มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การทำบุญจำเป็นต้องอธิฐานหรือไม่




กระผมสังเกตเห็นคนส่วนมากเวลาทำบุญมักจะอธิฐานขอสิ่งที่ตนอยากได้เช่นขอให้บุญนี้เป็นปัจจัยให้ถึงพระนิพพานด้วยเถิด ซึ่งกระผมก็เคยอธิฐานขอให้ถึงพระนิพพานโดยเร็วบ้างเหมือนกัน แต่ว่าบางครั้งที่ผมมีความตั้งใจที่จะถวายสิ่งของให้กับพระสงฆ์โดยความศรัทธาต่อศาสนาพุทธและมิได้คาดหวังต่อบุญที่ได้และไม่ได้อธิฐานขอสิ่งใดๆเลยเพียงแต่อยากจะฝึกลดความตระหนี่ของตนลงเท่านั้น กลับรู้สึกว่าอย่างหลังทำให้ผมเกิดกุศลจิตมากกว่าแบบแรก เลยอยากถามท่านผู้รู้ว่าการทำบุญที่ถูกต้องนั้นควรเป็นแบบใดครับ
ข้อ2. ถ้ามีคน2คนถวายปัจจัยให้กับพระสงฆ์
คนที่1รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นดี มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าและศิษย์ตถาคต จึงเกิดปิติขณะทำบุญ
คนที่2 รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นดีเช่นเดียวกับคนที่1และขณะทำบุญนั้นได้เจริญสติไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่ตนกระทำเมื่อเกิดปิติก็ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น กระผมอยากทราบว่าการทำบุญของ2คนนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่ครับ

โดย เล็ก [9 ก.พ. 2547 , 23:26:55 น.] ( IP = 203.151.38.3 : : 192.168.9.145 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

ความเข้าใจที่บอกว่า ทาน ศีล ภาวนานั้นเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน
เป็นความเข้าใจที่ไม่ผิดเลยค่ะ
แต่จะขอเพิ่มความเข้าใจลงไปอีกนิดเกี่ยวกับคำว่า "บุญ" นะคะว่า

บุญเป็นคำที่เราใช้เรียกทั่วไปในการทำความดีโดยเฉพาะการทำทาน การตักบาตร ถวายปัจจัยไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์
จึงทำให้หลายๆคนไม่ทราบว่ายังมีบุญประเภทอื่นที่นอกเหนือจากการทำทานด้วยปัจจัยสี่

ในทางพระพุทธศาสนานั้นแบ่งบุญ (บุญกิริยาวัตถุ)ไว้กว้างๆ ๓ อย่าง และอย่างแคบๆ ๑๐ อย่าง
สามอย่างก็คือ ทาน ศีล ภาวนา
สิบอย่างก็คือ ในหมวดของทานมี ๓ อย่าง คือ ทานมัย ปัตติทานมัย ปัตตานุโมทนามัย
ในหมวดของศีลมี ๓ อย่างคือ ศีลมัย อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย
ในหมวดของภาวนามี ๔ อย่างคือ ภาวนามัย ธรรมสวนมัย ธรรมเทศนามัย ทิฏฐุชุกรรม

การกระทำทานนั้นก็เพื่อทำลายความอิจฉาริษยา และความหวงแหน
การรักษาศีลนั้นก็เพื่อความประพฤติที่ดีงาม กระทำตนเรียบร้อยเป็นประโยชน์น่าชื่นชม
การเจริญภาวนาก็เพื่อสร้างความสงบและอบรมปัญญาให้เจริญ

ในทั้งกุศลทั้งสามหมวดนี้เมื่อพูดถึงองค์ธรรมคือสภาพที่แท้แล้ว(มิใช่คนสัตว์) ก็คือ มหากุศลจิต ๘ ดวง (คงจะไม่อธิบายอีกเช่นกันนะคะ เพราะยาวมากจริงๆ เพียงแต่ขอให้ทราบว่า เป็นกุศลที่ก่อให้เกิดผลที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกเรื่อยๆนั่นแหละค่ะ)

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2547 , 23:03:20 น.] ( IP = 202.129.45.235 : : )


  สลักธรรม 12

เพราะฉะนั้น ในการอธิบายตอนต้นจึงแบ่งแยกให้ทราบว่า การทำทานต่างจากการเจริญภาวนาด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันนั่นเอง

แต่มิใช่จะไม่สามารถเกื้อกูลกันนะคะ เพราะในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการนั้น ถ้าหากเป็นพุทธศาสนิกชนแล้วก็จะมีเรื่องของศรัทธาที่เกี่ยวกับกรรมเข้าไปร่วมในกุศลประเภทต่างๆด้วย ซึ่งความเห็นนี้แหละค่ะที่เป็นนัยหนึ่งของความเห็นถูก (ทิฏฐุชุกรรม)นั่นเอง

ขอยกตัวอย่างเรื่องการถวายทานนะคะ
เริ่มต้นที่มีเจตนาที่จะบำรุงศาสนาทายาท ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้วยทราบว่าท่านเหล่านี้เป็นผู้ปฏิบัติดี เป็นเนื้อนาบุญ เป็นผู้ที่จะทำความสิ้นสุดทุกข์ให้เกิดขึ้น จึงเป็นผู้ควรแก่การอุปการะ ......

ความคิดเช่นนี้ประกอบด้วยความเห็นถูกเป็นเบื้องต้นแล้วค่ะ เพราะเห็นคุณแห่งสมณะพราหณ์ผู้ปฏิบัติดี

ต่อมาก็ไปถวายทาน ซึ่งในระหว่างการถวายนั้นก็มิได้ปรารถนาที่จะไปลาภผลแต่อย่างใด เพียงตั้งใจถวาย พน้อมกายและใจไปเพื่อการถวายทานนั้นด้วยความเคารพในผู้รับ และรู้สึกปิติใจที่ได้กระทำได้สำเร็จเจตนา ....

ความเป็นไปเช่นนี้ประกอบไปด้วยความเรียบร้อยของกายวาจาและใจ มีความประพฤติที่ดี น่าชื่นชมซึ่งเป้นส่วนของศีลเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ประกอบกับการรักษาเจตนาในการถวายทานให้คงอยุ่อย่างสืบเนื่อง ..ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของศีลเช่นกัน เพราะเป็นการรักษาเจตนา ....และในขณะที่ถวายทานนั้นก็ทราบอยู่ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้เป็นกุศล เป็นสิ่งที่ควรกระทำเพราะให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น...ก็จัดว่าเป็นส่วนของปัญญาที่เกิดขึ้น

และในสุดท้ายเมื่อกระทำเสร็จสิ้นแล้วก็มีการอุทิศกุศล แผ่เมตตา และระลึกบูชาผู้มีพระคุณตลอดจนเทวดาทั้งหลายด้วยกายวาจาที่สงบสุภาพ ...

การกระทำในส่วนนี้ก็เป็นส่วนของทั้งทาน ศีล และภาวนารวมอยู่ในกิจกรรมเดียวกัน

จะเห็นว่าทั้งก่อนทำ ขณะทำ และภายหลังการกระทำก็ล้วนมีองค์ประกอบทั้งสามร่วมอยู่ด้วย เพียงแต่ในช่วงไหนจะมีอะไรดดดเด่นกว่ากันเท่านั้นเองค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2547 , 23:28:12 น.] ( IP = 202.129.45.235 : : )


  สลักธรรม 13

และจะขอแบ่งแยกให้คุณเล็กทราบถึงคำว่า "ภาวนา" ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า

ภาวนา ในกลุ่มของ ทาน ศีล ภาวนา นั้น
เป็นภาวนาที่เป็นโลกียกุศลเพียงอย่างเดียวค่ะ

ส่วนภาวนาในกลุ่มของกรรมฐานนั้น
เป็นภาวนาที่เป็นทั้งโลกียกุศลและโลกุตรกุศล
เรียกง่ายก็คือ เป็นกุศลทั้งทางโลกและพ้นโลก
ได้แก่ มรรคจิต และผลจิตนั่นเองค่ะ


เพราะฉะนั้น คำว่าภาวนาเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่ต่างกัน ก็จะมีความหมายที่ต่างกันด้วย
ภาวนาในหมวดของกรรมฐานหมายถึง สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนาเท่านั้น

ซึ่งภาวนาในหมวดของกรรมฐานนี้เท่านั้นเองค่ะที่จะทำให้ถึงมรรคผลนิพพาน แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีรากฐานมาจากภาวนาที่เป็นโลกียกุศลเป็นพื้นฐาน

เพราะการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น อยู่ๆเราจะกำหนดความเป็นไปของชีวิตเพียงครั้งเดียวแล้วจะสำเร็จมรรผลนิพพานก็หาไม่

..จะต้องค่อยๆสะสมคุณงามความดีขั้นพื้นฐานไปทีละนิด ค่อยๆขัดเกลาตนเองไปทีละหน่อย ..จนกระทั่งสะสมบารมีได้มากขึ้น มีความเปี่ยมพร้อมแห่งปัญญา มีปฏิปทาที่ถูกตรง ..ก็จะสำเร็จมรรคผลนิพพานได้ค่ะ

ฉะนั้นก็มาถึงคำตอบแล้วนะคะว่า ใครจะสำเร็จก่อนกัน

ระบุไม่ได้หรอกค่ะว่าจะเป็นใคร เพราะยังมีเรื่องของภาวนาในหมวดของกรรมฐานมาเป็นเงื่อนไขสำคัญนั่นเอง ...ภาวนาในหมวดของกรรมฐานคือการลงมือปฏิบัติโดยตรง มิได้อ้อมค้อมหรือเพียงแต่เป็นความนึกคิดอยู่กับทางโลกและผู้อื่น ..แต่เป็นการสำรวจตรวจตราตนเอง ดูความจริงที่ตนเอง ..ทำลายอวิชชาที่ตนเอง

หากจะเปรียบไปแล้วการทำทาน ศีล ภาวนา ในบุญกิริยาวัตถุนั้นเป็นเพียงการขัดเกลาจิตใจให้คลายจากกิเลสตัณหา และเป็นบาทฐานให้เจริญขึ้นไปสู่การภาวนาในกรรมฐาน ....ส่วนการเจริญอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญาในหมวดของกรรมฐานนั้นเป็นการทำลายอวิชชาและตัณหาโดยตรงเลยค่ะ

ภาวนาที่อยู่ในหมวดธรรมที่ต่างกันจึงมีความต่างระดับกันในพละกำลังด้วยเหตุผลประการฉะนี้

หากผู้ที่อธิษฐานขอด้วยและเจริญอยู่ในวิปัสสนากรรมฐานไปอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง ... ท่านผู้นี้ก็น่าจะสำเร็จได้ก่อนผู้ที่ไม่ตั้งเจตนาเพื่อขอ แต่ก็ไม่เจริญวิปัสสนากรรมฐานนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2547 , 23:56:46 น.] ( IP = 202.129.45.235 : : )


  สลักธรรม 14

ขอแถมท้ายอีกนิดนะคะ ....
ก็อย่างที่คุณเล็กเข้าใจเบื้องต้นแล้วว่า
..การอธิษฐานขอเพียงประการเดียวนั้น
มิได้นำมาซึ่งผลสำเร็จ
..แต่จะต้องมีการกระทำร่วมด้วย

ก็จะขอบอกว่า
หากคุณเล็กสามารถกระทำใจเช่นที่กล่าวมา
ในคำถามครั้งที่สองได้อย่างชำนาญขึ้น
และมีการเจริญวิปัสสนากรรมฐานไปด้วย
...ก็ไม่ต้องห่วงเลยค่ะว่าจะไม่ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ ....

การเปรียบเทียบทางความคิด
อาจนำมาซึ่งความสุขใจและอิ่มใจได้เพียงชั่วคราว
เช่น ถ้าตอบว่าบุคคลที่ไม่อธิษฐานขอพระนิพพานแล้ว
จะถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้เร็วกว่า
... แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่รู้จักการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ในเมื่อคุณเล็กถามมาหลายคำถามแล้ว
คราวนี้น้องกิ๊ฟขอเก็บค่าแรงคืนบ้างนะคะ
โดยจะขอถามบ้างว่า
ในเมื่อคุณเล็กต้องการพระนิพพานเป็นเป้าหมายเช่นนี้
คุณเล็กปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานบ้างหรือไม่




โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.พ. 2547 , 00:11:40 น.] ( IP = 202.129.45.235 : : )


  สลักธรรม 15

คุณเล็กปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานบ้างหรือไม่ ?
ตอบคุณกิ๊ฟครับ ผมไม่เคยไปเข้าคอร์สอบรมนั่ง วิปัสนากรรมฐานที่ไหนเลยหรอกครับ แต่จะซื้อหนังสือมาอ่านเองและถ้าไม่เข้าใจก็จะถามท่านผู้รู้ทั้งหลายแทนครับ ส่วนการลงมือปฏิบัติจริงๆนั้นยังทำได้น้อยอยู่เลยครับ ส่วนมากจะใช้ควบคู่กับการทำกิจวัตรประจำวันนะครับ เช่น ถ้าขับรถก็จะพยายามให้มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมในกายครับ หรือเมื่อตอนเช้าพอใส่บาตรเรียบร้อยแล้วรู้สึกจิตใจเกิดปิติก็พยายามหัดสังเกตดูความปิตินะครับ แต่ก็ทำได้ไม่ถึงครึ่งวันหรอกครับ มันก็ลืมตัวอีกแล้ว ผมคงต้องฝึกฝนมากกว่านี้และที่สำคัญคือต้องมีความเพียรมากกว่านี้ด้วยเพราะตอนนี้ผมยังถูกกิเลสทางโลกชักจูงได้ง่ายอยู่ครับ ซึ่งเมื่อก่อนยังมีความเพียรมากกว่านี้ด้วย

โดย เล็ก [13 ก.พ. 2547 , 00:24:20 น.] ( IP = 203.151.38.3 : : 192.168.9.149 )


  สลักธรรม 16

สวัสดีวันศุกร์สิบสามค่ะคุณเล็ก

น่าสนใจในคำตอบนะคะ
อิอิ..เพียงแต่มันคือคำตอบ..ไม่ใช่คำถาม...
เพราะฉะนั้น ก็ควรปล่อยให้มีสภาพเป็นคำตอบไว้อย่างนี้..อิอิ

แล้วเข้าใจคำอธิบายในเรื่องของ ทาน ศีล ภาวนา ในทางพระอภิธรรมมากขึ้นไหมคะ? ....ไม่เห็นกล่าวถึงเลย..แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ..อนุมานแบบเข้าข้างตัวเองว่า คุณเล็กเข้าใจแล้ว

แต่เพื่อจะขยายความเข้าใจของคุณเล็กเองในสลักธรรม ๑๕ ....ขออนุญาตนำกระทู้นี้มาเป็นของฝากวันวาเลนไทน์นะคะ

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3295

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.พ. 2547 , 10:06:16 น.] ( IP = 203.113.67.38 : : )


  สลักธรรม 17

ในส่วนของการทำทานนั้นประเด็นที่สงสัยเข้าใจแล้วครับและขอนำข้อควานี้มาลงเพราะมีความชัดเจนดี ใน ทานสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ข้อ ๔๙ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้
ทานที่ให้แล้ว มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก และเหตุปัจจัยที่ทำให้ทานที่ให้แล้วมีผลมาก และมีอานิสงส์
มาก ไว้ดังต่อไปนี้
๑. บุคคลบางคน ให้ทานด้วยความหวังว่า เมื่อตายไปแล้ว จักได้เสวยผลของทานนี้
เมื่อตายไป ได้เกิดในเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกา สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่ในเทวโลก
แล้ว ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก ทานอย่างนี้มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก
๒. บุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน เพราะหวังผลของทาน แต่ให้ทานเพราะรู้ว่าทานเป็นของดี
เป็นบุญ เป็นกุศล จึงให้เมื่อตายไป ได้เกิดในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความ
เป็นใหญ่ในเทวโลกแล้ว ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก ทานอย่างนี้มีผลมากแต่
ไม่มีอานิสงส์มาก
๓. บุคคลบางคนไม่ได้ให้ทาน เพราะหวังผลของทาน ไม่ได้ให้ทานเพราะรู้ว่าทานเป็นของดี
แต่ให้ทานเพราะละอายใจที่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษเคยทำมา ถ้าไม่ทำก็ไม่สมควร
ครั้นตายลงได้เกิดในเทวโลกชั้นยามา สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่ในเทวโลกแล้ว ก็
กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก ทานอย่างนี้มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก
๔. บุคคลบางคน ไม่ได้ให้ทานเพราะหวังผลของทาน ไม่ได้ให้ทานเพราะรู้ว่าทานเป็นของดี
ไม่ได้ให้ทานตามบรรพบุรุษ แต่ให้ทานเพราะเห็นสมณพราหมณ์เหล่านั้นหุงหากินไม่ได้ เราหุงหา
กินได้ ถ้าไม่ให้ก็ไม่สมควร ครั้นตายลงได้เกิดในเทวโลกชั้นดุสิต สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความ
เป็นใหญ่ในเทวโลกแล้ว ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก ทานอย่างนี้มีผลมาก
แต่ไม่มีอานิสงส์มาก

โดย เล็ก [13 ก.พ. 2547 , 21:27:38 น.] ( IP = 203.151.38.3 : : 192.168.9.139 )


  สลักธรรม 18

๕. บุคคลบางคน ไม่ได้ให้ทานเพราะหวังผลของทาน ไม่ได้ให้ทานเพราะรู้ว่าทานเป็นของดี
ไม่ได้ให้ทานตามบรรพบุรุษ ไม่ได้ให้ทานเพราะเห็นว่า สมณพราหมณ์หุงหากินไม่ได้ แต่ให้ทานเพราะ
ต้องการจำแนกแจกทานเหมือนกับฤาษีทั้งหลายในปางก่อนได้กระทำมหาทานมาแล้ว เขาตาย
ไปได้เกิดในเทวโลกชั้นนิมมานนารดี สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ก็กลับมาสู่ความ
เป็นอย่างนี้ คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก ทานอย่างนี้มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก
๖. บุคคลบางคน ไม่ได้ให้ทานเพราะหวังผลของทาน ไม่ได้ให้ทานเพราะว่าทานเป็นของดี
ไม่ได้ให้ทานตามบรรพบุรุษ ไม่ได้ให้ทานเพราะเห็นว่าสมณพราหมณ์หุงหากินไม่ได้ ไม่ได้ให้ทานเพราะ
ต้องการจำแนกแจกทานเหมือนฤาษีทั้งหลายในปางก่อนได้กระทำมหาทาน แต่ให้ทานเพราะคิดว่า
เมื่อให้แล้ว จิตจะเลื่อมใสโสมนัสจึงให้ ครั้นตายไปย่อมเกิดในเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวดี สิ้นกรรม
สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ก็กลับมาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือกลับมาเกิดในโลกนี้อีก ทาน
อย่างนี้มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก
๗. บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานเพราะเหตุที่กล่าวแล้วทั้ง ๖ อย่างข้างต้นนั้น แต่ให้
ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต คือให้ทานนั้นเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจหมดจดจากกิเลสด้วยอำนาจของ
สมถะและวิปัสสนา จนได้ฌานและบรรลุเป็นกิเลสด้วยอำนาจของสมถะและวิปัสสนา จนได้ฌานและบรรลุ
เป็นพระอนาคามีบุคคล ตายแล้วได้ไปเกิดในพรหมโลก เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่
ในพรหมโลกแล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมาเกิดในโลกนี้อีก คือปรินิพพานในพรหมโลกนั้นเอง ทานชนิดนี้เป็น
ทานที่มีผลมาก และมีอานิสงส์มาก
สรุปรวมความว่า ทานชนิดใดก็ตาม เป็นปัจจัยให้ต้องเกิดอีก ทานชนิดนั้นแม้มีผลมาก ได้เกิด
ที่ดีมีความสุขอันเป็นทิพย์ แต่ทานนั้นก็ไม่มีอานิสงส์มาก เพราะไม่สามารถจะทำให้หมดจดจากกิเลสได้
ส่วนทานชนิดใดเป็นปัจจัยให้ไม่ต้องเกิดอีก ทานชนิดนั้นชื่อว่ามีผลมากด้วย มีอานิสงส์
มากด้วย เพราะทำให้หมดจดจากกิเลส

โดย เล็ก [13 ก.พ. 2547 , 21:29:46 น.] ( IP = 203.151.38.3 : : 192.168.9.139 )


  สลักธรรม 19

ส่วนการอธิฐานเวลาทำทานนั้น จากการถามผู้รู้ที่เวบลานธรรมเสวนา ผมมีความเข้าใจดังนี้ครับ การอธิฐานคือการตั้งจิตมั่นเพื่อกระทำการบางอย่างให้ลุ่ลวงไปได้ ผมจึงขอสรุปว่าการอธิฐานในสิ่งที่ถูกต้องนั้นจัดเป็นสัมมาทิฐิอย่างหนึ่ง ไม่ได้เป็นกิเลสที่อยากได้นั้นอยากได้นี้
ปล.รู้สึกเกรงใจคุณน้องกิ๊ฟมากที่กรุณาตอบคำถามตั้งมากมายเพื่อให้ผมหายสงสัย

โดย เล็ก [13 ก.พ. 2547 , 21:49:47 น.] ( IP = 203.151.38.3 : : 192.168.9.139 )


  สลักธรรม 20

สวัสดีค่ะคุณเล็ก

พระสูตรนี้อธิบายถึงผลที่ได้รับจากทานไว้มากเลยนะคะ...ที่จริงก็จะยกมากล่าวเหมือนกัน....แต่เห็นว่ายาวมาก ..และเรื่องทานที่คุณเล็กถามมานั้นก็เป็นการถวายในลักษณะจตุปัจจัยไทยทาน... ไม่ได้พูดถึงปาฏิบุคลิกทาน ...เจตนาทาน ..อภัยทาน หรือธรรมทาน ...

มาถึงตรงนี้ก็เป็นที่ชัดเจนว่า คุณเล็กก็มีความเข้าใจในเรื่องของทานและสัมมาทิฏฐิแล้ว ....

ยินดีที่ได้สนทนากันนะคะเพราะทำให้เกิดกุศลมากมายเลยค่ะ ..และขออนุโมทนาในกุศลที่เกิดขึ้นกับคุณเล็กด้วยนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.พ. 2547 , 23:12:10 น.] ( IP = 169.210.4.157 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org