มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


"พุทธศาสนาปฏิบัติอย่างไร"ตามพระบรมราโชวาท




พระบรมราโชวาท เรื่อง "พุทธศาสนาปฏิบัติอย่างไร" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ได้พระราชทานแก่คณะผู้แทนพุทธสมาคมทั่วประเทศที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เนื่องในมหาวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิตาลัย เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๒๓ และชมรมพุทธศาสน์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พฤษภาคม ๒๕๒๖


………………………………………………………….

การชุมนุมกันหรือรวมกลุ่มกัน เพื่อศึกษาพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า พุทธศาสตร์ มาใช้คำว่าพุทธศาสตร์ก็อาจจะเพราะว่า อยากจะให้ดูเป็นว่าพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง เป็นวิชาแขนงหนึ่ง ซึ่งจะต้องมาศึกษาและมาวิจัย มาศึกษาเพื่อที่จะให้ตั้งเป็นตำรา ทำอย่างนั้นก็มีประโยชน์เหมือนกัน เพราะว่าเป็นการประมวล คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อที่จะให้ผู้อื่นสามารถที่จะได้ใช้ประโยชน์อย่างที่สะดวกที่สุด จึงทำเป็นการแปลบ้าง การประมวลบ้าง การถกเถียง มีการอภิปรายบ้าง การทำสิ่งเหล่านั้น ถ้าทำด้วยจุดประสงค์ที่ดีและด้วยความสามารถก็ย่อมมีประโยชน์
แต่ว่าถ้ามีการศึกษาวิจัยพุทธศาสตร์ เพื่อที่จะเหมือนเพื่อสร้างตำราใหม่ อันนั้นไม่ชอบ เพราะว่าตำรามีอยู่แล้ว


โดย เณรวัส [6 ก.พ. 2547 , 12:56:40 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ตำราคือคำสั่งสอนต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระไตรปิฎก และในอรรถกถาต่าง ๆ มีครบถ้วน มีจนบอกได้ว่ามีมากเกินความจำเป็นของแต่ละบุคคล แต่ว่าที่ต้องมีมากเพราะว่า อย่างที่กล่าวไว้ว่า แต่ละคนมีฐานะของตัว แต่ละคนก็จะเลือกได้ การศึกษาดังนี้เรียกได้ว่าเป็นการศึกษาปริยัติ ปริยัตินั้นก็คือหลักการต่าง ๆ ที่เป็นตำรานั้นเอง การศึกษาปริยัติจึงเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพุทธศาสนา เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย ที่สมาชิกสมาคมต่าง ๆ ในทางพุทธศาสนาควรที่จะได้สนใจ
ปริยัตินี้มีการศึกษาได้ด้วยจุดประสงค์ต่าง ๆ กันเหมือนกัน เช่น ศึกษาปริยัติเพื่อที่จะมาถกเถียงกัน อาจจะเป็นการทะเลาะกันด้วยซ้ำ อันนี้ก็อาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก แต่ว่ามีการทำกันมาก ข้อนี้คนนี้พูดว่าเป็นอย่างหนึ่ง อีกคนก็แย้งว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ก็ถกเถียงทะเลาะกัน บางทีหน้าดำหน้าแดงจนกระทั่งเป็นศัตรูกันก็มี อย่างนั้นเท่ากับศึกษาปริยัติมาสำหรับทะเลาะกัน สำหรับมาหาความไม่สงบ จึงเป็นการศึกษาที่อาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก เพราะว่าเป็นการศึกษาเพื่อมาโอ้อวดกัน เป็นการศึกษาเพื่อจะมาทะเลาะกัน เอาดีกัน ก็หมายความว่าเป็นการยึดเป็นมานะที่แรง ซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับจุดประสงค์ของพระพุทธศาสนา


โดย เณรวัส [6 ก.พ. 2547 , 13:04:31 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : )


  สลักธรรม 2

มีผู้ที่ศึกษาปริยัติของพระพุทธศาสนานี้ ก็สำหรับเก็บเอาไว้ ท่านเรียกว่าศึกษาพระปริยัติเป็นขุนคลัง คือหมายความว่า เก็บ...เก็บ...เก็บเอาไว้ เก็บเอาไว้ เพราะอยากเก็บ อันนี้เป็นวิธีอย่างหนี่งที่อาจจะไม่ค่อยได้ประโยชน์นัก แต่ก็ยังดีกว่าที่จะศึกษาปริยัติมาสำหรับทะเลาะกัน เพราะว่า การทะเลาะนั้นทำให้เกิดแตกแยกกัน ทำให้เกิดทิฏฐิมานะในตัวเอง ไม่เห็นสว่าง
การที่จะศึกษาปริยัติเพื่อเป็นขุนคลังนั้น ก็ไม่ได้ประโยชน์นัก และอาจจะเสียอยู่ที่ว่า เท่ากับเราเป็นผู้เก็บของโบราณ เราเป็นเหมือนคนที่สะสม เพราะว่าเรารักเราชอบ มันก็เป็นโลภหรือเป็นราคะก็ได้ ไม่เป็นสิ่งที่จะขัดเกลาให้เรามีความสบายแต่ประการใด อาจจะมีความพอใจว่าปริยัติเยอะแยะ มันสนุกดี หรือมันน่าชื่นชม แต่ก็เป็นสุขชั่วแล่น ฉะนั้น การศึกษาปริยัติเพื่อที่จะเก็บไว้เฉย ๆ นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถึงจุดประสงค์ และอาจนำไปสู่ความเดือดร้อนบ้างเหมือนกัน เพราะว่าเราเรียนปริยัติ เราสะสมปริยัติ บางทีก็ลืมบ้าง ก็เกิดโทมนัสว่า เอ...ข้อนี้เราลืมไปเสียแล้ว มันหายไปเสียแล้ว เพราะว่าเราเรียน เราจำ มันย่อมลืมได้ โดยเฉพาะอย่างที่ผู้เคยจำได้ และเดียวนี้จำไม่ได้ ก็เดือดร้อนกลุ้มใจ ความกลุ้มใจนั้น ก็ไม่รู้จะไปแก้ไขอย่างไร เพราะว่าลืมเสียแล้วว่าท่านแก้อย่างไร ลืมปริยัติว่าเวลากลุ้มใจท่านแก้ด้วยอะไร เมื่อลืมไปก็กลุ้มใจ ยิ่งกลุ้มก็ยิ่งกลุ้มว่ากลุ้ม ก็นับว่าการเรียนปริยัติอย่างนั้น เพื่อเก็บไว้เฉย ๆ ก็ไม่สู้ดีนัก


โดย เณรวัส [6 ก.พ. 2547 , 13:17:19 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : )


  สลักธรรม 3

การศึกษาปริยัติก็มีอีกอย่างหนึ่ง คือ ศึกษาปริยัติแล้วที่เรียกว่าปฏิบัติ เวลาฟังปริยัติหมายความว่า คำสั่งสอนใดๆ อ่านคำสั่งสอนใดๆ มาแล้ว ก็มาคิด มาคิดให้เข้าใจ มาคิดให้รู้ มาคิดให้แจ้ง อันนี้แหละเรียกว่าปัญญาก็ได้ เวลาพูดถึงปริยัติข้อใด เอามาคิดว่าท่านหมายความว่าอย่างไร แล้วมาดูที่จิตใจของเราว่ามันตรงหรือไม่. มีเหตุอย่างนั้นมันตรงไหมที่ท่านสอน อันนี้หมายความว่าเป็น การปฏิบัติ ฉะนั้น ถ้าเราเรียนปริยัติมาข้อใด แล้วมีเวลาเมื่อใด ก็มาพิจารณาถึงข้อปริยัติในระหว่างที่ยังไม่ได้ลืมคำสั่งสอนนั้น มาดูจิตใจของเรา การดูจิตใจนี้ก็คือการปฏิบัติ ไม่ต้องมีอย่างอื่น การดูจิตใจนั้นอย่างเดียวเป็นการปฏิบัติ ฉะนั้นถ้าเรียนปริยัติ หรือได้ฟังปริยัติ ได้เห็นปริยัติโดยการอ่าน ได้รู้สึกปริยัติ หมายความว่าได้ไปที่ไหน ได้เห็นโลกเป็นอย่างนั้น ๆ นั่นเป็นปริยัติทั้งนั้น เอามาพิจารณาว่า เวลาเราเจอสิ่งของเหล่านั้น ใจของเรารู้สึกอย่างไร นี้เป็น การปฏิบัติ และมาพิจารณาว่า ทำไมมันเกิดอย่างนั้น ก็เป็นการปฏิบัติ
ถ้าหากว่าเมื่อฟังปริยัติ อ่านปริยัติ ประสบปริยัติ แล้วมาปฏิบัติ คือ ดูที่ใจ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าปริยัตินั้นลืมไปแล้ว แต่ใจที่สัมผัสและศึกษาอารมณ์ต่างๆ ไม่ลืม ไม่มีทางลืม เพราะว่าเห็นแล้ว เห็นว่าอะไรเป็นจริงแล้ว เมื่อเห็นจริงแล้วไม่มีทางลืม
........................"



โดย เณรวัส [6 ก.พ. 2547 , 13:26:15 น.] ( IP = 203.144.228.200 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org