| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เพิ่มความหวังพลังใจ ตอน ๒
ตอนที่ ๑ อ่านที่นี่ครับ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=4339&page=1
เพิ่มความหวังพลังใจ ตอน ๒
...เนื่องจากชีวิตนี้น้อยนิด
มีชีวิตอยู่แต่ละขณะจิต เล็ก ๆ สั้น ๆ
เราจึงสมควรอย่างยิ่ง
ที่จะต้องเร่งรีบทำบุญทำกุศล
และเราต้องนึกเสมอว่า
"เราจะทำบุญกุศลก่อน เราจะทำกุศลก่อน"
นี่คือ
เราจะต้องเพียรพยายามบอกใจของเรา
และฝึกจิตใจของเราให้คุ้นเคยกับกุศล
เราจะต้องทุกบุญทำกุศลในขณะจิตนี้
เพราะว่าไม่แน่ว่า
เราจะมีชีวิตต่อไปจนถึงขณะจิตหน้าหรือเปล่า
เราอย่าหวังอะไรกับอนาคต เพราะ
"อดีตคือความปด
อนาคตคือความฝัน
ปัจจุบันคือความจริง"
สิ่งที่ผ่านมาแล้วเราแก้ไขไม่ได้
สิ่งที่ยังมาไม่ถึงคือ เรื่องอนาคต
เราคาดคะเนไม่ได้ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้
เป็นไปตามใจเรา
เพราะธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนัตตา
![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:24:22 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1![]()
ดังนั้น
จึงต้องพยายามทำทุกอย่างทุกขณะจิต
ให้เป็นไปคู่กับบุญกุศลเสมอ ๆ
เท่ากับเป็นการเชื่อมโยงกุศลไปยังกุศล
เมื่อกุศลเกิดขึ้นทุกขณะจิตได้
ความตั้งมั่นของกุศลจิตยาวนานก็เกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าอกุศล
จะเจาะเข้าไปในจิตใจบ้างเป็นบางขณะ
แต่ถ้ากุศลเรามีกำลังแรง
มีสมรรถภาพ
เราจะสามารถผลักดันอกุศลให้พ้นไปจากจิตได้
สัปดาห์ก่อน
ดิฉันได้นำเรื่องเกี่ยวกับบุญกิริยาวัตถุ ๑๐
มาแจกแจงแล้วโดยเฉพาะทิฏฐุชุกรรม
คือ เป็นการทำความเห็นให้ตรง
คือ ตรงต่อความเป็นจริง
เมื่อเรามีความเห็นตรงแล้ว
กุศลอย่างอื่นจะเกิดขึ้นได้ง่าย
และกุศลทั้งหมดเป็นสิ่งที่ควรน้อมนำมาสู่จิตใจ
ไม่ว่าจะเป็นทานกุศล
ศีลกุศล หรือภาวนากุศล
ขอให้เชิญเข้ามาในใจของเราให้มาก
น้อมนำมาสู่ใจบ่อย ๆ
จนให้ใจของเราเป็นใจกุศล
และคุ้นเคยกับการมีกุศลครองใจ
กุศลก็จะกลายเป็นเจ้าของบ้านไป
เรียกว่า ชักชวนคนดีเข้าบ้าน
และผลักดันคนชั่วให้ออกไป![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:27:00 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 2![]()
![]()
เพราะตามธรรมดาที่เราเคย
เล่นเก้าอี้ดนตรีตอนเด็ก ๆ
เราก็จะวิ่งแข่งกันเพื่อจะไปนั่งเก้าอี้ก่อน
เราแพ้บ้างชนะบ้าง
แต่ถ้าเรามีฝีเท้าไว ตาจ้อง
และมีสติในการควบคุม
เมื่อเป่านกหวีดหยุดเพลง
เราเห็นแล้วว่าเก้าอี้อยู่ตรงไหน
และเรามีสติรู้สึกรับฟังได้ทัน
เราก็สามารถวิ่งชิงเก้าอี้นั้น
มาอยู่ในชัยชนะของเราได้
และก็เป็นเรื่องธรรมดาอีกเหมือนกัน
ที่ต้องอาศัยการฝึก
เมื่อเก้าอี้มีอยู่แค่ตัวเดียว
เช่น เก้าอี้ดนตรีนี้
เมื่อคนดีนั่งอยู่
คนชั่วก็นั่งไม่ได้
ถ้าคนชั่วนั่งอยู่
คนดีก็นั่งไม่ได้
จะนั่งซ้อนกันไม่ได้
เพราะว่าชัยชนะเป็นของคน ๆ เดียว
แต่ถ้าเราเป็นผู้แพ้
ผู้อื่นก็จะเข้ามานั่งแทน
ฉะนั้น คน ๒ คน
ก็เปรียบเสมือนสิ่ง ๒ สิ่ง
คือ กุศลกับอกุศล ๒ อย่างนี้เท่านั้น
ที่จะมานั่งอยู่ในใจของเราได้
ทำนองเดียวกัน
ถ้าจิตใจของเรามีกุศลจิตขึ้นในจิต
อกุศลก็เกิดขึ้นไม่ได้
แต่ถ้าอกุศลเกิดขึ้น
กุศลก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน
กุศลกับอกุศลเป็นธรรมชาติที่ต่างกัน
หรือเรียกว่าคนละพวกกัน
จะเกิดพร้อมกันในจิตใจไม่ได้
ต้องเกิดคนละขณะจิต![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:28:51 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 3
ชีวิตมนุษย์มีการเกิดขึ้น
และตั้งอยู่ในเวลาจำกัด
แค่ ๗๕ ปี โดยเฉลี่ย
ในที่สุดต้องดับไป
แตกสลายไปเป็นของธรรมดา
ทั้งนี้ ก็เพราะหมดเหตุปัจจัย
ที่จะมาปรุงแต่งให้ตั้งอยู่ต่อไป
เราไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง
ไม่มีใครดลบันดาลให้เราเกิดขึ้นมาได้
การเกิดขึ้นของมนุษย์หรือสัตว์ก็ดี
มีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
ขอยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า
เราเกิดขึ้นมาเพราะเรามีกรรม
มีเหตุอดีต คือบุญ-บาป ทำไว้
และมีตัวเชื่อมโยงสังสารวัฏฏ์
ฉะนั้นชีวิตของเราเกิดขึ้น
เพราะกรรม จิต อุตุ อาหาร เป็นรากเง่า
ขอให้เราย้อนมาดูตัวเอง
ขณะนี้ดิฉันมีอายุถึง ๔๓ แล้ว
แล้วท่านอายุเท่าไรค่ะ
จะมีชีวิตตั้งอยู่ในโลกนานแค่ไหน
ขณะตั้งอยู่ของชีวิตยิ่งนานเท่าไร
ก็ยิ่งใกล้ความดับหรือความตายเข้าไปทุกที![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:30:24 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 4
ชีวิตของเราเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ
เปรียบเสมือนเทียนไขที่ใช้งานมานาน
ส่วนที่เหลือก็จะสั้นลงทุกที
คนฉลาดจึงใช้แสงสว่างจากเทียน
ไปในการทำประโยชน์มากมาย
และฉลาดที่สุดถ้ารู้จักใช้ชีวิตจิตใจ
ที่เหลือน้อยนิดไปทำประโยชน์
จนสามารถเข้าถึงปรมัตถประโยชน์
หรือประโยชน์สูงสุด
คือ มีจิตใจบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งปวง
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ทรงชี้หนทางแห่งการปฏิบัติ
เพื่อเข้าถึงประโยชน์สูงสุด
และเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสไว้
คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
หรือการเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เป็นเหตุให้เกิดปัญญา
เมื่อมีปัญญาแล้วก็จะบรรลุคุณวิเศษ คือ
ญาณปัญญา บรรลุมรรคผลนิพพาน
ทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งในสัจธรรม
ตามความเป็นจริงของชีวิต
จนสามารถสยบและวางกิเลสลงได้
![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:31:37 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 5ทำให้ผู้ปฏิบัติถึงความพ้นทุกข์
อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
และเป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงความจริงของชีวิต
เห็นแจ้งกายและจิต
หรือเรียกตามภาษาธรรมะว่า
รูปกับนาม
เมื่อเห็นแจ้ง
ตามความเป็นจริงของรูปกับนามได้
เราก็จะสามารถพ้นจากอาสวะเครื่องหมักดอง
พ้นความอุปาทาน
คือความยึดมั่นถือมั่นได้
การศึกษาธรรมะทำให้เราแจ้งแก่ใจ
เมื่อเราแจ้งแก่ใจแล้ว
เราจะเห็นว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยง
หรือรูปนามเป็นของไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง
ความเป็นอนิจจัง คือ การเกิดดับนั่นเอง
เห็นแจ้งแก่ใจว่ารูปนามเป็นทุกข์
คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
จะต้องแก้ไขเยียวยารักษา
และบริหารอยู่ตลอดเวลา
และแจ้งแก่ใจว่ารูปนามเป็นอนัตตา
คือ ไม่สามารถบังคับบัญชา
ให้เป็นไปตามความต้องการของเราได้
เช่น เราไม่อยากแก่ แต่ก็ต้องแก่
เราไม่อยากเจ็บ แต่ก็ต้องเจ็บ
และเราไม่อยากตาย แต่ก็ต้องตาย
เพราะความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของของเรา
เราจึงบังคับบัญชาไม่ได้![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:32:28 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 6
เมื่อแจ้งแก่ใจ
เราก็จะสลดจิตในความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้
พระโสดาบันท่านแจ้งแก่ใจ สลดจิต
เพราะเห็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ท่านจึงเปลี่ยนวิถีชีวิตจากความต้องการ
ความปรารถนา ความอยากได้ ความยึดถือ
และท่านก็ละกิเลสละเอียดได้ คือ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
และท่านก็ไม่คิดกลับคืน
โดยไม่หยิบฉวยแบกภาระอื่นมาอีก
เพราะลำพังรูปนามขันธ์ ๕
ไปพบสิ่งต่าง ๆ ทั้งดีทั้งชั่ว
ทั้งสุขทั้งทุกข์
ทั้งพอใจและไม่พอใจ
ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาไปในแต่ละวัน
เราประสบกับสิ่งมากมายหลายชนิด
ที่ไหลเข้าออกมาทางทวารต่างๆ ของเรา
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:33:44 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 7
สิ่งมากมายเหล่านี้เป็นอารมณ์เพียง ๒ ชนิด คือ
อิฏฐารมณ์ และ อนิฏฐารมณ์
ได้แก่ ความพอใจบ้าง ความไม่พอใจบ้าง
ฉะนั้น จะพูดได้เต็มที่เลยว่า
ตั้งแต่เช้าลืมตาไปจนหลับตาในแต่ละวัน ๆ
เรามีแต่อารมณ์พอใจกับไม่พอใจ
เปลี่ยนเข้าออกมาทาง
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ฉะนั้น การที่เราศึกษาและทำความเข้าใจ
หรือการทำความเห็นให้ตรง
จึงเป็นประโยชน์ต่อชีวิตมาก
เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่เรารัก
เป็นสิ่งที่เราหวงแหน
เป็นสิ่งที่เราเอาใจใส่มาตั้งแต่เกิด
แม้กระทั่งช่วงระยะแรก
ตั้งแต่ ๑ ขวบ เป็นต้นไป
จนกระทั่งถึง ๗ ขวบ หรือ ๑๐ ขวบ
บางคนยังช่วยตัวเองไม่ได้ต้องมีผู้อุปการะ
เช่น คุณพ่อ คุณแม่ พี่ ป้า น้า อา
เป็นห่วงดูแลชีวิตเรา
เอาใจใส่ชีวิตเรา![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:35:42 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 8
ต่อจากนั้นเราก็พยายามพยุงชีวิตของเรา
รับประทานเอง เดินเอง วิ่งเอง นอนเอง
หาเครื่องต่าง ๆ มาบำรุงตนเอง
และก็เจริญเติบโตมาผ่านความทุกข์สารพัด
ผ่านปัญหาสารพัด
ผ่านการลงสนามสารพัด
เช่น การสอบบ้าง
การสู้กับวิบากกรรมต่าง ๆ บ้าง
จนกระทั่งถึงวันนี้
เราก็ยังต้องสู้กับชีวิตต่อไป
เราไม่มีทางสู้สำเร็จ
เช่น ความหิว เราทานมากี่มื้อแล้ว
เช้านี้เราก็เพิ่งทาน
หรือท่านกำลังทานอาหารอยู่ได้ในขณะนี้
พอตกเที่ยงกว่า ๆ เราหิวอีกแล้ว
เราก็หาอาหารมารับประทานอีก
แล้วก็มีความพร่องอยู่เป็นนิจ
พอถึงเย็นเราก็ต้องหามาเติมอีก
เราจะต้องทำอย่างนี้วันแล้ววันเล่า
จะมีชีวิตอยู่กี่วัน
ความหิวก็ไม่เคยปรานีใคร
แล้วก็เป็นโรคที่แก้ไม่หาย
นี่คือ ความทุกข์ที่เป็นสภาวะจริง ๆ ตามธรรมชาติ![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:36:43 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 9
ประโยชน์ของการเห็นสภาวะธรรม
ตามความเป็นจริงของชีวิตเป็นรูปนาม
เป็นประโยชน์อย่างจริง
เพราะว่าเมื่อมีปัญญาหรือวิปัสสนาปัญญา
คือ ความเห็นไม่เที่ยงเป็นทุกข์
และความเป็นอนัตตาในรูปแล้ว
ก็จะทำลายความเห็นผิด
ที่ท่านทั้งหลายได้สั่งสมหมักดองขันธสันดาน
เป็นเวลานานแสนนาน
คือ วิปลาสธรรม ๔ ประการ ....มีดังนี้
ความเห็นผิดประการที่ ๑
เรามีความเห็นผิดเหมือนกันหมดว่า
ชีวิตของเราเป็นของดี เป็นสุภะ
แท้ที่จริงเป็นอสุภะ
เพราะร่างกายไม่มีของสวย ของงาม
หรือของดีเลย
มีแต่ของสกปรกทั้งสิ้น
นับตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ขอโทษนะคะ
เรามีตั้งหลายอย่าง
มีขี้หัว ขี้เล็บ ขี้ฟัน ขี้ตา ขี้ไคล สารพัด
ไหลออกตามทวารทั้ง ๙
สกปรกและโสโครกมาก
แต่เพราะความเห็นผิดของเรา
ที่มีการแก้ไขตกแต่ง
และอารมณ์ที่ไปใส่ใจกับสิ่งภายนอก
จึงปิดบังความจริงเหล่านี้ไว้หมด![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:37:43 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : )
สลักธรรม 10
ความเห็นผิดประการที่ ๒
เห็นผิดว่า ชีวิตหรือตนเองมีความสุข
ทั้งที่เราเป็นทุกข์
ต้องแก้ไขเยียวยา
ต้องบริหารอยู่ตลอดเวลา
หิวก็ต้องกิน
ร้อนก็ต้องอาบน้ำ
เหนื่อยก็ต้องพัก
เราต้องเห็นสิ่งต่าง ๆ
ต้องศึกษา ต้องแก้ไข ต้องสารพัด
เปลี่ยนแปลงอิริยาบถ
ยืน เดิน นั่ง นอน
ไปตลอดเวลา ไม่มีวันสิ้นสุด
ชีวิตเป็นทุกข์แท้ หาเป็นความสุขไม่
ความเห็นผิดประการที่ ๓
เห็นผิดว่า ทุกอย่างนี้เที่ยง ตนเองนี้เที่ยง
ทั้ง ๆ ที่สังขารร่างกายของเราทรุดโทรมตลอดเวลา
เราเอากระจกส่องดูสิคะ แก่แล้ว
เนื้อหนังมังสาผิวหนังของเราเริ่มเหี่ยว
เซลล์ต่าง ๆ เริ่มเสื่อมไป
ผิวหนังเคยละเอียดละออ
ก็หยาบกร้านไปเป็นของธรรมดา
เผลอหน่อยเดียวตาลายแล้ว
ผมหงอกแล้ว หนังเหี่ยวแล้ว
เดินไม่ค่อยไหวแล้ว เป็นต้น
นี่คือความเห็นผิดทั้ง ๆ ที่
ชีวิตนั้นไม่เที่ยง เราก็หลงว่าเที่ยง![]()
โดย วิชิต ธรรมรังษี [10 ม.ค. 2547 , 08:39:31 น.] ( IP = 169.210.6.125 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |