มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ขอถาม อ.มาลีเรื่องจิตครับ





ผมทราบว่าความรู้ที่ อ.มาลีมีมาก
สามารถช่วยตอบทีนะครับว่า


จิตว่างไม่มีแน่นอน
แต่คนส่วนใหญ่มากชอบพูดเขียนว่า
จิตว่างบ้าง จิตสว่างบ้าง
ทำเสมือนจิตเป็นหลอดไฟฟ้าว่างั้นเถอะ

อ.มาลีมีวิธีใดครับที่จะแก้ไขความเห็นผิดนี้ล่ะครับ
ผมขอโอกาสให้ อ.มาลี
ช่วยไขข้อผิดพลาดเป็นธรรมทานที่นะครับ
ขอบคุณครับ

โดย ดำเกริง [8 ก.พ. 2547 , 18:05:39 น.] ( IP = 203.149.38.77 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

วันนี้เปิดเจอกระทู้ที่คล้ายกันเลยนะคะ ขอขอบคุณสำหรับไมตรีจิตที่มอบให้ค่ะ

จริง ๆ โดยส่วนตัวแล้วมีความรู้เท่าหางอึ่งเท่านั้น ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้อีกมากมาย เมื่อเทียบกับพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธองค์

คงมิบังอาจแก้ไขความเห็นผิดของใครได้หรอกนะคะ ถ้าไม่มีการเปิดใจกว้าง หรือไม่ยินยอมที่จะเปลี่ยนเหตุผลของตัวเองใหม่

คำว่าจิตว่าง สว่าง สงบ เป็นคำที่มีการบัญญัติกันขึ้นมาช้านาน เป็นคำเก๋ ๆ ที่คนราคะจริต และคนศรัทธาจริตชอบใช้ ส่วนใหญ่เกิดจินตนาการสภาวความว่าง สว่าง สงบขึ้นมาจากคำบอกเล่า มิได้เกิดจากความเข้าใจสภาวที่แท้จริงของตัวจิตโดยตรง

คนราคะจริตกับคนศรัทธาจริตทำอะไรละเมียดละมัย ละเอียด มีเหตุผล น้ำนิ่งไหลลึก จึงมักจะรำคาญ หงุดหงิดถ้าต้องอยู่กับคนที่ไม่เรียบร้อย หรือต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รกหู รกตา คำเก๋ ๆ เหล่านี้จึงเป็นที่ถูกใจยิ่ง หากมีใครถามว่าว่างจากอะไร ก็อาจได้รับคำตอบด้วยสายตาที่มองมาอย่างแปลก ๆ

ธรรมชาติของจิตนั้น ดิ้นรน กวัดแกว่ง ห้ามยาก รักษาให้อยู่นิ่งได้ยาก จิตไม่ได้เกิดขึ้นเองได้ตามใจปรารถนา แต่เกิดขึ้นจากการอิงอาศัยกันของ เหตุและอารมณ์

จิตไม่เคยว่างจากอารมณ์ เดี๋ยวเห็น แล้วก็เปลี่ยนไปได้ยิน ครั้นหนีไปนั่งทำสมาธิ ก็ไม่ว่างจากคำภาวนา ต้องพร่ำบ่นเป็นระยะ เป็นจังหวะ เมื่อภาวนาจนได้ที่ระดับหนึ่งที่รู้สึกนิ่งเหมือนไม่รับรู้โลกภายนอก จิตก็ไม่ว่างจากความนิ่ง ต้องจับความนิ่งเอาไว้ ความสว่างวาบเกิดขึ้นจิตก็ไม่ว่างจากความสว่าง ต้องรับรู้ ต้องจับความสว่างที่เกิดขึ้น จิตต้องจดจ่อกับความนิ่ง ความสว่างให้ได้นานที่สุด เพราะถ้าไม่จดจ่อเอาไว้ จิตก็จะไปจับอารมณ์อื่นที่ดูวุ่นวายกว่าแทน (ซึ่งไม่ใช่วิสัยของสมาธิ)

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือ การแยกความต่างระหว่างจิต กับอารมณ์ จิตเป็นตัวรู้ อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกรู้

ความนิ่ง ความสว่าง ความสงบล้วนเป็นอารมณ์ประเภทหนึ่ง เป็นสิ่งที่ถูกรู้ได้ ความนิ่ง ความสว่าง ความสงบไม่ใช่ตัวจิต จึงไม่ควรไปเหมาเอาว่าความนิ่ง ความสว่าง ความสงบนั้นเป็นจิต จนกระทั่งเกิดเป็นคำเก๋ ๆ ขึ้นมาเช่นทุกวันนี้

โดย มาลี [9 ก.พ. 2547 , 00:48:07 น.] ( IP = 203.149.38.207 : : )


  สลักธรรม 2

ขอบคุณครับที่แนะนำแนวทางมา
และเพื่อประโยชน์แก่คนทั่วไปครับ …


มีคำถามต่อนะครับว่า..
การศึกษาหาความรู้ในพระพุทธศาสนานั้น
ทีแรก อ.มาลี ได้ทำใจอย่างไรครับ
ถึงชนะความคิดตนเองได้
ที่ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่จะคอยปฎิเสธความจริง
เพราะความยึดในตน
อ. มาลีมีวิธิใดแจกจ่ายเพื่อนๆบ้างครับ
ขอให้ช่วยแนะนำด้วยครับ

โดย ดำเกริง [9 ก.พ. 2547 , 08:46:58 น.] ( IP = 203.149.36.198 : : )


  สลักธรรม 3

ขอบพระคุณขอรับอาจารย์มาลี
แล้วซาโยจะตามมาอ่านคำตอบของอาจารย์จากคำถามของพี่ดำเกริงอีกนะขอรับ

โดย ซาโยจัง [9 ก.พ. 2547 , 22:26:27 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org