มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การคุยกัน




เวลาพูดเรื่องธรรมะ
เห็นหลายท่าน พูดจาอ้อมค้อมวกวน
เรียกว่า มีน้ำมากกว่าเนื้อ
เวลาเข้ามาอ่านก็ออกจะเบื่อๆ กับสำนวนที่สุภาพซ้ำซาก

อยากให้คุยกัยโดยไม่ต้อง เยินยอกัน สุภาพมากไป
เพราะอาจหามีประโยชน์ไม่

ผมเข้ามาอ่านหลายครั้ง แต่ไม่กล้าพอที่จะพูดอะไรมาก
เกรงจะพิดแผกแตกต่างออกไป จากผู้ทรงภูมิธรรมทั้งหลาย

กราบขออภัย

โดย ครูเสือ [1 ก.พ. 2547 , 14:15:38 น.] ( IP = 203.113.56.9 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ]


  สลักธรรม 1


If you would a be good,

first believe that you are bad!

โดย vichit [1 ก.พ. 2547 , 15:53:21 น.] ( IP = 203.107.211.208 : : )


  สลักธรรม 2

โห !!! คุณพี่ครูเสือคะ
เล่นเสนอแนะแบบตีแสกหน้าเลยนะคะ
น้องถ้วยก็เลยพาลงง ๆ ไปด้วย ไม่รู้คุณพี่ใช้ไม้อะไร

จะว่าไปแล้ว ความสุภาพเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของคนไทย ที่หาได้ยากขึ้นทุกทีในยุคนี้

ความวิบัติทางภาษา คำหยาบคายมีระบาดอยู่ทั่วไปในกลุ่มชนผู้ใช้ไอที เร็วยิ่งกว่าหวัดนกอีกแหนะค่ะ
ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะหาฟัง หาอ่านไม่ได้

ไม่ยกเว้นแม้กับหลวงตาหรือพระคุณเจ้า ก็เพื่อให้เกิดความรู้สึกสะใจ และเข้าเป็นพวกเดียวกันได้ง่าย

สำนวนส่วนใหญ่ที่เวปนี้ เป็นสำนวนที่มีจินตนาการว่าเด็ก ๆ ควรจะใช้กับผู้ใหญ่ แบบมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม ไม่หยิ่งยะโส ซึ่งอาจจะตกยุคไอทีไปแล้ว ถึงแม้คนใช้สำนวนส่วนใหญ่จะไม่ใช่เด็กแล้วก็ตาม

ทั้งนี้เพื่อเป็นตัวอย่างบรรยากาศการเรียนรู้ เกี่ยวกับธรรมะที่ฟังยากอยู่แล้ว ให้ดูมีสีสัน และง่ายขึ้น

คำขอบคุณ คำขอโทษ คำอนุโมทนา เป็นการให้เกียรติและศักดิ์ศรีแก่ความพยายามของผู้อื่น ที่เรายังไม่มีโอกาสทำอย่างเขา แม้จะยังไม่เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด

บังเอิญว่าการถามตอบในกระทู้เป็นคนคุ้นเคยกันกับสำนวนนั้น อีกอย่างก็คือถ้าเราไม่ใช้คำหยาบกับใคร ก็จะไม่มีใครใช้คำหยาบกับเรา

เหมือนอย่างที่คุณพี่บอกว่า...เข้ามาอ่านหลายครั้ง แต่ไม่กล้าพอที่จะพูดอะไรมาก เกรงจะพิดแผกแตกต่างออกไป....

แต่ถ้ามีสำนวนแปลก ๆ โผล่ออกมาจริง การอธิบายก็จะเป็นแบบลูกทุ่งก็มีนะคะ คนปากจัดมีอยู่ ยังไม่หมดไปหรอกค่ะ


โดย น้องถ้วย [1 ก.พ. 2547 , 19:39:24 น.] ( IP = 203.149.37.183 : : )


  สลักธรรม 3

สวัสดีค่ะครูเสือ...อิอิอิ

อย่าว่ายกพวกมาตะลุมบอนเลยนะคะ
ก็อย่างที่น้องถ้วยบอกนั่นแหละค่ะว่า ..คนปากจัดมีอยู่ยังไม่หมดไป...เอื๊อก!

ดีเหมือนกันค่ะที่บอกออกมาอย่างนี้
เพราะนอกจากจะได้ทราบว่า ครูเสือแอบย่องมาอ่านแล้ว ..ดีใจๆ
ถ้าจะแอบย่องมาครั้งต่อไปครูเสือก็จะได้เตรียมใจได้ถูกว่า มาแล้วจะพบกับมธุรสพจมานที่หวานหอมไงคะ..หุหุ

แต่ก่อนที่จะอธิบายว่าทำไมพวกเราถึงชอบคุยกันแบบนี้ ก็ขอบอกความรู้สึกส่วนตัวก่อนนะคะ
ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับการอธิบาย ..อิอิ (ไม่รู้ว่าจะเป็นการวกวนอ้อมค้อมหรือเปล่านะคะ)

คือว่า เมื่อใดที่อ่านพระสูตร แล้วได้พบกับความไพเราะของวาจาและความอ่อนน้อมถ่อมตนของบรรดาผู้ที่เข้าไปทูลถามปัญหาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ...ให้รู้สึกสุขใจมากเลยค่ะ

อย่างเช่นในมงคลสูตรที่มีว่า...

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ครั้นปฐมยามล่วงไปเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก ผู้หวังความสวัสดี ได้พากันคิดมงคลทั้งหลาย ขอพระองค์จงตรัสอุดมมงคล


โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.พ. 2547 , 21:41:33 น.] ( IP = 169.210.7.94 : : )


  สลักธรรม 4

พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาตอบว่า
การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การอยู่ในประเทศอันสมควร ๑ ความเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในกาลก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
พาหุสัจจะ ๑ ศิลป ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาสิต ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การบำรุงมารดาบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรภรรยา ๑ การงานอันไม่อากูล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ทาน ๑ การประพฤติธรรม ๑ การสงเคราะห์ญาติ ๑ กรรมอันไม่มีโทษ ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
การงดการเว้นจากบาป ๑ ความสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ความเคารพ ๑ ความประพฤติถ่อมตน ๑ ความสันโดษ ๑ ความกตัญญู ๑ การฟังธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ความอดทน ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ การได้เห็นสมณะทั้งหลาย ๑ การสนทนาธรรมโดยกาล ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การ
กระทำนิพพานให้แจ้ง ๑ นี้เป็นอุดมมงคล
จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ๑ ไม่เศร้าโศก ๑ ปราศจากธุลี ๑ เป็นจิตเกษม ๑ นี้เป็นอุดมมงคล

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทำมงคลเช่นนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน นี้เป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น ฯ

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.พ. 2547 , 21:45:55 น.] ( IP = 169.210.7.94 : : )


  สลักธรรม 5

ยกมงคลสูตรมาไว้ตรงนี้ก็เพื่อที่จะนำเข้าสู่ประเด็นว่า

สิ่งที่ปรากฏในคำอนุโมทนานั้น มิใช่คำยกยอ
แต่เป็นวาจาอันเนื่องมาจากกุศลจิต ที่เกิดจากการศึกษาธรรมว่าการกระทำนั้นเป็นกุศล เมื่อกระทำแล้วก็จะให้ผลไปในทางเจริญ

หากครูเสือยังจับต้นชนปลายไม่ถนัดนัก ก็ลองอ่านในมงคลสูตรที่น้องกิ๊ฟยกมาข้างต้นนะคะ ว่า ..สำนวนสุภาพซ้ำซาก ...อาจหามีประโยชน์ไม่ ....ในทัศนะของครูเสือนั้น ต่างจากญาณทัศนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรงไหน

อย่างเช่นสำนวนวาจาที่เกิดขึ้นจากใจของลูกศิษย์หรือผู้อ่านที่ได้รับประโยชน์ จึงปรารถนาที่จะแสดงความขอบคุณในทุกครั้ง โดยกล่าวยกย่องแก่กันบ้าง กล่าวชื่นชมแก่กันบ้างนั้น

มองอย่างผิวเผินแล้วก็จะเห็นถึงมงคลชีวิตอย่างน้อยสามประการคือ ....การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ...ความกตัญญู ...และวาจาสุภาษิต

การบูชาบุคคลที่ควรบูชา คือ ให้การเลื่อมใส ยกย่อง เชิดชู ด้วยกิริยาอาการสุภาพที่แสดงต่อผู้ที่ควรบูชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง การบูชาเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง สำหรับฝึกใจที่ยังหยาบกระด้าง เพราะไม่อาจยอมรับคุณความดีของผู้อื่น ให้ละเอียดอ่อนลง

ผู้ที่ยังด้อยปัญญา จะยังไม่เข้าใจในคุณธรรมความดีของผู้ที่ควรบูชานัก

แต่หากได้เคยชินกับการบูชาแล้ว ในที่สุดย่อมสามารถเห็นถึงคุณธรรมความดีที่มีอยู่ในตัวของผู้ที่เราบูชา ได้อย่างแจ่มชัด จนเกิดความเลื่อมใสกลายเป็นการบูชาอย่างแท้จริง ต้องการทำความดีตามท่านบ้าง

บุคคลที่ควรบูชา คือ บุคคลที่มีคุณความดีควรค่าแก่การระลึกนึกถึง และยึดถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม บิดามารดาและญาติผู้ใหญ่ที่มีความประพฤติดี ครูอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ ความประพฤติดี ผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในธรรม จัดเป็นบุคคลที่ควรแก่การบูชาของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.พ. 2547 , 21:58:48 น.] ( IP = 169.210.7.94 : : )


  สลักธรรม 6

ยิ่งมาอ่านที่อานิสงส์ของมงคลข้อนี้แล้วก็น่าสนใจนะคะ เช่น สามารถยังความเห็นถูกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ยังความเห็นถูกที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งขึ้นมีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนโยน น่านับถือ จิตใจผ่องใส และตื่นอยู่ในกุศลธรรมเสมอ สติปัญญาบริบูรณ์ขึ้นเพราะมีความสำรวมระวัง ป้องกันความลืมตัวความหลงผิดได้ ทำให้เกิดกำลังใจและอานุภาพอย่างมหาศาล เป็นการกำจัดคนพาลให้พินาศไปโดยอ้อม เป็นการเชิดชูบัณฑิตให้สูงเด่น ทำให้ท่านทำความดีได้สะดวกกว้างขวางยิ่งขึ้น

สำหรับมงคลประการที่สอง คือการมีวาจาสุภาษิต
วาจาสุภาษิต หมายถึง คำพูดที่ผู้พูดได้กลั่นกรองไว้ดีแล้วด้วยใจที่ผ่องใส มิใช่สักแต่พูด มีสติคอยระมัดระวังจะพูดก็พูดให้พอดี องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต ได้แก่ ต้องเป็นคำจริง ต้องเป็นคำสุภาพ พูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ พูดด้วยจิตเมตตา พูดด้วยความปรารถนาดี และพูดถูกกาลเทศะ คือ พูดถูกเวลา (กาล) พูดถูกสถานที่ (เทศะ)

ซึ่งบางที่อาจดูเหมือนอ้อมค้อมสำหรับครูเสือ ...แต่น้องกิ๊ฟกลับรู้สึกว่า การพยายามปูพื้นฐานให้กว้างและเป็นขั้นตอนนั้นสำคัยต่อความเข้าใจของผู้อ่านมากค่ะ ...เพราะพระอภิธรรมนั้นมิใช่เรื่องง่ายดายที่จะอ่านเพียงเที่ยวสองเที่ยวก็จะแตกฉาน

บางทีครั้งนี้อ่านแล้วคิดว่าเข้าใจ ..พอกลับมาอ่านใหม่และขบคิดตัวอย่างอีกครั้ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเข้าใจมากขึ้น และแตกต่างไปจากเดิมในด้านความลุ่มลึก

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.พ. 2547 , 22:32:12 น.] ( IP = 202.47.247.130 : : )


  สลักธรรม 7


พี่ดอกแก้วมาส่งกำลังใจ
ให้คนทำงานทุกๆคนนะคะ




คำว่ารักคำเดียวที่มีค่า
กว่าจะได้รักแท้มาควรถนอม
กว่าจะรักกันได้ต้องอดออม
ควรถนอมรักนั้นไว้ให้ยาวนาน.


โดยเฉพาะความรักดีค่ะ

โดย พี่ดอกแก้ว [1 ก.พ. 2547 , 22:34:35 น.] ( IP = 203.107.206.134 : : )


  สลักธรรม 8

อย่างเช่น วันนี้พี่ดอกแก้วได้ถามน้องกิ๊ฟว่า
ทำไม่คนเราจึงตาย?

หลายๆท่านที่เป็นแฟนของลานธรรมแห่งนี้ก็อาจจะเคยได้อ่านเรื่องของความตายซึ่งนำเสนอโดยอาจารย์วยุรี ..พี่ดา ..พี่เล็ก ...มาบ้างแล้ว และจะได้พบคำตอบว่า

คนเราจะตายก็ด้วยเหตุ ๔ อย่าง
คือ เพราะหมดกรรม ..เพราะหมดอายุขัย ...เพราะหมดทั้งกรรมและอายุขัย ..และสุดท้ายคือมีกรรมมาตัดรอน...(อิอิ..หากครูเสือสนใจก็ลองค้นหากระทู้ดูนะคะ)

พี่ดอกแก้วบอกว่า ..เมื่อเราได้เรียนถึงเรื่องของรูปปรมัตถ์ และเรื่องของกรรมผ่านมาแล้ว ..ก็ต้องทราบว่า จิตใจและรูปร่างกายนี้จัดว่าเป็นส่วนของวิบาก คือผลของอดีตกรรมที่เคยทำไว้....ในด้านของรูปนั้นก็จะมีรูปหลายชนิดซึ่งมีฐานที่เกิดต่างกัน เช่น

รูปที่เกิดจากกรรมเรียกว่า กัมมชรูป
รูปที่เกิดจากจิตเรียกว่า จิตตัชรูป
รูปที่เกิดจากอุตุเรียกว่า อุตุชรูป
รูปที่เกิดจากอาหารเรียกว่า อาหารชรูป

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.พ. 2547 , 22:34:55 น.] ( IP = 202.47.247.130 : : )


  สลักธรรม 9

ความตายของมนุษย์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นก็เพราะว่า กัมมชรูปดับลง...หากพูดเพียงเท่านี้ครูเสือก็คงไม่ทราบนะคะ ก็คงต้องอธิบายยาวๆว่า

...กัมมชรูปคือรูปที่เกิดจากกรรมนั้น ถ้าเป็นมนุษย์ก็มีกรรมฝ่ายกุศลมาเป็นผู้อุปการะให้เนื้อหนังมังสา ตับปอด หัวใจ ม้าม ..ของเราทำงานเต้นตุ้บตั้บอยู่ได้ และแต่ละรูปนี้ก็จะมีอายุยืนยาวเท่ากับจิตเกิดดับสืบต่อกัน ๑๗ ดวง

ในเรื่องของปัจจัยนั้นได้กล่าวถึงการอุปการะระหว่างรูปธรรมและนามธรรมไว้ในลักษณะของการเกิดพร้อมกัน ..การพึ่งพาซึ่งกันและกัน ..การเป็นที่อาศัยแก่กัน เป็นต้น เช่น .....รูปธรรมคือทวารต่างๆนั้นเป็นที่ทำงานของจิต .... หัวใจหรือหทยวัตถุก็เป็นที่อาศัยของจิต และเป็นกัมมชรูป

เมื่อกรรมฝ่ายกุศลที่จะส่งผลมาให้ได้นั้นหมดลง ก็เหมือนหัวใจ หรือรูปเหล่านั้นหมดสิ้นพลังงาน ..จึงเสื่อมสภาพลงไปในระยะเวลาเพียง ๑๗ ขณะจิต

เมื่อไม่มีรูปใหม่เกิดขึ้นมาแล้ว จิตใจก็ไม่มีที่อยู่อาศัย ...ความตายจึงเกิดขึ้น ....อันนี้พุดในเรื่องของหัวใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ...โดยสรุปก็คือรูปอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นกัมมชรูปเมื่อดับลงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ..ก็เป็นอันว่า นามธรรมคือจิตใจ ไม่มีที่อยู่ ...จึงเกิดการบ้านแตกสาแหรกขาดตกตายกันลงไปไงคะ


โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.พ. 2547 , 22:36:29 น.] ( IP = 202.47.247.130 : : )


  สลักธรรม 10

นี่จึงเป็นสิ่งที่บอกว่า ทำไมจึงต้องพูดกันยาวๆ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านไงคะ ที่ยังไม่แตกฉานในธรรม

หากเป็นในสมัยพุทธกาลแล้วก็คงไม่ต้องพูดกันมากได้ เช่น พระสารีบุตร ..พระยสะ ..พระองคุลิมาลย์ เป็นต้น ..ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเพียงเล็กน้อยก็บรรลุธรรมได้เพราะบารมีของท่านสะสมไว้พร้อมเพรียงแล้วไงคะ....ไม่มีอะไรบังเอิญหรอกค่ะ

นี่ยังอยู่ในข้อวาจาสุภาษิตนะคะครูเสือ
จะลองมาดูอานิสงส์ขงอมงคลข้อนี้ไหมคะ ก็มีอยู่ว่า เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของชนทุกชั้น มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม มีวาจาสิทธิ์ ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่เจรจา ย่อมได้ยินได้ฟังแต่สิ่งที่ดีงาม ไม่ตกไปในอบายภูมิ

และสำหรับในมงคลตัวอย่างสุดท้ายก็คือ ความกตัญญู ...ซึ่งตั้งใจยกข้อนี้มาเลยนะคะ เพราะบ่งบอกถึงคุณภาพของคนก็ว่าได้ว่าเป็นทองเนื้อแท้หรือเปล่า ....รู้จักบุญคุณผู้อื่นมากขนาดไหน

คำว่ารู้จักบุญคุณผู้อื่นนั้น ไม่ได้จำกัดว่าต้องสูงอายุหรือคุณวุฒิมากกว่าเรานะคะ ....แต่ใครก็ตามที่ให้ประโยชน์ให้ความเจริญแก่เราได้ก็นับว่าเป็นผู้มีคุณ ...แม้วัฒนธรรมไทยเองก็ปลูกฝังให้คนไทยรู้จักคำว่า ..ขอบคุณ ...ขอโทษ ..ขออภัย ...ไม่ใช่หรือคะครูเสือ

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ก.พ. 2547 , 22:46:53 น.] ( IP = 202.47.247.130 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ][ 4 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org