| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับวิปัสสนากรรมฐาน โดย ท่านพระครูศรีโชติญาณ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
สวัสดีค่ะน้องธัญธรจากภาคใต้
อนุโมทนาเจ้าค่ะ
![]()
จะติดตามอ่านนะคะโดย พี่ดา [11 ม.ค. 2547 , 14:54:38 น.] ( IP = 203.107.204.6 : : )
สลักธรรม 2ถาม การเจริญวิปัสสนา ต่างกับ การเจริญสมถะ อย่างไรบ้าง ?
ตอบ ต่างกันโดยอารมณ์
ต่างกันโดยปหานะ
ต่างกันโดยกิจ
ต่างกันโดยลักษณะ
ต่างกันโดยอานิสงส์
และต่างกันโดยสภาวะ
คือ การเจริญวิปัสสนา เป็นการทำปัญญาที่รู้ซึ้งถึงนามรูป พร้อมด้วยลักษณะให้เกิดขึ้น
ส่วนการเจริญสมถะนั้น เป็นการทำสมาธิ ที่ตั้งมั่นในบัญญัติกรรมฐานอารมณ์ให้เกิดขึ้น
แต่ถ้าจะว่ากันโดยอารมณ์แล้ว วิปัสสนาก็มีพระไตรลักษณ์ ซึ่งเป็นลักษณะของนามรูปเป็นอารมณ์
แต่สมถะนั้นมีบัญญัติกรรมฐาน มีกสิณ เป็นต้น เป็นอารมณ์
ถ้าจะว่ากันโดยปหานะ คือการละแล้ว วิปัสสนาก็จัดเป็น ตทังคปหาน คือ ละอนุสัยกิเลส มีทิฎฐานุสัย เป็นต้น ที่นอนเนื่องอยู่ในโลกียจิตทุกๆดวง ตลอดระยะเวลาที่วิปัสสนานั้นเกิดขึ้น
ส่วนสมถะก็เป็นได้เพียง วิกขัมภนปหาน คือ ละได้ด้วยการกด หรือข่มนิวรณ์ ๕ ซึ่งเป็นกิเลสอย่างกลางเข้าไว้ได้ ด้วยอำนาจขององค์ฌานท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจที่จะละอนุสัยกิเลสได้เหมือนวิปัสสนา
โดย ธัญธร นำเสนอ [11 ม.ค. 2547 , 14:58:46 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 3ถ้าจะว่ากันโดยกิจแล้ว วิปัสสนามีกิจกำจัดอวิชชา คือ ความไม่รู้ซึ้งถึงสภาวะความจริงที่เป็นม่านมืด คอยปกปิดสภาวะความจริงของอารมณ์อยุ่
ส่วนสมถะนั้น มีกิจกำจัดนิวรณ์ ๕ มีกามฉันทะนิวรณ์ เป็นต้น
ถ้าจะว่ากันโดยลักษณะแล้ว วิปัสสนามีลักษณะรู้แจ้งแทงตลอดถึงสภาวะความจริงของอารมณ์ เป็นลักษณะ
ส่วนสมถะ มีความไม่ฟุ้งซ่าน ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เป็นลักษณะ
แต่เมื่อจะว่ากันโดยอานิสงส์แล้ว วิปัสสนามีอาสวะขัย คือ ความสิ้นจากกิเลสทั้งปวงในชาติปัจจุบัน และมีการสิ้นชาติสิ้นภพในอนาคตชาติเป็นอานิสงส์
ส่วนสมถะนั้น ก็มีอานิสงส์ทำให้ได้อภิญญาสมาบัติทั้ง ๕ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นต้น เป็นคนมีจิตใจเยือกเย็น เนื่องจากสงบระงับนิวรณ์ ที่มากลุ้มรุมจิตใจเสียได้ในชาติปัจจุบัน
ส่วนอานิสงส์ในอนาคตชาตินั้น สมถะก็มีอานิสงส์ทำให้เกิดในพรหมโลกได้
ถ้าจะว่ากันโดยสภาวะของธรรมะทั้งสองอย่างนั้นแล้ว วิปัสสนาเป็นเรื่องของปัญญาโดยตรง
ส่วนสมถะนั้นเป็นเรื่องของสมาธิโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญญาเลย
จึงขอให้ท่านผู้สนใจในธรรมพึงรับทราบตามนี้ ฯโดย ธัญธร นำเสนอ [11 ม.ค. 2547 , 15:16:57 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 4ถาม ผู้ที่จะปฎิบัติธรรมตามแนวมหาสติปัฎฐาน จำเป็นต้องประกอบด้วยองค์คุณเท่าไร อะไรบ้าง ?
ตอบ จำเป็นจะต้องประกอบด้วยองค์คุณ ๓ ประการ คือ
ก. อาตาปี ต้องมีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส ที่เป็นไปติดต่อตามหลักของปธาน ความเพียร ๔ อย่าง
คือ เพียรละความเข้าใจผิดในนามรูปเก่าๆที่เกิดแล้ว
เพียรระวังไม่ให้เข้าใจผิดในนามรูปใหม่ๆ ที่มันไม่เกิดอย่าให้เกิดขึ้นได้
เพียรทำโยนิโสมนสิการ คือ ความเข้าใจถูกในนามรูปที่มันยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้นให้ได้
และเพียรพยายามทำโยนิโสมนสิการ คือ ความเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของนามรูป ที่มันเกิดขึ้นแล้ว อย่าให้เสื่อมไป
เมื่อพูดกันอย่างฟังง่ายๆก็คือ ถ่ายเทความเข้าใจผิดในนามรูป ที่เรียกว่า วิปลาสธรรมเก่าๆออกไปเสีย เปลี่ยนรับเอาแต่เฉพาะความเข้าใจถูก ตามความเป็นจริงของนามรูป อันมีโยนิโสมนสิการและวิปัสสนา เป็นต้น เข้ามาแทนที่นั่นเอง
ข. สัมปชาโน คือ ต้องเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยสัมปชัญญะ ๔ คือ จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า ในการที่จะก้าวเท้าไปข้างหน้านั้น จะเป็นประโยชน์แก่สติปัญญาหรือไม่ ที่เรียกว่า สาตถกสัมปชัญญะหนี่ง
จะต้องเป็นผู้ที่รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า ในการที่จะเดินไปนั้น จะเป็นที่สบายแก่สติปัญญาหรือไม่ ที่เรียกว่า สัปปายสัมปชัญญะหนึ่ง
จะต้องเป็นผู้รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า อารมณ์ที่ตนจะประสบนั้น จะเป็นอารมณ์ที่เจริญไปด้วยสติปัญญา หรือไม่ ที่เรียกว่า โคจรสัมปชัญญะหนึ่ง
จะต้องเป็นผู้ที่รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า ในการก้าวไปข้างหน้า หรือถอยกลับมาข้างหลัง เป็นต้นนั้น ตนเองจะรู้เท่าทันกับอารมณ์นั้นหรือไม่ ที่เรียกว่า อสัมโมหสัมปชัญญะหนึ่ง
ค. สติมา คือ จะต้องเป็นผู้ที่ประกอบไปด้วยสติที่ตั้งอยู่บนมูลฐาน ๔ อย่าง มี กายานุปัสสนา เป็นต้น อย่างชนิดที่เป็นไปติดต่อโดยไม่ขาดสาย นั่นแหละจึงจะชื่อว่า เป็นผู้ที่สมควรในการเจริญสติปัฎฐานได้ ฯโดย ธัญธร [11 ม.ค. 2547 , 15:27:05 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 5ถาม การเจริญสติปัฎฐาน เฉพาะกายานุปัสสนานั้น ในข้อที่ว่า กาเย กายานุปัสสี วิหรติ ที่แปลว่า ผู้ปฎิบัติเป็นผู้คอยพิจารณาดูกายในกายเนืองๆอยู่นั้น ท่านหมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ ท่านหมายความว่า คำว่า กาเย ที่แปลกันว่า ในกาย นั้น ขอให้ทราบว่า คำว่า กาเย นั้นเป็นรูปขันธ์ ซึ่งรวมกันอยู่ถึง ๑๔ บรรพ มีอานาปานบรรพ เป็นต้น
ส่วนคำว่า กายา นุปัสสี ที่แปลว่า เฝ้าพิจารณาดูกาย กายํ อนุปัสสี เท่ากับ กายานุปัสสี คือ เฝ้าพิจารณาดูซึ่งกาย อันเป็นบรรพ ๑ ใน ๑๔ บรรพนั้นเนืองๆ ก็หมายความว่า เรายกเอาอิริยาบถบรรพ เพียงข้อเดียวมาพิจารณาดูอยู่เนืองๆนั่นเอง
แม้ในอิริยาบถใหญ่ ๔ มีอิริยาบถยืน เป็นต้น เวลาเราจะพิจารณาดู เราก็จะต้องคอยเฝ้าดู เฉพาะแต่อิริยาบถที่กำลังปรากฎอยู่เท่านั้น ส่วนอิริยาบถที่เหลือ ที่ยังไม่ปรากกฏ เราก็ยังไม่พิจารณา เพราะเหตุว่า ความจริงยังไม่ทันจะปรากฏ เราจะไปเฝ้าพิจารณาดูอะไรเล่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรจะใส่ใจในเรื่องดังกล่าวนี้ให้มากๆสักหน่อย ฯโดย ธัญธร [11 ม.ค. 2547 , 15:38:49 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 6ถาม ผู้ปฎิบัติมีความจำเป็นอย่างไรหรือ จึงจะต้องไปคอยเฝ้าดูอิริยาบถ ๔ ขอให้แสดงเหตุผลในการที่ต้องไปคอยเฝ้าดูอยุ่เนืองๆ ให้เข้าใจสักหน่อยเถิด ?
ตอบ เรื่องนี้ ขอให้ท่านลองพิจารณาดูด้วยเหตุผลสักหน่อย ก็จะพอรู้ได้ ความจริงคนเราทุกวันนี้ ต่างคนต่างก็หวังความสุขบายด้วยกันทังนั้น ใช่ไหม เราก็จะต้องรับว่า ใช่ แล้วก็เป็นความจริงเช่นนั้น
เมื่อลุกจากที่นอน ต่างคนต่างก็ตั้งหน้าไปทำงาน เพื่อแสวงหาความสุขให้ตนและครอบครัวด้วยกันทั้งนั้น เพราะมีความเข้าใจว่า ถ้าได้สมบัติที่ตนได้ตั้งใจไว้มา ก็จะเป็นความผาสุกดังที่คาดคิด อันนี้ไม่ว่าหญิงชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สาวแก่ แม่หม้าย พระ เถร เณร ชี ก็ต้องการ ทุกคนก็ตั้งความหวังกันไว้คนละอย่างสองอย่าง
แต่ทุกคนหาได้ใช้ปัญญาพิจารณาไม่ว่า นั่นเป็นเพียงการแก้ทุกข์กันไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น
แท้จริงแล้ว ในแง่ของคำสอนพระ หาได้ถือเป็นความสุขไม่ ที่แท้ก็คือ ความทุกข์นั่นเอง
เพราะขึ้นชื่อว่า โลก แล้วไม่มีอะไรเป็นความสุขเลย พูดง่ายๆก็คือ เราจะไปแสวงหาความสุขในโลก เป็นอันว่าหาไม่พบก็แล้วกัน เพราะความสุขไม่ได้มีอยู่ในโลกไหนๆ
อันนี้เราจะเห็นว่าเป็นความทุกข์ก็ได้ ก็จะต้องคอยใช้ปัญญาเฝ้าพิจารณาดูความจริงของทุกข์ ที่มันกำลังปรากฏอยู่ ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ก็ไม่อาจรู้ถึงความเป็นจริงของมันได้
หากมีปัญหาสอดถามว่า แล้วก็ความทุกข์ที่ว่านั้น มันอยู่ที่ไหนกัน ก็ต้องตอบว่า ก็อยู่ที่ขันธ์ ๕ หรือ นามรูปนั่นแหละ เพราะนอกจากขันธ์ ๕ รูปนาม ก็ไม่มีอะไรเป็นทุกข์ ตัวทุกข์ก็คือขันธ์ รูปนามนั่นเอง
ดังนั้น การที่เราจำเป็นต้องใช้ปัญญาเฝ้าพิจารณาดูอิริยาบถก็คือ การคอยใช้ปัญญาคอยเฝ้าดูทุกข์นั่นเอง ฯโดย ธัญธร [11 ม.ค. 2547 , 15:47:05 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 7ต้องขอบอกว่าดีใจมากครับผม
ที่คุณ ธัญธร ..
ได้นำเรื่องงานทางใจที่จะทำให้ชีวิต
มีความเห็นถูก..นำมาลงครับ
พี่เณรชิตขอเป็นผู้ยืนยันว่า
ท่านพระครูศรีโชติญาณท่านนี้
ไม่ว่าจะเป็นคำบรรยาย - หรืองานเขียนของท่าน
นำมาซึ้งความรู้จริงๆครับ
ผู้ใดได้อ่านได้ฟัง
ท่านนั้นมีบุญจริงๆครับผม
อนุโมทนาสาธุครับผม
_/¦\_ _/¦\_ _/¦\_
![]()
โดย พี่เณรชิต [13 ม.ค. 2547 , 06:09:21 น.] ( IP = 203.170.158.147 : : )
สลักธรรม 8![]()
ขอบพระคุณ คุณธัญธร มากค่ะ
ที่นำเสนอสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ
อันเป็น...หนทาง ที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้
ขออนุโมทนาในกุศลกรรม ที่ท่านได้กระทำแล้ว
![]()
โดย วยุรี [13 ม.ค. 2547 , 17:36:55 น.] ( IP = 203.113.39.6 : : )
สลักธรรม 9
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ
ใจดีและขยันจังเลย..อิอิโดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2547 , 23:23:49 น.] ( IP = 202.129.45.212 : : )
สลักธรรม 10
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ
มีประโยชน์มากจริงๆ
อ่านแล้วก็ให้คิดถึงท่านพระครูศรีโชติญาณนะคะ
พร้อมกับความรู้สึกนึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสเรียนกับท่านเลย
![]()
โดย พี่ดา [14 ม.ค. 2547 , 15:10:39 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.12.113 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |