มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จิตว่าง สว่าง สงบ




วันนี้เราเอาชนะกิเลส
ได้มากน้อยเท่าไหร่

กิเลสจากสิ่งเร้าภายนอก (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)
กิเลสจากฮอร์โมนสารเคมีในร่างกาย ที่ทำให้อยาก

ปิดหูปิดตาทวารรับรู้
แล้วอย่าลืม กักขังเท่าทันกิเลสอันเกิดจากธรรมชาติภายในกายด้วย

ครูเสือก็เป็นเหมือนกันนะครับ

โดย ครูเสือ [8 ก.พ. 2547 , 12:15:02 น.] ( IP = 203.152.5.150 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อ่านแล้วน้องถ้วยรู้สึกยังไม่ get ว่าคุณพี่ครูเสือกำลังจะนำเสนอบทอะไรอ่ะค่ะ

จะว่าเป็นประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์การแก้ปัญหา การรำพึงถึงชีวิตหรืออย่างไรเจ้าคะ ขอคำอธิบายหน่อยค่ะ อย่างนี้สั้นไป ขอบพระคุณค่ะ

โดย น้องถ้วย [8 ก.พ. 2547 , 22:38:22 น.] ( IP = 203.149.38.217 : : )


  สลักธรรม 2

ผมเข้าใจว่าคุณครูให้นึกถึงธรรมชาติของร่างกายด้วย มนุษย์ย่อมมีกิเลสที่จะสืบเผ่าพันธุ์ การปิด
ทวารอย่วงเดียวไม่น่าจะทำได้ เพราะกิเลสเกิดจากกลไกธรรมชาติในร่างกาย เช่นมีฮอร์โมนต่างๆ
ผมขอเติมให้อีกหน่อย เมื่อมนุษย์อย่างผมได้ทนทุกข์ทรมานจากการสืบเผ่าพันธุ์เพียงพอแล้ว ก็เริ่มหาวิธีการมาชนะความทุกข์คือไม่อยากเกิดอีก
แต่สำหรับผู้ที่ไม่อยู่ในวงจรนี้ ก็อาจทำได้ดีกว่ามากๆ โดยเฉพาะผู้เพียรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

โดย ใจเป็นธรรม [9 ก.พ. 2547 , 20:21:03 น.] ( IP = 203.145.14.9 : : )


  สลักธรรม 3

กลับมาอ่านแล้วก็เกิดความงงครับ
ว่าเกี่ยวอะไรกับ..มีฮอร์โมนเกี่ยวอะไรกับกิเลสด้วย
เพราะความจริงผมก็เด็กวิทย์นะครับ
เคยค้นหามาบ้างเช่น...


โปรตีนบางชนิดมีอิทธิพลต่อการทำงาน..ของ RNA polymerase โปรตีนเหล่านั้นได้แก่ activator หมายถึง..โปรตีนที่ส่งเสริมให้ RNA polymerase ทำงานได้ดีขึ้น

และ repressor หมายถึงโปรตีนที่ทำงานตรงกันข้าม นั่นก็คือยับยั้ง transcription กลไกที่ repressor ขัดขวางการทำงานของ RNA polymerase

คือการที่ repressor เองเข้าไปจับกับ ดี เอน เอ ตรงบริเวณที่เรียกว่า operator แล้วส่งผลทำให้ RNA polymerase ไม่สามารถเข้ามาจับที่ promoter เพื่อเริ่ม transcription ได้


ที่ยกมากล่าวเพื่อจะยืนยันว่าวิทยาการทางศาสตร์ใดก็ไม่สามารถทำลายกิเลสได้ยังจะเพาะค่าความมีปริมาณกิเลสได้สูงมากเลยครับ.....และยืนยันว่ากิเลสมีอยู่ในขันธสันดานซึ่งเกิดมาได้พร้อมกับอารมณ์เท่านั้น ไม่มีฮอร์โมรใดๆผลิตกิเลสได้เลยครับ

โดย วิชิต ธรรมรังษี [11 ก.พ. 2547 , 10:38:38 น.] ( IP = 202.47.247.130 : : )


  สลักธรรม 4

สำหรับน้องกิ๊ฟนั้นเรียนสายศิลป์ค่ะ ...เรียนเข้าไปถึงรากฐานของคำว่า "จิตวิญญาณ"ที่ชาวจิตวิทยาเขานิยมใช้กัน....เรียนแล้วก็มึนงงกับข้อสันนิษฐานที่ไม่มีจุดจบของเจ้าทฤษฎีทั้งหลาย...สุดท้ายก็บัญญัติความหมายตามความเข้าใของตนออกมาเป็นทฤษฎีออกสู่ท้องตลาด(ทางวิชาการ) ...แล้วก็ดูกระแสว่าได้รับการตอบรับมากน้อยขนาดไหน

ต่อมานักจิตวิทยาและนักมานุษยวิทยารุ่นหลังเริ่มที่จะหันมาศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก ...แล้วก็นำไปปรับเข้ากับทฤษฎีให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น มีความหลากหลายน่าสนใจมากขึ้น

ต่อมานักปรัชญา นักคิด และนักประพันธ์ทั้งหลาย ก็เริ่มที่จะนำหลักธรรมเข้าไปผสมผสานกับความคิดของตนผลิตออกมาเป็นวาทะ คำคม ออกมาในงานเขียนหรือการพูด...เพื่อให้เป็นแนวคิด เป็นปรัชญาชีวิต เป็นคำคมที่ดูดี โก้เก๋ เท่ หรือน่าประทับใจ...ก็แล้วแต่เจตนาของแต่ละคน

ทุกท่านที่กล่าวถึงนั้นล้วนมีเจตนาที่ดีที่จะมอบแนวทางใหม่เพื่อให้ความรู้...แต่ที่สำคัญก็คือว่า ...หากต้องการอ้างถึงหลักธรรมของศาสนาใด ..ก็ต้องระมัดระวังด้วยว่า ...สิ่งที่สื่อออกมานั้นถูกต้องตรงตามหลักธรรมของศาสนานั้นหรือไม่ หรือว่ามีส่วนทำให้ผิดเพี้ยนไปมากยิ่งขึ้น

ในการอ่านของน้องกิ๊ฟนั้นได้แต่คาดเดาว่า ......ครูเสือต้องการนำเสนอธรรมะที่สั้นๆ เข้าใจง่ายๆ เป็นข้อคิดที่ใกล้ๆตัว ...ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพียงแต่ยังไม่ตรงตามสภาวะธรรมค่ะ ... ผู้ที่ไม่ชอบศึกษาเกี่ยวกับสภาวะธรรมก็คงจะไม่คิดมากอะไร ซ้ำยังจะเห็นเป็นข้อคิดที่ดีมากเพราะเข้าใจง่าย ...เหมาะแก่ยุคสมัย ..แต่ผู้ที่ศึกษาสภาวะธรรมจนแตกฉานแล้วอย่างท่านอาจารย์วิชิต ก็คงอดไม่ได้ที่จะมอบความรู้ที่ถูกต้องเพิ่มเติมให้อีกเป็นของแถม

ขอบพระคุณมากนะคะครูเสือ ที่พยายามมาร่วมสนับสนุนกิจกรรมของลานธรรมแห่งนี้ค่ะ ...

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2547 , 15:17:03 น.] ( IP = 203.113.67.37 : : )


  สลักธรรม 5

ครูเสือค่ะ หนูก็ขอเสนอง่ายๆ สั้นๆ เช่นกันนะคะ

คนที่เพิ่งตายใหม่ๆ (ศพ)(การที่ไม่มีวิญญาณ(หรือจิต)ครอง)ก็ยังมีฮอร์โมนบางอย่างที่ยังไม่สลายไปหลงเหลืออยู่ซึ่งอาจจะไปมีผลกับเซลล์หรือเนื้อเยื่อเป้าหมายของฮอร์โมนนั้นๆ ได้ เป็นต้น
แต่การทำงานของฮอร์โมนเหล่านั้น ไม่สามารถทำให้เกิดความอยาก อะไรได้เลย เพราะไม่มีจิตเข้าไปรู้(อารมณ์)เสียแล้ว

...ขอยกคำอาจารย์วิชิตอธิบายไว้ข้างบนมาให้อ่านอีกครั้งนะคะว่า...
กิเลสมีอยู่ในขันธสันดานซึ่งเกิดมาได้พร้อมกับอารมณ์เท่านั้น ไม่มีฮอร์โมนใดๆผลิตกิเลสได้เลย...

คุณครูเสืออาจจะเข้าใจอยู่แล้วนะคะ
แต่คำพูดสั้นๆของคุณครูอาจจะทำให้ผู้ที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องราวของชีวิตเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้ จึงขออธิบายเพิ่มเติม
หากไม่ถูกต้องประการใด ขอให้ท่านผู้รู้(จริง)ทั้งหลายช่วยแก้ไขเพื่อนำความจริงมาบอก เพื่อสร้างความเห็นถูกในเรื่องราวของชีวิตนี้ ด้วยนะคะ
ด้วยความเคารพในจิตใจที่ใฝ่ในธรรมของทุกท่าน

โดย กมลชนก [12 ก.พ. 2547 , 01:02:42 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 6

ขอให้เชื่อเถอะครับว่า
สารเคมีในร่างกายของคนเรานั้น
มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดได้

เช่นยาที่ ให้กับคนป่วยโรคจิตนั้น
ก็เป็นสารเคมี ที่มีผลต่อจิตใจของคนได้

ผมเพียงเสนอให้เห็นว่า
นอกจากสิ่งเร้า(กิเลส)ภายนอกแล้ว
ภายในกายของเรานั้นก็มีสิ่งเร้าอยู่ด้วย

ต่างเพศต่างอายุ เคมีในร่างกาย ก็ผิดแผกแตกต่างกันออกไป

ผมไม่รู้ คำสอนโดยแตกฉานครับ แต่ก็เสนอมุมมองส่วนตัวครับ

โดย ครูเสือ [15 ก.พ. 2547 , 23:13:55 น.] ( IP = 203.121.172.171 : : )


  สลักธรรม 7

สวัสดีค่ะครูเสือ

นึกว่าครูเสืองานยุ่งจนไม่มีเวลาว่างแล้วซิคะ
เห็นมุมมองของครูเสือแล้ว ก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่มองได้ แถมครูเสือยังเป็นครูฟิสิกส์(น่าจะจำไม่ผิดนะคะ ถ้าผิดพลาดอย่างไรก็ขออภัยด้วยค่ะ) ด้วยแล้ว
มุมนี้ก็ยิ่งน่ามองเข้าไปใหญ่

ไม่ได้มาหักล้างอะไรหรอกนะคะ เพราะไม่ได้เรียนสายวิทย์..ฮี่..ฮี่..
ส่วนมุมของน้องกิ๊ฟนั้นศึกษาจากพระอภิธรรมก็ได้ความว่า ...รูปธรรมนั้นไม่สามารถรับอารมณ์ใดๆได้เลย แต่สามารถเป็นอารมณ์ให้ผู้อื่นได้ค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นสารเคมี ตลอดจนดีกรีความเจ็บปวด ความกระวนกระวายต้องการในสิ่งทั้งหลาย

การทำงานของรูปธรรมทุกส่วนในร่างกายเกิดจากกรรม จิต อุตุ และอาหาร...
สารเคมีทั้งหลายก็คือส่วนของรูปธรรม
เมื่อมากระทบกับกายประสาทที่มีอยู่ทุกส่วนในร่างกาย ...ก็จะทำให้เกิดการรับรู้ทางจิตเกิดขึ้น ..เมื่อมีการรับรู้แล้ว ก็จะมีกระบวนการส่งต่อการทำงานทางจิต ที่เป็นไปตามความวิปลาสที่มีอยู่เป็นพื้นฐานในจิตใจของแต่ละคน ...ที่จะตอบสนองสิ่งเร้าเหล่านั้นด้วยวิธีการใด

เพราะฉะนั้น การที่สารเคมีภายในร่างกายมีผลต่อความรู้สึกนึกคิด ก็ในแง่ของการเป็นอายตนะภายนอก(โผฏฐัพพารมณ์ หรือธัมมารมณ์)ที่มากระทบกับอายตนะภายใน(กายปสาท หรือใจ) แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นในที่นั้น ....ความรู้สึกเหล่านี้ก็จะถูกส่งต่อไปแปลสัญญาณต่อไป ....ซึ่งไม่ได้มีฤทธิ์เดชในฐานะกิเลสได้ เพราะกิเลสเป็นเรื่องของนามธรรมค่ะ

ไม่ต่างไปจากการที่ดวงตาได้เห็นรูปสวยหรือไม่สวยหรอกค่ะ..แล้วก็ส่งสัญญาณต่อไปว่า ..ดีไม่ดี ..ชอบไม่ชอบ .. น่าเบื่อไม่น่าเบื่อ...ตอนที่รูปธรรมกระทบกับจักขุปสาทจนกระทั่งมีจิตมาทำงาน ....กิเลสก็ยังไม่เกิดค่ะ..จะเกิดก็เมื่อได้มีการตัดสินใจไปบางอย่างแล้ว..ซึ่งก็คือความชอบหรือไม่ชอบนี่แหละค่ะที่เป็นกิเลส

เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายนี้เป็นเรื่องที่มองไม่เห็น จึงดูเหมือนลึกลับ

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2547 , 15:45:02 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 8

แต่หากได้ศึกษาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ...เช่นในเรื่องของอายตนะ ก็จะไม่มีอะไรลึกลับ เพราะอายตนะ หมายถึง สภาวะที่ "ต่อ" ... คำว่า "ต่อ" คือ ยังจิตและเจตสิกให้เกิดขึ้น
อายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
อายตนะภายนอก ๖ คือ รูป - เสียง - กลิ่น - รส - โผฏฐัพพะ - ธัมมารมณ์

อายตนะ ๑๒ จัดเป็นรูปและนามแล้วก็คือ
ตา - หู - จมูก - ลิ้น - กาย และรูป - เสียง - กลิ่น - รส - โผฏฐัพพะ จัดเป็น รูปธรรม
ใจ จัดเป็นนามธรรม
ส่วนธัมมารมณ์ คือ ปสาทรูป ๕ สุขุมรูป ๑๖ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ นิพพาน บัญญัติ เป็นได้ทั้งรูปและนาม

ฉะนั้น สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดได้ในแง่ของอายตนะมีเพียงเท่านี้เองค่ะ ..และสารเคมีก็คือรูปธรรมนั่นเอง

ไม่ผิดหรอกค่ะที่จะเข้าใจว่าสารเคมีในร่างกายนั้นมีผลกระทบต่อจิตใจของเรา ..ก็เพราะสารเคมีมีฐานะเป็นอายตนะภายนอกนั่นเอง ..แต่สารเคมีมิใช่กิเลส ..เพราะกิเลสเป็นนามธรรมมีอยู่สามพวกใหญ่ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ..และสิบพวกเล็ก คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฎฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ และอโนตตัปปะ ....ค่ะครูเสือ

คงเป็นมุมมองที่ยาวไปสักนิดนะคะครูเสือ
ถือว่าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันก็ได้ค่ะ ...

ขอให้ธุระสลายคลายจากงานที่เร่งรัดโดยเร็วนะคะ

ปล. แถมเรื่องกิเลส ๑๐ นะคะ

กิเลส หมายถึงธรรมชาติที่เป็นเครื่องให้เศร้าหมองหรือเร่าร้อน กิเลสมี ๑๐ คือ

(๑) โลภะ ความยินดีพอใจในโลกียอารมณ์ต่างๆ
(๒) โทสะ ความโกรธ ความไม่พอใจ
(๓) โมหะ ความหลง ความโง่
(๔) มานะ ความเย่อหยิ่ง ถือตัว
(๕) ทิฏฐิ ความเห็นผิด
(๖) วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อ
(๗) ถีนะ ความหดหู่
(๘) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
(๙) อหิริกะ ความไม่ละอายต่อทุจริต
(๑๐) อโนตตัปปะ ความไม่สะดุ้งกลัวต่อทุจริต

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2547 , 15:47:14 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org