า....อานนท์ เธอจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในวันทำปฐมสังคายนา
......เมื่อพระบรมศาสดาปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระได้นัดประชุมพระอรหันต์ขีณาสพ จำนวน ๕๐๐ องค์ เพื่อทำปฐมสังคายนา โดยมอบให้พระอานนท์รับหน้าที่วิสัชนาพระสูตรและพระอภิธรรม
ด้วยเหตุที่พระอรหันต์พุทธสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากการทำบาปธรรมทั้งปวงแล้ว ..การรจนาคัมภีร์พระไตรปิฎกจึงเป็นการรจนาที่ปราศจากการเบี่ยงเบน..บิดเบือน..ตกแต่ง..เพิ่มเติม...หลอกลวงข้อมูลเพื่อรวบรวมพระพุทธวจนะไว้เป็นหมวดหมู่
- พระวินัยปิฎก คือประมวลพุทธพจน์หมวดพระวินัย เป็นพุทธบัญญัติเกี่ยวกับความประพฤติ ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมและการดำเนินกิจการต่างๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์แบ่งเป็น ๕ คัมภีร์
โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 20:17:36 น.] ( IP = 203.107.207.119 : : )
สลักธรรม 22-พระสุตตันตปิฎก เป็นประมวลพุทธพจน์หมวดพระสูตร คือ พระธรรมเทศนา คำบรรยายธรรมต่างๆ ที่ตรัสยักเยื้องให้เหมาะกับบุคคลและโอกาสตลอดจนบทประพันธ์ เรื่องเล่า และเรื่องราวทั้งหลายที่เป็นชั้นเดิมในพระพุทธศาสนา แบ่งเป็น ๕ นิกาย
-พระอภิธรรมปิฎก เป็นประมวลพระพุทธพจน์หมวดพระอภิธรรม คือ หลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่เกี่ยวด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ แบ่งเป็น ๗ คัมภีร์
โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 20:20:16 น.] ( IP = 203.107.207.119 : : )
สลักธรรม 23ในพระอภิธรรมปิฎกนั้น พระอานนท์ได้ปนามคาถาไว้เบื้องต้นว่า...ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น... เพียงเท่านี้เองค่ะ
แต่ถ้าคิดว่าพระอรหันต์ท่านรจนาเรื่องไม่จริง..รจนาเรื่องที่ไม่ใช่สัพพัญญุตญาณ ..หรือรจนาเรื่องที่พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสไว้ ก็คงสุดแท้แต่จะนึกคิดนะคะ
ประการที่สอง เนื่องจากพระอภิธรรมเป็นการแสดงถึงสภาวธรรมที่ไม่ใช่ตัวตนคนสัตว์...จึงไม่อาจที่จะยกมาได้ว่า เป็นเรื่องของนายอะไร..ที่หมู่บ้านไหน..มีใครมาร้องเรียนหรือเปล่า....และตรัสเรื่องนี้กับใคร....หรือกล่าวว่าสภาวธรรมเหล่านี้เป็นตัวตนของใคร..แต่จะอธิบายไปถึงสิ่งมีชีวิตทุกภพภูมิ ....ทั้งทุคติและสุคติว่า แท้จริงแล้วมีสภาพธรรมอย่างไร
โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 20:22:19 น.] ( IP = 203.107.207.119 : : )
สลักธรรม 24ประการที่สาม พระอภิธรรมนั้นเป็นธรรมที่แสดงโปรดพระพุทธมารดา...ไม่ว่าในยุคสมัยใดของพระพุทธเจ้าพระองค์ไหน..ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้านั้นจะต้องแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา...ต่อจากนั้นก็ลงมาสอนพระสารีบุตร ...และกล่าวให้พระอานนท์ได้ทราบตามพรข้อที่ ๘ ที่พระอานนท์ทูลขอก่อนที่จะเป็นพุทธอุปฐากไงคะ.. และพระอานนท์ท่านก็เป็นเอตทัคคะในทางผู้เป็นพหูสูตร....จึงได้รับมอบหมายให้รจนาพระสูตรและพระอภิธรรมไงคะ
สำหรับรายละเอียดความเป็นมาของพระอภิธรรมอ่านที่นี่นะคะ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=2867โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 20:28:48 น.] ( IP = 203.107.207.119 : : )
สลักธรรม 25กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากค่ะ
ได้รับความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นหลายอย่างค่ะ
และยังได้อธิบายอย่างละเอียด
เพื่อคลี่คลายปัญหาให้กับผู้ที่มีความสงสัย โดยเฉพาะ
พระอภิธรรมเป็นพระพุทธพจน์
ขอบคุณ...คุณสดายุ..ที่ได้ตั้งคำถามค่ะ โดย เซิ่น [28 พ.ย. 2546 , 22:24:51 น.] ( IP = 203.156.46.83 : : )
สลักธรรม 26ส่วนที่เถียงกันนักหนาว่า ไม่เห็นมีบอกว่าตรงไหนคือพระพุทธวจนะที่บอกว่าเป็นการสอนพระอภิธรรมเลย..
ถ้าศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะทราบว่า ...นับตั้งแต่ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรเป็นต้นมาเลยค่ะ...มรรคแปด ..อริยสัจ...อริยบุคคล ..ล้วนมีปรากฏมาตั้งแต่เริ่มแล้ว ...เพราะหมวดธรรมเหล่านั้น ..รวมถึงการพิจารณาจิต เจตสิก รูป ก็คือพระอภิธรรมนั่นเองค่ะ ....(อย่างนี้พอจะเทียบเคียงเรียกว่าพระพุทธวจนะได้ไหมคะ)
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระวินัยหรือพระสูตรก็ล้วนมีพระอภิธรรมปรากฏอยู่ด้วยเสมอ...ที่เห็นชัดๆก็คือ ในลักษณะของสภาพชีวิต...การพูดถึงความสังวรณ์สำรวมระวังด้วยศีล ... การบำเพ็ญทาน .... การตอบข้อซักถามของพระพุทธองค์ต่อบุคคลต่างๆ เป็นต้นค่ะ
การกล่าวเช่นนี้อาจจะค้านได้ว่าเป็นบทสรุปกันเองของนักศึกษาพระอภิธรรม.... แต่อย่างไรแล้วความจริงก็เป็นเช่นนี้
และที่สำคัญคือ คิดว่าพระอานนท์และพระอรหันต์ชุดปฐมสังคายนาหลอกลวงหรือเปล่าล่ะค่ะ
และท่านพุทธทาสเองท่านก็มิได้ปฏิเสธใช่ไหมคะว่า พระอภิธรรมไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ..เพียงแต่ท่านมีข้อคิดเห็นว่า... เป็นหมวดธรรมที่นำมาเรียบเรียงใหม่ในรูปแบบที่มิใช่พุทธวจนะ...
ซึ่งพระไตรปิฎกทั้งหมดก็ถูกเรียบเรียงใหม่ทุกปิฎกนั่นแหละค่ะ...โดยเรียบเรียงไว้เป็นหมวดหมู่กลุ่มพวกเดียวกัน ...ถ้าหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเล่าก็จะเรียบเรียงไว้เป็นแบบพุทธวจนะว่าตรัสอย่างนั้นอย่างนี้ ...พระอภิธรรมมิใช่การเล่าเรื่องราวของสัตว์บุคคลชื่อนั้นชื่อนี้..แต่เป็นส่วนของวิชาการ...
ถ้าเปรียบเทียบแล้วก็เช่น ส่วนของการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นสูตรเคมีต่างๆ ..ไม่มีการกล่าวถึงความเป็นมาของนักวิทยาศาสตร์ ..หรือสถานที่ทำการทดลอง หรือข้อห้ามข้อจำกัดในก่อนการทดลองหรือระหว่างเตรียมการทดลอง....แต่เป็นการพูดถึงโครงสร้างทางเคมีที่เกิดขึ้นกันเลยทีเดียวค่ะว่ามีสภาพอย่างไร
โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 23:07:43 น.] ( IP = 203.170.129.167 : : )
สลักธรรม 27สำหรับประเด็นเรื่องพระอภิธรรมและพระพุทธวจนะ..คิดว่าคงจะพอสมควรแก่การอธิบายแล้วนะคะ..ไปที่เรื่องการบำเพ็ญเพียรของเจ้าชายสิทธัตถะดีกว่า
คงต้องขออธิบายโดยย่อนะคะว่า .... เมื่อปัญจมหาวิโลกนะครบถ้วน ๕ ประการ ....เสตเกตุนิยตโพธิสัตว์ก็อธิษฐานจุติมาบังเกิดในครรภ์พระมารดา.... ความที่แก่กล้าด้วยการบำเพ็ญพระบารมีสามสิบทัศนับสี่อสงไขยแสนกัปป์....เมื่อมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว...ซึ่งก็ยังไม่สามารถย้อนระลึกชาติได้แต่ความเปี่ยมด้วยปัญญาบารมีนั้นได้ทำให้ทรงมีมนสิการที่แยบคาย ..พิจารณาความเป็นไปของชีวิตที่ต่างจากชนทั่วไป..คือ
ให้ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปธรรมและนามธรรม ..โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่รูปธรรมนั้นยิ่งทำให้พระองค์ฉุกคิดถึงความหลุดพ้นในเบื้องแรก
และทรงออกบรรพชาเพื่อหาทางหลุดพ้นจากเทวทูตทั้งสีที่มาปรากฏทางรูปธรรมให้เห็น...แต่ในสมัยนั้นการบำเพ็ญเพียรก็เป็นไปในลักษณะต่างๆที่แบ่งแล้วเป็นสองทางใหญ่ๆคือ กามสุขลิกานุโยค และอัตกิลมถานุโยค ....ซึ่งที่ทั้งการบำรุงกามและทรมานตน ..ส่วนการกระทำสมาธินั้นก็เป็นไปด้วยพื้นฐานของอวิชชาที่เรียกว่า อเนญชาภิสังขาร ไปเป็นพรหม..อรูปพรหม ต่างๆที่คิดว่าเป็นทางพ้นทุกข์แล้ว
ณ ตรงนี้ก็ขอทำความเข้าใจไว้อย่างนี้ก่อนนะคะ
โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 23:09:12 น.] ( IP = 203.170.129.167 : : )
สลักธรรม 28สำหรับประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหาถกเถียงกันเสมอก็คือ เรื่องของกรรมเก่า
ในวาทะเรื่องของกรรมนี้ นอกจากเดียรถีร์นอกพระศาสนาแล้ว ...แม้ในพระพุทธศาสนาเองก็มีการถกเถียงกันจนแตกเป็นนิกายต่างๆ ....ซึ่งในนิกายเถรวาทเองก็ยังถกเถียงกันในเรื่องของกรรม เช่น บางพวกเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะกรรมเก่า..ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ..กรรมใหม่ไม่มีผล ..อย่างนี้เป็นต้น
..เถียงกันจนกระทั่งพระภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ต้องหลีกลี้ไปบำเพ็ญสมณธรรมในป่า ซอกหลืบเขา ..หรือจาริกออกจากหมู่พวกผู้มีทิฏฐิเหล่านี้ไป ..ไปอยู่ที่อนุราธปุระบ้าง ..แคว้นต่างๆบ้าง ...
การถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องกรรมวาทะนี้หาอ่านได้ในหนังสือศาสนาเปรียบเทียบนะคะ....ว่าแม้ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเองก็มีความเห็นต่างกันในเรื่องของกรรมอย่างไรบ้าง
สิ่งเหล่านี้คือการถกเถียงของพระภิกษุผู้ศึกษาปริยัติแต่มิได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลค่ะ
สำหรับเรื่องการให้ผลของกรรมนั้น อย่ามองว่าเป็นการตัดรอนการกระทำกรรมในปัจจุบัน หรือปฏิเสธการกระทำใหม่ ..หรือกรรมในปัจจุบันไม่สำคัญ
อย่างที่กล่าวในตอนแรกแล้วว่า ..ชวนจิตดวงที่หนึ่งที่ให้ผลในปัจจุบันชาติ ..และอำนาจที่กระทำกรรมบางชนิดที่กระทำในชาตินี้ยังสามารถให้ผลตัดรอนกรรมฝ่ายตรงข้ามได้ เช่น การบรรลุโสดาบันของพระองคุลิมาลไงคะ... ที่เดิมนั้นท่านเปี่ยมไปด้วยบารมีแล้วก็จริง ....แต่การบรรลุธรรมนั้นก็ต่อเมื่อต้องได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ และพิจารณาธรรมนั้นตามไปด้วย.....โสดาปัตติผลจึงเกิดขึ้น ..เหมือนกับท่านเป็นบัวที่พร้อมจะบานรับแสง แต่ถ้าหากปราศจากดวงอาทิตย์เสียแล้ว ...ก็มิสามารถบานได้เอง..คงเป็นบัวที่ปริ่มน้ำอยู่ในความมืดเช่นนั้น
ถ้าหากสมมุติว่า พระองคุลิมาลมีชีวิตขึ้นอยู่กับกรรมเก่าเพียงประการเดียว ...แม้พระพุทธองค์จะไม่เสด็จไป ..ท่านก็ต้องบรรลุพระโสดาบันได้เองสิคะ... แล้วพุทธกิจที่ทรงบำเพ็ญเพื่อตรวจดูสัตวโลกที่มีอินทรีย์สมบูรณ์พอที่จะฟังธรรมหรือบรรลุธรรมจะกำหนดไว้ทำไมล่ะคะ....ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกรรมเก่าอย่างเดียวเท่านั้น...
โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 23:10:49 น.] ( IP = 203.170.129.167 : : )
สลักธรรม 29และในประเด็นของการศึกษาพระพุทธศาสนานั้นก็มิได้มีการตัดรอนการพูดถึงประโยชน์ในปัจจุบันชาติเลยนะคะ
เพราะเมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ทรงหยั่งเห็นสันดานของประชาสัตว์ว่ามีอุปนิสัยแตกต่างกันถึง ๔ จำพวกที่เปรียบเหมือนดอกบัวสี่เหล่านั้นแหละค่ะ เกณฑ์การแบ่งตรงนี้ก็ดูที่บารมี(ปัญญา)เป็นหลัก คือ พวกที่หนึ่งสามารถตรัสรู้ตามพระเทศนาได้ฉับพลัน พวกที่สองตรัสรู้ตามได้ในกาลต่อไปหลังจากที่ได้รับฟังพระธรรมโอวาท พวกที่สามมีสันดานเพียงแค่ศึกษา และปฏิบัติตามโอวาท ซึ่งจะสามารถตรัสรู้ตามได้ในกาลต่อไป และพวกที่สี่คือผู้ที่ยากแก่การสั่งสอน แม้สดับรับฟังธรรมก็จะได้ผลเพียงเป็นการสั่งสมอุปนิสัยให้มีขึ้นในภพต่อๆ ไป
และการที่ทรงแสดงธรรมในระดับพื้นฐานก็เพื่อให้ได้รับประโยชน์เฉพาะตนให้เป็นผู้ที่มีฐานะหลักฐานที่ดีในปัจจุบัน
การแสดงธรรมในระดับกลางก็เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของกลุ่มคนอย่างมีความสุข และจะยังประโยชน์ให้สืบเนื่องต่อไปได้ในอนาคต เพราะเป็นการสร้างเหตุที่ดีอันจะได้รับผลดีที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
สำหรับการแสดงธรรมในระดับสูงที่มุ่งถึงกลุ่มบุคคลชั้นนักบวชที่เป็นผู้ที่คงแก่เรียน ที่มีจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติเพื่อแสวงหาโมกขธรรม ให้รู้จริงเห็นจริงในธรรมตามที่ได้ตรัสรู้ และหลุดพ้นจากความทุกข์ได้โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 23:12:00 น.] ( IP = 203.170.129.167 : : )
สลักธรรม 30ที่ผ่านมาในเรื่องของบัวสี่เหล่าก็คงพอจะอธิบายถึงเรื่องบุญทำกรรมแต่งได้บ้างนะคะ
ส่วนในประเด็นที่บอกว่า
..หากว่าเหตุของทุกข์....กับตัวทุกข์ซึ่งบุคคลเสพรับอยู่.....วางไว้คนละชาติกัน....เราจะย้อนไปแก้เหตุได้อย่างไร...
ไม่มีการย้อนกลับไปแก้ไขเหตุอดีตตรงนั้นได้หรอกค่ะ..ลองมาอ่านตรงที่พระพุทธองค์ตรัสรู้กันนะคะ...
...ทรงเจริญฌาน อันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูงทั้งสามประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะกาลแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรีนั้น คือ ในปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้
ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณบางแห่งเรียกว่า ทิพยจักษุสามารถหยั่งรู้การเกิดการตาย ตลอดจนการเวียนว่ายของสัตว์ทั้งหลายอื่นได้หมด
....ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงปรีชาสามารถทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปด้วยพระปัญญา พิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ก็ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมพุทธเจ้าในเวลาปัจจุสมัย รุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้ อย่างที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อนกาล
...ถึงกับทรงอุทาน เย้ยตัณหาอันเป็นตัวการก่อให้เกิดสังสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์แต่อเนกชาติได้ว่า อเนกชาติ สํสารํ เป็นอาทิ ความว่า นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหาตัวนายช่างผู้กระทำเรือน คือ ตัวตัณหา ตลอดชาติสงสารจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พานพบ ดูกรตัณหา นายช่างเรือน บัดนี้ตถาคตพบท่านแล้ว แต่นี้สืบไปท่านจะทำเรือนให้ตถาคตอีกไม่ได้แล้ว กลอนเรือน เราก็รื้อออกเสียแล้ว ช่อฟ้าเราก็ทำลายเสียแล้ว จิตของเราปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งให้เกิดในภพอื่นเสียแล้ว ได้ถึงความดับสูญสิ้นไปแห่งตัณหา อันหาส่วนเหลือมิได้โดยแท้
ในขณะนั้นอัศจรรย์ก็บังเกิดมี พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว พฤกษชาติทั้งหลายก็ผลิดอกออกช่องามตระการ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการ โปรยปรายบุบผามาลัยทำการสักการะ เปล่งวาจาว่า พระสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ! ด้วยปีติยินดี เป็นอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาในกาลก่อน
โดย พี่ดอกแก้ว [28 พ.ย. 2546 , 23:14:06 น.] ( IP = 203.170.129.167 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |