| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับวิปัสสนากรรมฐาน เฉพาะอิริยาบถบรรพ โดย..ท่านพระครูศรีโชติญาณ
คำถาม-คำตอบ ตอนก่อน อ่านได้ที่นี่ค่ะhttp://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=4351
ถาม เมื่อได้ทราบเหตุผลว่า การที่ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องคอยเฝ้าพิจารณาดูกาย คือ อิริยาบถอยู่เนืองๆนั้น ก็เพื่อต้องการเห็นความจริงของขันธ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงอยากทราบต่อไปว่า เมื่อเราพยายามเฝ้าพิจารณาดูอิริยาบถอยู่อย่างนี้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นเล่า ?
ตอบ หากจะมีคำถามสอดเข้ามาว่า อะไรเป็นสภาพที่ปิดบังทุกข์เล่า ตามความจริง เราก็จะต้องตอบว่า อิริยาบถนั่นแหละเป็นผู้ปิดบังทุกข์ เราจึงไม่เห็นความจริงของทุกข์ คือ อิริยาบถ
คราวนี้ ความทุกข์ในที่นี้มี ๒ อย่าง คือ ทุกข์ในอิริยาบถเก่า ทุกข์ในอิริยาบถใหม่
ทุกข์ในอิริยาบถเก่า เรียกว่า ทุกขเวทนา อันนี้ใครๆก็รู้ คือ เมื่อเดิน หรือยืนนานๆก็เป็นทุกข์ อย่างนี้ใครๆเขารู้กันทั้งนั้น
แต่ทว่า ทุกข์ในอิริยาบถใหม่ หามีใครรู้ไม่ เพราะทุกคนเมื่อถูกความทุกข๋ในอิริยาบถเก่าบีบคั้นเข้า ต่างก็ต้องผลัดเปลี่ยนไปหาอิริยาบถใหม่ด้วยกันทั้งนั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเห็นผิด โดยคิดไปว่า ถ้าเราเปลี่ยนอิริยาบถเสียได้ก็จะสบาย นี่ทุกคนคิดกันอย่างนี้ทั้งนั้น
แต่หารู้ไม่ว่า แม้ถึงอิริยาบถใหม่ที่ตนคิดว่าสบายนั้น ก็เป็นตัวทุกข์เหมือนกัน แต่ทุกข์ชนิดนั้นเป็นของละเอียด เราจะรู้ไม่ได้ด้วยสามัญสำนึกของคนโดยทั่วไป
ท่านได้เปรียบความทุกข์ในอิริยาบถเก่า กับทุกข์ในอิริยาบถใหม่ว่า เหมือนกับเถาหัวด้วน ธรรมดาของต้นเถาหัวด้วน มันจะเป็นต้นอ่อน หรือต้นแก่ก็ตาม มันก็คงเป็นต้นเถาที่มีหัวด้วนเหมือนกัน
ข้อนี้ฉันใด แม้ทุกข์มันจะอยู่ในอิริยาบถเก่าหรือใหม่ก็ตาม มันก็เป็นทุกข์ คือทนอยู่ไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ
แต่มันเป็นความเข้าใจผิดของพวกเราเอง จึงได้ไปตู่เอาอิริยาบถใหม่ว่าเป็นความสุข
นี่แหละท่านจึงได้กล่าวว่า อิริยาบถ ปิดบังทุกข์ เหตุนั้นการที่ท่านสอนให้คอยเฝ้าพิจารณาดูอิริยาบถ ก็เพื่อประโยชน์ที่จะให้เห็นทุกข์นั่นเอง ฯ
โดย ธัญธร นำเสนอ [12 ม.ค. 2547 , 17:45:44 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ถาม ก็ถ้าเห็นอิริยาบถเป็นทุกข์แล้ว จะเกิดประโยชน์อะไรขึ้นเล่า ท่านจึงสอนให้ดูทุกข์ เพราะพิจารณาดูเผินๆแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นว่า จะมีประโยชน์อะไรในการเห็นทุกข์ ขอให้ชี้แจงและอ้างหลักมาดู ให้เห็นสมควรด้วยว่า เมื่อเห็นทุกข์แล้ว จะเกิดประโยชน์อย่างนั้น อย่างนี้ ?
ตอบ ประโยชน์อย่างอื่นๆ ที่เกิดจากการเห็นทุกข์ด้วยปัญญานั้น ก็ยังมองไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไร ที่นอกเหนือไปจาก ความบริสุทธิ์หมดจด ในเรื่องนี้ยังมีบาลีในธรรมบท ขุททกนิกาย รับรองข้อนี้ไว้เลยว่า
" สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา "
ซึ่งแปลความว่า เมื่อใดผู้ปฎิบัติมาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลาย ทั้งปวง เป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ ข้อนี้เป็นทางแห่งความหมดจด ก็เป็นความจริงเช่นนั้น เพราะพุทธบริษัททุกคนตั้งใจเข้าหาพระพุทธศาสนาด้วยศรัทธา โดยมุ่งหวังที่จะทำตนให้พ้นทุกข์ในวัฏฏะ ท่านก็ต้องการประโยชน์ คือ ความพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น เมื่อความหมดจดจากกิเลสาสวะทั้งหลาย จะเกิดมีได้ ก็เพราะการพิจารณาเห็นว่า ขันธ์เป็นทุกข์ หากไม่เห็นว่าขันธ์เป็นทุกข์ด้วยภาวนามยปัญญาแล้ว ความหมดจดดังกล่าวจะเกิดมีขึ้นไม่ได้เลย ฯโดย ธัญธร นำเสนอ [12 ม.ค. 2547 , 17:56:01 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 2ถาม การพิจารณาดูทุกข์ที่ปรากฏตามอิริยาบทนั้น เราจะพิจารณาดูด้วยปัญญาชนิดไหน จึงจะสามารถรอบรู้ทุกข์ในอิริยาบถได้ ขอฟังอธิบายด้วย ?
ตอบ ความรู้มี ๓ ขั้น คือ
ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน จดจำมาจากครูบาอาจารย์ หรือตำหรับตำราก็ดี ความรุ้อย่างนี้ เราเรียกว่า ปริยัติญาณ "๑
ความรู้ที่เกิดจากการเจริญภาวนา คือ การเฝ้าพิจารณาดูความเป็นจริงของนามรูป ที่ปรากฏอยู่ตามอารมณ์และอิริยาบถ ความรู้อย่างนี้ เราเรียกว่า ปฏิบัติญาณ "๑
ความรู้แจ้งแทงตลอดถึงมรรค-ผล และพระนิพพาน เรียกว่า ปฏิเวธญาณ "๑
ในญาณปัญญาทั้ง ๓ ชนิดนี้ ปัญญาที่จะสามารถรู้ทุกข์ตามความเป็นจริง ที่ปรากฏอยู่ตามอารมณ์ และอิริยาบถได้ ก็จะต้องเป็นปฏิบัติญาณ คือความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ
ส่วนปัญญาอีกสองอย่างในข้อ ๑ และข้อ ๓ นั้น เป็นอันรู้ไม่ได้ในอารมณ์อันเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นโลกียธรรมนี้
เพราะปริยัติญาณ รู้ได้เพียงเรื่องราวอันเป็นบัญญัติอารมณ์เท่านั้น ไม่สามารถที่จะเข้าไปรู้ถึงทุกข์ อันเป็นความจริงที่ปรากกอยู่ตามอารมณ์ และอิริยาบถได้
ส่วนปฏิเวธญาณนั้น ก็รู้ได้เฉพาะมรรค-ผล นิพพาน ซึ่งเป็นอารมณ์นอกโลก จึงมีความแตกต่างกันดังนี้ ฯโดย ธัญธร นำเสนอ [12 ม.ค. 2547 , 18:06:38 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 3ถาม ในอิริยาบถใหญ่ทั้ง ๔ นี้ มีอิริยาบถไหนที่หยาบและง่ายต่อการกำหนด สำหรับผู้ปฏิบัติเล่า ?
ตอบ อิริยาบถที่หยาบและกำหนดได้ง่ายกว่าเขา ก็เห็นมีอยู่เฉพาะอิริยาบถเดินเท่านั้น ส่วนที่ยังเหลืออีก ๓ คือ นั่ง ยืน นอน แม้จะเป็นอารมณ์ที่หยาบก็จริง แต่ก็ยังเป็นอารมณ์ที่กำหนดได้ยากกว่าอิริยาบถเดิน
ดังนั้น เวลาปฏิบัติ นักปฏิบัติที่อยู่ในอิริยาบถนั่ง จึงมักจะไปเลี่ยงเอาอารมณ์อื่นมาปฎิบัติแทนเสียเป็นส่วนมาก เช่น ไปเอาอารมณ์ คือ พอง ยุบ มากำหนดแทนเสีย เป็นต้น โดยให้เหตุผลว่า ขณะนั่งกำหนดได้ยาก เพราะนิ่งอยู่เฉยๆ เสมือนไม่มีอารมณ์จะให้กำหนด อย่างนี้เป็นต้น ฯ
![]()
โดย ธัญธร นำเสนอ [12 ม.ค. 2547 , 18:16:18 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 4ถาม อนึ่ง การผลัดเปลี่ยนอิริยาบถนั้น เราเปลี่ยนกันทำไม หรือว่าเราเปลี่ยนเพราะอยากจะเปลี่ยน จึงได้เปลี่ยน ขอฟังเหตุผลด้วย ?
ตอบ การเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละอย่าง ความจริงแล้ว เราเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่เพราะอยากจะเปลี่ยน
เพราะอิริยาบถแต่ละอิริยาบถ เมื่อหมดอายุของมันแล้ว มันก็ทนอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนอยู่เอง ถึงเราไม่อยากเปลี่ยน ก็จะต้องเปลี่ยน เราไม่มีอะไรที่จะไปบังคับบัญชามันได้ดอก ฯโดย ธัญธร นำเสนอ [12 ม.ค. 2547 , 18:24:18 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 5ถาม การเดิน-ยืน-นั่ง และนอน ทั้ง ๔ อิริยาบถนี้เป็นรูปเดียวกัน หรือคนละรูป เราจะรู้ได้ด้วยวิธีอย่างไร ?
ตอบ เมื่อจะพูดตามความเป็นจริงแล้ว อิริยาบถแต่ละอิริยาบถไม่ใช่เป็นรูปเดียวกันเลย แต่ที่เราเห็นว่าเป็นรูปเดียวกันนั้น ก็เพราะอาศัยสันตติ มันคอยสืบต่อไว้อย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นผิด โดยคิดว่ามันเป็นรูปเดียวกัน
เราจะรู้ได้ว่าอิริยาบถแต่ละอย่างมันไม่ใช่เป็นรูปเดียวกันได้ ก็ต่อเมื่อเราพยายามเฝ้าพิจารณาดูอิริยาบถไปด้วยความเพียร ที่เป็นไปติดต่อโดยไม่ขาดสาย ด้วยโยนิโสมนสิการที่แยบคาย จนเกิดภาวนามยปัญญารู้เท่าทันปัจจุบันอารมณ์แล้วเมื่อไร นั่นแหละเราจึงจะพอกำหนดรู้ได้ว่า มันเป็นคนละรูป ไม่ใช่รูปเดียวกันอย่างที่เราเข้าใจกัน ฯโดย ธัญธร นำเสนอ [12 ม.ค. 2547 , 18:32:45 น.] ( IP = 203.113.71.168 : : )
สลักธรรม 6อนุโมทนาอย่างยิ่งค่ะพี่ธัญธร การได้อ่านแนวทางการปฏิบัติบ่อยๆ ทำให้ทบทวนตนเองไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตมักจะลืมคำว่าทุกข์อยู่เสมอ อย่างน้อยระลึกได้บ่อยขึ้น กิเลสจะได้กระเด็นไปจากชีวิตเสียบ้าง แล้วจะมาติดตามตอนอื่นๆอีกนะคะ
โดย น้องอุ๊ [12 ม.ค. 2547 , 20:55:25 น.] ( IP = 203.209.107.59 : : )
สลักธรรม 7
ต้องขอบอกว่าดีใจมากครับผม
ที่คุณ ธัญธร ..
ได้นำเรื่องงานทางใจที่จะทำให้ชีวิต
มีความเห็นถูก..นำมาลงครับ
พี่เณรชิตขอเป็นผู้ยืนยันว่า
ท่านพระครูศรีโชติญาณท่านนี้
ไม่ว่าจะเป็นคำบรรยาย - หรืองานเขียนของท่าน
นำมาซึ้งความรู้จริงๆครับ
ผู้ใดได้อ่านได้ฟัง
ท่านนั้นมีบุญจริงๆครับผม
อนุโมทนาสาธุครับผม
_/¦\_ _/¦\_ _/¦\_
![]()
โดย พี่เณรชิต [13 ม.ค. 2547 , 06:07:36 น.] ( IP = 203.170.158.147 : : )
สลักธรรม 8ขอบพระคุณ พี่เณรชิตมากค่ะ
ดีใจเช่นเดียวกันค่ะ ที่ได้ทำงานกุศล ช่วยเผยแผ่งานเขียนอันทรงคุณค่า มีประโยชน์มาก ของท่านพระครูศรีโชติญาณ
นำมาซึ่งความรู้จริงๆ
เห็นด้วยกับพี่เณรชิตค่ะ
![]()
อนุโมทนากับน้องอุ๊ด้วยค่ะ
โดย ธัญธร [13 ม.ค. 2547 , 16:57:28 น.] ( IP = 203.113.71.165 : : )
สลักธรรม 9
ขออนุโมทนาในการมีส่วนร่วมเพื่อเผยแผ่หลักปฏิบัติอันถูกต้อง
และขอบพระคุณในเมตตาจิตของพี่ธัญธรด้วยนะคะโดย น้องกิ๊ฟ [13 ม.ค. 2547 , 23:33:20 น.] ( IP = 202.129.45.212 : : )
สลักธรรม 10อนุโมทนาอย่างยิ่งค่ะ
ปล.น้องธัญธรที่รัก
....ใส่เลขตอนที่หัวเรื่องหน่อยก็ดีนะคะ
เพราะคนที่ไม่ได้เข้ามาอ่านทุกวันเช่นพี่ก็จะจำได้ว่าอ่านถึงตอนที่เท่าไรแล้ว..ฮิฮิ
ขอบคุณมากค่ะ
โดย พี่ดา [14 ม.ค. 2547 , 15:18:29 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.12.113 ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |