มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


๛๚.เกรงความชั่ว กลัวผลบาป.๚๛ ตอนจบ




หิริโอตตัปปะ เป็นธรรมที่คุ้มครองโลก

มีคำอธิบายว่า ประชาชนที่อยู่รวมเป็นหมวดหมู่
ตั้งแต่ครอบครัวขึ้นไปสกุลหนึ่งไปจนถึงประเทศหนึ่ง
แต่ละประเทศย่อมมีอัธยาศัยแตกต่างกัน
และมีกำลังไม่เท่ากัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นของธรรมดาที่มีอยู่ตามอัธยาศัยหยาบ
ผู้มีกำลังมากก็ข่มเหงผู้อื่น คนสุภาพมีกำลังน้อย
ก็ย่อมอยู่ไม่ปกติ และก็ไม่เป็นสุข
ปกติภาพหรือสันติภาพมีไม่ได้ถ้าหากมีการเบียดเบียนกัน
มีการประทุษร้ายกัน

การประพฤตินี้ในทางพระพุทธศาสนาถือว่า
โลกถึงความฉิบหายล่มจมได้ เพราะเหตุที่ว่าความไม่กลัวความชั่ว
การไม่เกรงผลบาป ห้ามปรามไม่ให้ประพฤติในทางที่ผิด


ฉะนั้น กฎหมายจึงมีขึ้นเพื่อปราบปรามไม่ให้คนประพฤติผิด
และวางโทษต่อผู้ละเมิดกฏไว้
เพื่อคุ้มครองโลกไม่ให้ถึงความฉิบหายล่มจม
แต่กฎหมายก็ไม่ได้เป็นเครื่องกระตุ้นโดยแท้จริง
เพราะยังมีคนมากมายที่ตื้อและไม่กลัวต่อความผิด
ต่ออาชญากรรม และผลของกรรม กล้ากระทำผิด
กล้ากระทำความชั่วร้ายมีประการต่าง ๆ



อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
มีป้ายโฆษณาติดไว้ตามที่ต่าง ๆ ที่เรามองเห็นได้ง่าย
เช่น เรื่องของยาบ้า คนเสพถึงตาย คนขายติดคุก
แต่ก็มีการทั้งเสพทั้งขายกันอยู่ทั่วประเทศ

เราจะเห็นได้ว่า ตามหน้าหนังสือพิมพ์
หรือข่าวทางสถานีโทรทัศน์ก็ดี
วันหนึ่ง ๆ เมื่อสรุปข่าวออกมาจะเห็นว่า
มีการกวาดล้างผู้ค้ายาบ้า เห็นคนเสพยาบ้าทำร้ายตนเองบ้าง
ทำร้ายผู้อื่นบ้าง อยู่ไม่เว้นแต่ละวัน

อันนี้ก็เพราะว่า
ไม่กลัวความชั่วและไม่เกรงกลัวผลของบาปนั่นเอง
ก็ก่อโทษมหันต์ให้กับชีวิตของตนเอง

โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:21:07 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ฉะนั้น หิริโอตตัปปะเป็นเครื่องกล่อมเกลาให้จิตประณีต
เมื่อจิตประณีตขึ้นก็ไม่ทำความชั่ว
ไม่ว่ามากหรือน้อยทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
เพราะหิริโอตตัปปะเมื่ออบรมให้มีขึ้นในจิตใจ
จะสามารถเป็นตัวเบรคและเป็นตัวห้าม
ไม่ให้ผู้ประพฤตินั้นทำความชั่วได้
เพราะกลัวผลของความชั่วมีความละอายใจ
และมีความเกรงผลของความชั่วเป็นที่สุด
หิริโอตตัปปะจึงจัดว่าเป็นธรรมที่คุ้มครองโลก



นอกจากหิริโอตตัปปะแล้ว
ธรรมที่ทำให้สง่าผ่าเผย
และทำให้ชีวิตของเราดูดีและดูงาม
ก็มีอีก ๒ ชนิด คือ ขันติและโสรัจจะ

ขันติ ได้แก่ ความอดทน

โสรัจจะ ได้แก่ ความสงบเสงี่ยม


เป็นธรรมที่ประพฤติแล้วทำให้งาม
คำว่าทำให้งาม ท่านอธิบายว่า ความงามมี ๒ ประเภท
คือ งามภายนอก ๑ และงามภายใน ๑


ความงามแห่งรูปร่างหน้าตาเป็นธรรมดา
แต่งมาด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ
หรือนำสิ่งต่าง ๆ มาประดับเข้าตกแต่งเข้า
จัดว่าเป็น ความงามภายนอก

ส่วนความงามภายใน ก็คือ งามแห่งจิตใจนั่นเอง
คือ ถ้าหากมีอะไรมากระทบกระทั่งก็สามารถทนได้
ไม่แสดงวิการะทางกายและวาจาให้ปรากฏ
จัดว่าเป็นความงามภายใน

โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:24:05 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : )


  สลักธรรม 2

ในความงาม ๒ ประเภทที่กล่าวถึง
ความงามภายในเป็นความงาม
ที่นิยมชมชื่นกันอย่างยิ่ง
และเป็นความงามในหลักของพระพุทธศาสนา


ส่วนความงามภายนอก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ

ฉะนั้น ขันติและโสรัจจะจึงเป็นธรรมะซึ่งผู้ใดมีแล้ว
จัดว่าทำให้ให้เกิดความงามภายในได้
ขันติเป็นอย่างไร


ขันติ คือ ความอดทน

หรือเรียกว่า กำลังทนทานแห่งใจนั่นเอง มี ๓ ประเภท

๑. อดทนต่อความลำบาก
คือ อดทนต่อความทุกขเวทนา
อันเกิดขึ้นจากความเจ็บไข้ต่าง ๆ อย่างแรงกล้า
ก็ไม่แสดงอาการทุรนทุราย

๒. อดทนต่อความตรากตรำ
คือ อดทนต่อความร้อน แสงแดด
เหลือบยุงริ้นไร และสัตว์เลื้อยคลาน
มีการมุ่งประกอบการงานเป็นใหญ่
ไม่หวั่นกลัวต่อความร้อนความหนาว เป็นต้น

๓. อดทนต่อความเจ็บใจ
คือ ความอดทนต่อความหมิ่นประมาทของผู้อื่น
มีการกล่าวเสียดสี ก็สามารถทนได้

โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:25:47 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : )


  สลักธรรม 3

เราควรมาทำความรู้จักจิต และฝึกจิตด้วยขันติ
คือ ควรรู้จักทำให้จิตแช่มชื่น
ในเมื่อต้องอดทน ต้องมีกริยาสงบเสงี่ยม
ความอดทนมีอยู่แล้ว เราต้องมีใบหน้าที่แช่มชื่นด้วย
เรียกว่า มีกริยาสงบเสงี่ยม

ความสงบเสงี่ยมนี้เรียกว่า โสรัจจะ
เป็นลักษณะแห่งธรรมข้อหนึ่ง



คนที่ถูกหมิ่นประมาท เมื่อได้รับความเจ็บใจ
ถึงจะอดทนไม่ไหวก็ไม่แสดงกริยาอาการตอบ
แต่บางครั้งก็ยังแสดงอาการวิปริตต่าง ๆ
เช่น ไม่เถียงเขาก็จริง ไม่ว่าเขาก็จริง
แต่เลือดขึ้นหน้าแดงวูบ
เช่นนี้เพราะขาดธรรมะคือโสรัจจะ

คนที่ถูกหมิ่นประมาทได้รับความเจ็บใจ
อดทนไว้ได้ไม่แสดงกริยาตอบ
และต้องทำใจให้แช่มชื่น
มีหน้าชื่นมีอาการปกติ อันนี้เป็นลักษณะของโสรัจจะ

เป็นธรรมที่อุดหนุนขันติให้เต็ม

ขันติโสรัจจะ เป็นธรรมที่เกื้อกูลกัน



เราจะต้องทำความเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง
ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองแต่อดีตชาติ
การที่เราถูกว่าถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริง
ถูกตำหนิติเตียนต่าง ๆ
เป็นผลของกรรมในอดีตชาติที่เราทำมา

เพราะว่าเราเคยยุยงให้คนอื่นแตกร้าวกัน
โดยสัมผัปปลาปะ ปิสุณวาจา ผรุสวาจาและมุสาวาท
เราเรียกว่า ทุจริต ๔ ทางวาจา
เมื่อทำไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ทำให้เราเดือดร้อนเอง
ส่งผลให้เราในชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป

โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:28:42 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อเราเรียนและเรารู้ว่าผลที่เราได้รับมาจากเหตุใด
เราจะสามารถระงับข่มบังคับความเร่าร้อนอัน
ได้แก่ โทสะกิเลสให้ไม่เกิดได้
เพราะเรารู้กระทบ รู้กระทำ
ดั่งที่ให้คาถาท่านไว้ว่า

“ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม”

ต้องคิดให้ดีนะคะ ผลย่อมหมดลงได้ แต่เหตุย่อมมีต่อ
เช่น ถ้าเผื่อเราไม่อยากทานมะม่วงต้นนี้แล้ว
เพราะมันเปรี้ยวจัด
เราก็เก็บมะม่วงทิ้งไป เก็บจนหมดต้น

เราก็นึกว่าหมดแล้ว แต่จริง ๆ แล้วยังไม่หมด
เมื่อถึงฤดูกาลหน้าปีหน้า ต้นมะม่วงเมื่อยังอยู่ตราบใด
ผลก็ย่อมต้องมีอยู่ จะมากบ้างน้อยบ้างก็ต้องมีอยู่


การจะทำให้หมดไปก็ต้องถอนรากเง่า
คือ ถอนต้นออก ถอนทั้งรากให้หมดไป
จึงจะไม่มีผล ฉะนั้น

ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ



เราจึงต้องรู้จักด้วยการศึกษาเล่าเรียน
เมื่อเราศึกษาเล่าเรียนแล้ว
ก็จะทำให้เราเป็นผู้ที่วางใจถูก
แม้ถูกต่อว่าถูกหมิ่นประมาทได้รับความเจ็บใจอย่างไร

ขันติเกิดขึ้น คือความอดทน
ปัญญาเกิดขึ้นตามรู้กระทบและรู้กระทำ
ก็จะไม่มีการแสดงปฏิกริยาตอบสนอง
ทั้งทางกาย วาจา และใจ สิ่งต่าง ๆ
จึงเป็นเรื่องราวที่เราต้องฝึกฝนเอาใจใส่
ผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
นับว่าเป็นคนเก่ง

โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:30:31 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : )


  สลักธรรม 5

ความงามที่เกิดขึ้นจากธรรมะ
คือ ขันติและโสรัจจะ

และความสุขุมคัมภีรภาพ
ทำให้ชีวิตนั้นปลอดโปร่งและปลอดภัย
ก็คือ หิริและโอตตัปปะ

ฉะนั้น หิริโอตตัปปะ ขันติโสรัจจะเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก
ขอให้เราหมั่นนึกตรึกตรองใคร่ครวญชีวิตให้ดีว่า


อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

อะไรมีประโยชน์ อะไรไม่มีประโยชน์


เราก็สามารถเลือกเฟ้นแต่สิ่งที่ดีให้กับชีวิตได้
การสร้างความดีเป็นสิ่งที่ไม่ยาก
ขอเพียงให้เรามีความรู้ถูกว่า

อะไรเป็นของดี อะไรเป็นของไม่ดี
อะไรเป็นกรรมชั่ว อะไรเป็นกรรมดี

และมีผลเป็นอย่างไรด้วยการศึกษาหาความรู้
คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล
เมื่อประสบผลก็สาวให้ถึงเหตุว่า ผลนั้นมาจากไหน
เมื่อจะสร้างเหตุก็คำนึงถึงผลว่า ตนเองจะได้รับอย่างไร
ก็เป็นผู้มีความยั้งคิด

โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:32:28 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : )


  สลักธรรม 6

ความยั้งคิดนี้
จะทำให้เราสามารถอยู่ได้อย่างสุขุมคัมภีรภาพ
มีหิริโอตตัปปะ มีความสังวร มีความระวัง
และในการดำรงชีวิต ไม่มีใครไม่มีทุกข์
ไม่มีใครจะได้รับสรรเสริญและสุขตลอดไป
จึงต้องมีขันติโสรัจจะ
คือ ความอดทนและความสงบเสงี่ยม
เพราะเป็นธรรมที่ทำให้ชีวิตนั้นดี ทำให้ชีวิตนั้นงาม
ดังคำกลอนที่มีว่า



“คนจะงามงามน้ำใจใช่ใบหน้า

คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน

คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน

คนจะรวยรวยศีลทานใช่บ้านโต”



ท่านจะเห็นได้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการกระทำทั้งสิ้น
และการกระทำนั้นเป็นการกระทำภายในจิตใจของเรา
เราจึงต้องหมั่นสังเกตจิต ฝึกฝนจิต
ให้จิตของเรามีศีลธรรม โดยการรักษาศีล ๕
ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
ไม่พูดปด และไม่เสพสุรายาเมา



ถ้าเรารักษาศีลได้ เราจะเป็นผู้ที่มีกุศลจิต
มีกุศลบุญผลักดันให้เราไปพบไปเจอสิ่งที่ดีขึ้น ดั่งคำว่า

“ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม”

และหมั่นมีคุณธรรม มีเมตตา มีกรุณา
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจต่อผู้อื่น
เพราะว่าน้ำอะไรก็แล้วแต่ จะใสสะอาดขนาดใดก็ตาม
ย่อมเหือดหายและแห้งไปได้ แต่น้ำใจสิคะ
คนมีน้ำใจอยู่ที่ไหนใครๆ ก็รัก เป็นที่ไว้วางใจ
เป็นเสน่ห์น่าปรานีของคนทุก ๆ คน

โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:34:26 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : )


  สลักธรรม 7

ท่านผู้ฟังค่ะรายการหันหน้าเข้าวัด
พาท่านมาวัดใจว่าเรามีคุณธรรม
มีศีลธรรมมากขนาดไหน

วัดใจของเราเองว่า
เรามีความอดทนมากน้อยขนาดไหน
เราไม่ต้องไปวัดใจคนอื่น หรือลองใจคนอื่น

ลองถามใจตัวเองว่าเราต้องการอะไร
ถ้าเผื่อเราต้องการความสุข
เราต้องสร้างเหตุสุขให้กับชีวิต
ถ้าเราไม่ต้องการความทุกข์
เราอย่าไปสร้างเหตุนั้น


จงหลีก ละ ลด และเลิก
ตามแบบแผนวิธีการในหลักของพระพุทธศาสนา
เราก็จะประสบความสำเร็จและความไพบูลย์ได้

โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:37:22 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : )


  สลักธรรม 8

ท้ายที่สุดของรายการนี้
ดิฉันเองก็ขอเป็นกำลังใจให้ท่านผู้ฟังและทุก ๆ ท่าน
มีความศรัทธาปสาธะ


เชื่อเรื่องกรรม

เชื่อเรื่องผลของกรรม

เชื่อว่าสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน

และเชื่อในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า



และมีความเพียรที่จะปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ
โดยเดินหน้าทำดี
แล้วก็มุ่งหมายเอาดีนั้นให้อยู่กับชีวิตตลอดไป
เพื่อจะได้รับอานิสงส์เป็นผลโดยตรง
ส่งให้กับเราในภพชาติต่อไปนะคะ



รายการหันหน้าเข้าวัดก็หมดเวลาลงอีกแล้ว
พบกันได้ใหม่ในสัปดาห์หน้า
ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ค่ะ
ดิฉันบุษกร เมธางกูร ต้องขอลาจากท่านผู้ฟังไปแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะ




โดย พี่เณร [9 ก.พ. 2547 , 06:38:52 น.] ( IP = 169.210.30.54 : : )


  สลักธรรม 9


ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกว่าตนเองยังต้องฝึก
เรื่องขันติ โสรัจจะให้มากขึ้นค่ะ
จะพยายามค่ะ

โดย เล็ก [9 ก.พ. 2547 , 11:19:55 น.] ( IP = 203.155.222.37 : : )


  สลักธรรม 10

ขออนุโมทนาค่ะ

โดย MASHIMA [9 ก.พ. 2547 , 14:42:15 น.] ( IP = 210.255.99.66 : : unknown )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org