| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การทำบุญจำเป็นต้องอธิฐานหรือไม่
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1สวัสดีค่ะคุณเล็ก
ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบนะคะ
ว่าน้องกิ๊ฟยังไม่ได้เป็นผู้รู้
เพียงแต่เป็นผู้ที่ศึกษาตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเท่านั้น
จากปัญหาที่ถามมาว่า การทำบุญที่ถูกต้องนั้นต้องทำอย่างไร
ในการกระทำที่เรียกว่า "บุญ" นี้
หากผู้ทำได้ตั้งเจตนาไว้ว่า
จะกระทำเพื่อมอบประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นนั้น
"บุญ" เช่นนี้ เรียกว่า "ทาน"
..การทำบุญ(ทาน)ให้มีผลมากมีอานิสงส์มากนั้น
จะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนสามประการ คือ
หนึ่งตัวผู้ทำทานจะต้องถึงพร้อมด้วยเจตนา
สองผู้รับทานจะต้องถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา
สามคือสิ่งที่เป็นวัตถุทาน จะต้องมีความประณีตและได้มาโดยชอบ
องค์ประกอบที่สำคัญอย่างแรกคือ เจตนาของผู้ทำทานนั้น จะต้องมีเจตนาที่ครบถ้วนทั้งสามกาลนะคะ คือ ก่อนทำ ..ขณะทำ และหลังกระทำแล้ว และเจตนานี้ก็ต้องประกอบไปด้วยปัญญา(ทิฏฐุชุกรรม)และศรัทธา คือความรู้ว่า สิ่งที่กระทำนี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นการชำระความเศร้าหมองเร่าร้อน คลายจากความหวงแหน ขัดเกลาสันดานตนให้สะอาด และมีความเชื่อหรือความศรัทธาเกี่ยวกับเรื่องกรรม ผลของกรรม เป็นต้น
มิใช่ทำเพื่อหวังโลกียสุข เพราะหากหวังโลกียสุขแล้วนั่นก็คือ เจตนาที่เป็นไปเพราะตัณหาคือความต้องการอยากได้ โดยไม่รู้โทษของการมีชีวิต เป็นเจตนาที่ขวางต่อทางมรรคผล ..เพราะต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อรับสุขเหล่านั้น
แต่ถ้าหากเป็นเจตนาที่ต้องการพระนิพพาน...คือ เจตนาที่ไม่ต้องการชีวิต .... ตรงนี้เรียกว่า เป็นฉันทะคือความพอใจในการพ้นทุกข์ ..ซึ่งแตกต่างความพอใจที่เกิดจากตัณหา
ลำดับต่อมา คือ "ผู้รับ" หรือที่เรียกว่า ปฏิคาหก
ถ้าหากเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว
ก็จะเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐ
นอกจากเจตนาของผู้กระทำในการกระทำทั้งสามกาลและความบริสุทธิ์ในศีล สมาธิ และปัญญาของผู้รับแล้วยังจะต้องประกอบไปด้วย "วัตถุทาน"
หมายถึงสิ่งที่ควรให้ สิ่งที่ควรนำมามอบแก่กัน
มีความประณีต และไม่เป็นโทษแก่ผู้รับ
โดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.พ. 2547 , 11:07:44 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )
สลักธรรม 2การทำบุญที่ครบองค์ประกอบทั้งสามประการดังกล่าว
เป็นการทำบุญที่ควรทำค่ะ
และตรงนี้นี่เองที่ทำไมจึงบอกว่า
ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนเท่านั้นที่จะถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้
เพราะคำสอนในศาสนาอื่นนั้นไม่มีการบอกทางไว้อย่างนี้ หรือชี้แจงให้ทราบเหตุผลอย่างนี้
แม้จะสอนให้กระทำบุญคล้ายๆกัน
แต่ไม่มีส่วนของคำอธิบายที่เกี่ยวกับเรื่องของปัญญาและศรัทธา ๔ นั่นเองค่ะ
เพราะฉะนั้นเมื่อมองย้อนโจทก์ขึ้นไปแล้วก็จะทราบว่า
ผู้ที่ทำทานเพื่อเป็นทางสู่มรรคผลนิพพานนั้นย่อมเป็นผู้ที่มีปัญญา และเป้าหมายที่ตรงและชัดเจนกว่า ผู้ที่เพียงทำเพื่อความสบายใจ หรือทำเพราะคิดว่า เป็นความดี หรือเจตนาที่เพียงลดความตระหนี่ลงเท่านั้น
เพราะตัวผู้ต้องการลดความตระหนี่อาจไม่ทราบว่า แท้จริงแล้วความตระหนี่หรือมัจฉริยะนี้มีโทษอย่างไร หากละแล้วจะเกิดผลดีอย่างไร .....อาจเป็นเพียงความต้องการลดลงโดยไม่มีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องการพระนิพพานหรือการสิ้นสุดทุกข์ก้ได้นะคะ
เช่น เศรษฐี(ผู้ที่มิได้เป็นพุทธศาสนิกชน)ที่ตั้งกองทุนเพื่อสงเคราะห์ผู้ยากไร้ทั้งหลาย ที่มีเป้าหมายเพื่อเจือจานทรัพย์ตนไปสงเคราะห์ผู้อื่นเท่านั้น แต่ไม่ทราบว่า ชีวิตนี้จะต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร
....การกระทำทานหรือบุญเช่นนี้ จึงเป็นไปเพราะมีความไม่รู้ คืออวิชชาเป็นพื้นฐานไงคะ
ซึ่งตรงนี้อาจารย์บุษกรได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้วในกระทู้ที่ ๔๔๖๐ ที่ผู้อ่านหลายท่านยังไม่เข้าใจว่า เหตุใดจึงตอบเช่นนั้นโดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.พ. 2547 , 11:27:30 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )
สลักธรรม 3ทั้งสองสลักธรรมคงจะพอให้ความเข้าใจแก่คุณเล็กได้นะคะ
ต่อไปก็คือคำถามที่สอง
สำหรับคำถามนี้เป็นเรื่องละอียดอ่อนมากๆ
หากตีความตามภาษาที่เขียนมาก็จะต้องบอกว่า
คนที่ ๑ นั้นมีเพียงความศรัทธาประการเดียวในการทำทาน
ส่วนคนที่ ๒ นั้นมีการกระทำที่ขาดเจตนาในการกระทำทาน เพราะการเจริญสติ ไม่ยินดียินร้าย ไม่ยึดมั่น เป็นกิจที่ควรเจริญขณะวิปัสสนากรรมฐาน ส่วนในการทำทานนั้นเจตนาขณะทำที่เรียกว่า มุญจเจตนานั้น คือการมีความพร้อมทั้งกายและใจ น้อมไปในการทำทาน ...
คิดง่ายๆๆนะคะว่า ระหว่างที่เรากำลังมอบของให้ใคร แต่ใจเรากลับปิดกั้นไม่รับรู้ในการกระทำนั้น ...ความโสมนัสย่อมไม่เกิดขึ้น ..หากผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะทราบว่ากุศลดังกล่าวไม่เป็นไปในชั้นยอดเยี่ยมเนื่องจาก "เจตนาแห่งการให้" ได้ขาดหายไป
แต่ถ้าหากบุคคลที่ ๒ มีโยนิโสเช่นนี้ในอารมณ์ต่างๆที่มากระทบก็เรียกว่า เป็นการเบรคอกุศลจิตที่จะเกิดขึ้นได้มากขึ้น ...ซึ่งเป็นประเภทของกุศลที่เป็นภาวนา มิใช่ทานกุศล ...ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนนะคะ
อันดับต่อไปก็คือ เจตนาในกาลต่างๆ
ผู้ที่มีเจตนาดีในเบื้องต้นและท่ามกลาง(ขณะกระทำ)และภายหลัง เป็นไปโดยปราศจากอกุศล ...กุศลนี้จัดว่าเป็นกุศลชั้นสูง
แต่ถ้าหากมีอกุศลเจือปนในกาลใดกาลหนึ่งก็เป็นกุศลที่ต่ำกว่า และในการต่ำกว่ากันนี้ก็ยังแบ่งแยกออกไปอีกว่า หากเจตนาในเบื้องต้นและเบื้องปลายดี ย่อมให้ผลมากกว่าเจตนาในท่ามกลางดี รายละเอียดคงจะไม่ขอกล่าวถึงนะคะโดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.พ. 2547 , 11:50:40 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )
สลักธรรม 4ข้อสุดท้าย เป็นคำตอบของหัวข้อกระทู้ที่ตั้งไว้นะคะ
จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องตั้งอธิษฐาน
จำเป็นค่ะ ถ้าคำอธิษฐานนั้นเป็นการกระทำไปเพื่อตั้งเจตนาให้เกิดความมั่นคง มีเป้าหมาย มีกำลัง มีอำนาจ ที่ภาษาธรรมเรียกว่า มีอธิบดี มีพละ มีอินทรีย์นั่นเองค่ะ และก็เป็นการเจาะจงลงไปด้วยว่าประสงค์สิ่งใด ( เช่น อุทิศแก่ผู้ตาย เพื่อละกิเลส เป็นต้น)แม้กระทั่งพิธีสงฆ์เองก็ให้มีการกล่าวคำถวายทานในวาระต่างๆ ...ตรงนี้แหละค่ะคือการบอกให้ตั้งเจตนาและการอธิษฐานเบื้องต้นให้ทราบ
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง
ก็ยังทรงประกอบการอธิษฐาน
ในการทำกุศลก่อนที่จะตรัสรู้
...ทั้งในครั้งตั้งมโนปณิธาน ..และวจีปณิธาน
...ที่จะพบดัวอย่างนี้เสมอก็คือ
..สมัยที่ทรงเป็นสุเมธดาบส
..ที่ทอดกายถวายชีวิตลงแนบพื้นเพื่อเป็นทางเดินแก่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก
...ที่ทรงตั้งเจตนาเพื่อพระโพธิญาณไงคะ
แต่หากเป็นการตั้งคำอธิษฐานเพื่อขอโลกียสุข ก็ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ..เพราะทำทานก็ต้องได้รับผลของทานอยู่แล้ว...ไม่จำเป็นต้องร้องขอ เพราะยิ่งจะเป็นการย้ำเจตนาแห่งความโลภ
แต่ถ้าหากเป็นการตั้งเจตนาเพื่อนำไปเป็นพาหนะสู่อารมณ์ของมรณาสันกาลก็ควรทำนะคะ จะได้ไม่ตกไปสู่อบายภูมิ ..เช่นเดียวกับการทำบาปที่แม้จะไม่ร้องขอ ผลของบาปก็ติดตามไปให้ได้ทุกเวลาตามความเหมาะสมนั่นเอง
อย่างไรก็ขอให้กลับไปอ่านที่กระทู้ที่อ้างถึงข้างต้นอีกครั้งค่ะ ..เพราะคำว่า "อวิชชา"และ "มิจฉาทิฏฐิ" นั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะพูดกันเพียงสองสามประโยคอย่างนี้
โดยเฉพาะคำว่า "บาป" ที่ผู้มิได้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะไม่ทราบเลยว่า ขณะจิตใจของปุถุชนที่ขาดศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว ขณะจิตที่รับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจนั้นล้วนรับอารมณ์ด้วย"ความไม่รู้เท่าทันกับสภาพธรรมที่มาปรากฏ"ทำให้เกิดการตอบโต้อารมณ์นั้นไปเพราะกิเลส "ความไม่รู้"นั้นแหละคืออวิชชา ซึ่งเป็นรากเหง้าของบาปนั่นเองค่ะ
โดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.พ. 2547 , 12:07:24 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )
สลักธรรม 5อนุโมทนาสาธุครับน้องกิ้ฟ
ที่เจือจานธรรมให้กับคุณเล็ก
ได้อย่างละเอียดดีจังครับผม
และหวังว่าคุณเล็กผู้ถามคงจะตั้งใจอ่านคำตอบ
และได้ประโยชน์กับชีวิตนะครับโดย พี่เณร [10 ก.พ. 2547 , 16:47:23 น.] ( IP = 169.210.4.97 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณค่ะพี่เณร
แอบมาแถมให้คุณเล็กค่ะ
อ่านเพิ่มเติมที่นี่ด้วยนะคะ
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=4469&page=2
โดย น้องกิ๊ฟ [10 ก.พ. 2547 , 20:08:26 น.] ( IP = 202.183.178.196 : : )
สลักธรรม 7อนุโมทนากับน้องกิ๊ฟค่ะ โดย เซิ่น [10 ก.พ. 2547 , 20:17:45 น.] ( IP = 203.170.147.63 : : )
สลักธรรม 8
สวัสดีครับ
คุณเล็กยังไม่ม่อ่านคำตอบ
ก็ขออนุญาติอ่านก่อนนะครับ
น้องกิ๊ฟอธิบายได้แจ่มแจ๋วจัง
อนุโมทนาครับโดย น้องจุก [10 ก.พ. 2547 , 21:54:00 น.] ( IP = 203.118.91.210 : : )
สลักธรรม 9ขอบคุณ คุณน้องกิ๊ฟและทุกท่านที่ช่วยตอบคำถามครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนครับว่าผมมีความรู้เรื่องอภิธรรมไม่มากเลย แต่ก็มีความอยากหลุดพ้นจากทุกข์เหมือนกัน ตามความเข้าใจเดิมของกระผมนะครับ คือผมมอง ทาน ศีล ภาวนาเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันครับกล่าวคือ ถ้าเราฝึกฝนตนเองให้รู้จักเป็นผู้ให้(ทาน)จนเกิดความเคยชิน จะทำให้เราเป็นผู้มีความปารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ เมื่อมีความปารถนาต่อผู้อื่นจึงไม่อยากที่จะเบียดเบียนทำให้เรารักษาศีลได้ง่าย เมื่อเรามีทาน ศีลแล้วเราจึงเป็นผู้เข้าถึงความสงบได้ง่ายจึงเหมาะแก่การภาวนาเพื่อให้เกิดการหลุดพ้นต่อไป ที่นี้ผมขอมองในมุมกลับกันแล้วผมคิดว่าหากการทำบุญนั้นเราไม่หวังผลตอบแทนเลยจิตในขณะนั้นจะเป็นลักษณะเปิดกว้างไม่คับแคบเป็นการฝึกฝนในการลดอัตตาอย่างหนึ่งแล้วแบบนี้จะเป็นไปเพื่อถึงนิพพานไวกว่ามั๊ยเมื่อเทียบกับการทำบุญแล้วเราอธิฐานอยากได้นิพพาน?
ตามความเข้าใจของผมการทำบุญโดยที่เราไม่ได้อธิฐานเป็นคำพูดในใจก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มุ่งนิพพานนะครับ
ในกรณีของพระโพธิสัตว์ที่ท่านทำบุญโดยอธิฐานนั้น ท่านมีเมตตาจิตอย่างมากที่จะช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นทุกข์ ผมจึงคิดว่าน่าจะไม่เหมือนกันครับ
ขอแสดงความคิดเห็นปนความโง่เล็กน้อยแค่นี้นะครับ หวังว่าท่านทั้งหลายจะเมตตาตอบของสงสัยกระผมนะครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกท่านที่ตอบกระทู้ด้วยครับโดย เล็ก [11 ก.พ. 2547 , 19:36:55 น.] ( IP = 203.151.38.3 : : 192.168.9.140 )
สลักธรรม 10สวัสดีค่ะคุณเล็ก
รออยู่ว่าคุณเล็กจะถามต่อหรือเปล่าน่ะค่ะ
เพราะบอกตามตรงว่า คำถามที่เป็นข้อความเพียงสั้นๆนั้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน ...เมื่อเข้าใจไม่ตรงกันแล้ว ธงคำตอบก็เป็นคนละธงกันไปค่ะ
ทาน ศีล ภาวนา ..เรียกได้ว่า เป็นไตรสิกขาของฆราวาส คำถามของคุณเล็กเบื้องต้นนั้นระบุความต้องการเพียงว่า
ซึ่งจะทำให้ชีวิตของฆราวาสเป็นไปอย่างสะดวกสบาย
ทั้งในปัจจุบันชาติและอนาคตชาติ
ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขาสำหรับนักบวชที่ต้องการหลุดพ้น
ซึ่งจะทำให้ชีวิตหมดสิ้นไปไม่ต้องเกิดขึ้นอีก
นับเป็นการสร้างประโยชน์สูงสุดในพระพุทธศาสนา
๑.อยากทราบว่าการทำบุญที่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร?
๒.อยากทราบว่าการทำบุญระหว่างคนสองคนนั้นแตกต่างกันหรือไม่?
๓.อยากทราบว่าการทำบุญนั้นจำเป็นต้องอธิษฐานหรือเปล่า?
ซึ่งก็ได้ตอบไปครบทุกประเด็นแล้วนะคะ
สำหรับในคราวนี้ต้องการทราบว่า
ในขณะทำบุญนั้นไม่หวังผลตอบแทน จะถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้เร็วกว่าผู้ที่อธิษฐานขอพระนิพพานด้วยหรือไม่?
ซึ่งก็คล้ายๆกับคำถามเดิม แต่มีความชัดเจนมากขึ้น
นะคะโดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2547 , 22:34:00 น.] ( IP = 202.129.45.235 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |