มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อิริยาบท4




เคยเข้าปฏิบัติวิปัสสนาที่อ้อมน้อย พุทธมณฑลสาย5
ทราบจากการเรียนปรมัตถุ์แล้วว่า การนั่ง นอน ยืน เดิน เป็นรูปอิริยาบท4เพื่อถอนความรู้สึกผิดว่าเป็นเราเป็นตัวเป็นตน ความรู้สึกเป็นรูปเป็นนามจริงๆผู้ปฏิบัติจะทราบได้หรือไม่อย่างไร มีที่สังเกตไหมว่าประจักษ์รูปนามจริงแล้ว

โดย กามนิต [12 ก.พ. 2547 , 16:03:52 น.] ( IP = 203.146.128.138 : : 10.0.4.254 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

สวัสดีค่ะคุณกามนิต

อนุโมทนาด้วยค่ะที่มีโอกาสเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

สำหรับคำถามที่ถามมานั้นว่า ผู้ปฏิบัติจะทราบได้หรือไม่อย่างไร

ตอบว่าทราบได้ค่ะ ทราบได้ด้วยตนเอง (หมายถึงรู้ด้วยปัญญา) แม้ไม่ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็พอจะทราบได้แล้วค่ะว่ารูปและนามเป็นอย่างไร ..เพราะได้ผ่านการศึกษามานั่นเอง

คงคัดค้านไม่ได้นะคะว่า ในขณะที่รู้สึกเสียใจ ดีใจ ...ความรู้สึกเหล่านั้นก็คือ นามธรรม ...นี่ก็คือของจริงค่ะ เพียงแต่ในชีวิตประจำวันนั้น เราไม่เคยแยกแยะความจริงให้กระจ่างว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามทวารต่างๆนั้น ..โดยสภาพแท้ๆแล้วเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม

เมื่อมาเข้าปฏิบัติวิปัสสนาก็เรียกว่า เริ่มทำความรู้จักแขกแปลกหน้า ทั้งที่แขกทั้งหลายนั้นก็อยู่กับ "เรา" มาเนิ่นนานแล้ว

...เมื่อมีการสังเกต มีความใส่ใจ มีความระลึกรู้ด้วยสติและปัญญามากขึ้นแล้ว.. จากที่เคยท่องบ่นว่า นั่นนี่เป็นรูป หรือเป็นนาม ...การท่องบ่นก็จะหายไปกลายเป็นความเข้าใจหรือรู้จริงๆว่า นี่แหละคือรูป นี่แหละคือนาม

..เหมือนกับการไปเที่ยวชายทะเลนั่นแหละค่ะ ...เมื่อได้มาเห็นหาดทรายและท้องทะเลด้วยตาตนเองแล้ว ก็คงไม่ต้องมีใครมาบอกแล้วนะคะว่ามาถึงทะเลแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.พ. 2547 , 21:48:26 น.] ( IP = 202.129.45.234 : : )


  สลักธรรม 2

วิธีการโดยละเอียดในการพิจารณาเป็นอย่างไรนั้น ลองอ่าน link ข้างล่างนี้ก่อนนะคะ เพื่อทำความเข้าใจว่า ...ที่ท่านปฏิบัติอยู่นั้นเป็นวิธีการเช่นเดียวกับที่อาจารย์ท่านได้อธิบายไว้หรือไม่ ...การวางใจของท่านแยบคายจริงแล้วหรือไม่

....เพราะผู้ที่เข้าปฏิบัติโดยไม่มีพื้นฐานทางพระอภิธรรมมากพอที่จะปฏิบัติได้และไม่ทราบวิธีการเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่อย่างเพียงพอ ..ก็อาจจะมีความงุนงงสงสัยเพราะไร้หลักแห่งความเข้าใจ

...รวมทั้งอาจยังขาดศรัทธาคือความเชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ด้วยค่ะว่า ...นามรูปปริจเฉทญาณ..ตลอดไปจนถึงปัจจเวกขณญาณนั้นมีจริง

ส่วนผู้ที่มีศรัทธาแล้วอาจจะเป็นอย่างคุณกามนิตหรือใครๆก็แล้วแต่ แม้ว่าขณะนี้ยังไม่แน่ใจในความสำเร็จของการเดินทางไปถึงญาณขั้นต่างๆ ..แต่ก็จะมีความเพียรที่จะเดินทางต่อไปด้วยมุ่งหมายที่จะพบความสำเร็จแต่ละขั้นเหล่านั้นได้ในโอกาสต่อไป...

ขอให้อ่านทำความเข้าใจก่อนนะคะ ....หากยังไม่เข้าใจ...ขอให้แจ้งให้ทราบด้วยนะคะเพื่อจะเข้ามาคุยกันอีกครั้งค่ะ


http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3295



http://www.toursong.com/aphitham/p9/081.htm.

โดย น้องกิ๊ฟ [12 ก.พ. 2547 , 21:51:45 น.] ( IP = 202.129.45.234 : : )


  สลักธรรม 3

ขอบคุณน้องกิ๊ฟที่เอื้อเฟื้อสำหรับน้องใหม่ที่เริ่มรู้จักแหล่งธรรมะอันล้ำค่านี้
ได้อ่านคำสอนของท่านอาจารย์บุษกรทั้งหมดแล้วด้วยความขอบคุณอีกครั้ง
กามนิตเคยอ่านหลักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของท่านอาจารย์แนบ มหานีรานนท์
มาก่อนคิดว่าเป็นแนวทางเดียวกันแต่ยังมีข้อความที่ไม่เข้าใจอีกมาก
1. ขอยกคำสอนบางตอนมาถาม "เพราะความรู้สึกใหม่ยังไม่เกิดขึ้น
เป็นแต่เพียงว่า เราพิจารณาอยู่ ..แต่ว่า ความรู้สึกว่า เป็นรูปแท้ ๆ ยังไม่เกิดขึ้น "
ถามว่า" ความรู้สึกว่า เป็นรูปแท้ ๆ" นั้นเป็นอย่างไร
2." บางที เดินไม่กี่ก้าว รูป ก็หลุดไปแล้วเหลือแต่ เดิน
บางที เดิน ก็ไม่มีเหลือแต่อาการที่ก้าวไปๆ
รู้ในอาการนั้นเท่านั้น เท้าก้าวไปๆ ก็รู้
แต่ไม่มี รูป ไม่มีอะไรทั้งนั้น " .
จากคำสอน เข้าใจว่ามีการรู้ อาการที่ก้าว รู้ว่าเดิน และรู้ว่ารูปเดิน
ขอถามว่าความรู้สึกหรือการรู้ทั้งสามอย่างนี้ต่างกันอย่างไร

โดย กามนิต [13 ก.พ. 2547 , 13:26:15 น.] ( IP = 203.146.128.138 : : 10.0.4.254 )


  สลักธรรม 4

สวัสดีค่ะคุณกามนิต

เข้าใจถูกต้องแล้วค่ะว่าเป็นแนวทางเดียวกัน
เพราะเดิมนั้นท่านอาจารย์แนบ เป็นหนึ่งในคณาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานของมูลนิธิค่ะ สมัยที่ท่านพระอาจารย์บุญมียังมีชีวิตอยู่นั้น ได้เคยจัดการสัมมนาวิปัสสนากรรมฐานระหว่างคณาจารย์สายวิปัสสนาผู้ศึกษาพระอภิธรรม ...ประกอบด้วยคณาจารย์มากมายทั้งพระและฆราวาส ...และก็ได้มีการบันทึกเทปการสัมมนาในครั้งนั้นไว้ด้วยค่ะ...

การที่คุณกามนิตเคยอ่านหนังสือของท่านอาจารย์แนบมาแล้ว ก็คงจะมีความเข้าใจในวิปัสสนากรรมฐานพอสมควรแล้ว สำหรับคำถามที่ยกมาใหม่คือ

๑. "เพราะความรู้สึกใหม่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นแต่เพียงว่า เราพิจารณาอยู่ ..แต่ว่า ความรู้สึกว่า เป็นรูปแท้ ๆ ยังไม่เกิดขึ้น " ถามว่า " ความรู้สึกว่า เป็นรูปแท้ ๆ" นั้นเป็นอย่างไร

ตอบ ก็คือ ความรู้ว่า สิ่งที่จิตรู้(อารมณ์)ในขณะที่กำลังพิจารณาสิ่งที่ปรากฏตามขึ้นตามฐานใดฐานหนึ่งในฐานทั้งสี่นั้น เป็นรูปธรรม มิใช่นามธรรม(คือรูปปรมัตถ์ที่เป็นนิปผันนรูปสามารถกำหนดวิปัสสนาได้)

และมิใช่ด้วยการนึกเอา หรือจำมา แต่เป็นการรู้ว่า ..นี่แหละคือรูปธรรม หรืออาการที่ปรากฏอยู่นี่แหละคือ ส่วนของรูปธรรม อย่างเช่น อิริยาบถต่างๆ

มีความระลึกรู้สึกว่า ขณะนี้รูปธรรมส่วนต่างๆที่มาประชุมกันนี้ ..อยู่ในท่าใด หรืออิริยาบถใด

ไม่ใช่การนึกภาพว่า ขณะนี้ตนเองกำลังนั่ง หรือยืน หรือนอน หรือเดินอยู่ เพราะนั่นเป็นการสร้างภาพขึ้นเองเป็นการจินตนาการ ไม่ใช่ความรู้สึกจริงที่เกิดขึ้น

ความรู้สึกจริงที่เกิดขึ้นก็เพียงรู้เฉยๆว่าอยู่ในอิริยาบถใด อย่างนี้เป็นต้นค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.พ. 2547 , 20:44:41 น.] ( IP = 169.210.5.57 : : )


  สลักธรรม 5

๒." บางทีเดินไม่กี่ก้าว ..รูปก็หลุดไปแล้วเหลือแต่ เดิน.....บางทีเดินก็ไม่มี ..เหลือแต่อาการที่ก้าวไปๆ รู้ในอาการนั้นเท่านั้น เท้าก้าวไปๆ ก็รู้ แต่ไม่มีรูป ไม่มีอะไรทั้งนั้น " .....จากคำสอนเข้าใจว่า มีการรู้อาการที่ก้าว รู้ว่าเดิน และรู้ว่ารูปเดิน ....ขอถามว่าความรู้สึกหรือการรู้ทั้งสามอย่างนี้ต่างกันอย่างไร

ตอบ จากข้อความที่ตัดมาตรงนี้เท่านั้นนะคะ บอกว่า มีการรู้อาการที่ก้าว ....อย่างนี้เป็นการรู้ด้วยสติเพียงประการเดียวเท่านั้น โดยมีความตั้งใจจดจ่ออยู่กับกิริยาท่าทางที่เปลี่ยนไปๆ ในแต่ละขณะ แต่ไม่มีปัญญาเข้าไปรู้ว่า ...อะไรเดิน อะไรเป็นสิ่งที่เคลื่อนไปหรือไหวไป หรือก้าวไป ....แต่ถ้าก่อนหน้านี้มีการกำหนดอยู่ก่อนแล้วว่า "รูปเดิน" และก็พิจารณาไปตามอาการที่ปรากฏในการก้าวไปๆของรูป ก็จะเป็นการรู้อีกชนิดหนึ่งในวิปัสสนาค่ะ

รู้ว่าเดิน ...อันนี้เป็นการรู้อยู่กับบัญญัติ เป็นเพียงจำชื่อเรียกกิริยาท่าทางนั้นๆได้ว่า ชาวโลกเขาเรียกท่าทางนี้กันอย่างไร ซึ่งก็ยังคงเป็นเรื่องของความมีสติเพียงประการเดียว.....แต่ยังจำแนกไม่ได้ว่าโยคาวจรเดินหรือใครเดิน

เช่น นาย ก. กำลังเดินข้ามถนน นาย ก.ไม่จำเป็นต้องมีโยนิโสมนสิการในขณะเดินก็ได้ แต่นาย ก.ก็รู้ได้ว่าตนเองกำลังเดิน ...เพราะฉะนั้น ...ใครเดิน? ผู้ปฏิบัติจึงจะต้องรู้ด้วยว่า ใครเดิน? ...."นาย ก. เดิน" หรือ "รูปเดิน"

รู้ว่ารูปเดิน อันนี้แหละค่ะคือ การมีโยนิโสมนสิการที่ถูกตรงคือ มีสติรู้ว่าอยู่ในกิริยาอาการอย่างใด และมีปัญญาเข้าไปประกอบด้วยว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ในกิริยาอาการเช่นนี้ คือรูปธรรม ...จึงมีการกำหนดว่า "รูปเดิน"

ความเป็น "เราเดิน" ก็ถูกตัดขาดไป ตรงนี้แหละค่ะที่เป็นการรื้อสัญญาไม่ให้วิปลาส ...เป็นการทำลาย "อัตตา" โดยตรงค่ะ

คุณกามนิตคะ ..กว่าจะกำหนดได้รูปนั่งหรือรูปเดินนั้น..จึงมิใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรมมาก่อนเลยค่ะ..เพราะไม่รู้จักว่า "รูป" และ "นาม" เป็นอย่างไรนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [13 ก.พ. 2547 , 21:21:07 น.] ( IP = 169.210.5.57 : : )


  สลักธรรม 6

ต้องขอบอกเป็นประโยคแรกว่า..ดีใจมาก..
เหตุเพราะ..การให้คำตอบที่ยากยิ่งนั้น
บัดนี้น้องกิ้ฟแสดงให้เห็นว่าน้องกิ้ฟทำได้

พี่เณรรู้สึกเช่นนี้ก็เพราะ
ไม่ใช่ว่าน้องกิ้ฟเพิ่งจะรู้พระธรรมเช่นนี้
น้องกิ้ฟรู้มานาน..เช่นเดียวกับอีกหลายๆสิบหลายๆร้อยรู้


แต่เป็นความรู้ที่ตนเองก็ไม่สามารถนำมาสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่ตนและผู้อื่น ซึ่งจะบ่งชี้ว่า..พระธรรมอันล้ำค่า..นับวันจะเลือนลางยิ่ง...

แต่ ณ.ขณะนี้พี่เณรได้รับรู้ว่า ยังๆมีน้องกิ้ฟอยู่ที่เป็นผู้สามารถบอกทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้..ให้แก่เพื่อนร่วมเกิด-ตาย..ได้อย่างถูกต้องไง..นี้และความดีใจของพี่เณรพร้อมทั้งขออนุโมทนานะครับน้องกิ้ฟ

โดย พี่เณร [15 ก.พ. 2547 , 07:58:33 น.] ( IP = 203.149.41.96 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณในกำลังใจที่มอบให้ค่ะพี่เณร
สาธุ...สาธุ...สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ก.พ. 2547 , 22:25:09 น.] ( IP = 169.210.5.41 : : )


  สลักธรรม 8

แจ่มแจ้งจริงๆ น้องกิ๊ฟ........ด้วยความขอบคุณจากใจจริง ขอถามล้ำหน้าสำหรับอารมณ์ที่จะปรากฎต่อไป '' ที่เห็นรูปอิริยาบทที่กำลังกำหนดอยู่ดับไปทั้งที่มิได้เปลี่ยนอิริยาบทใหม่ " อ่านแล้วไม่เข้าใจความเป็นอารมณ์ปัจจุบันของรูปนั้นยังตั้งอยู่ จะว่าดับไปได้อย่างไร แต่ถ้าเปลี่ยนอิริยาบทไม่สงสัย
กำลังเร่งปฏิบัติอยู่เหลือเวลาน้อยเต็มที่อ.ท่านรับรองว่าถ้าปฎิบัติจริงๆและถูกต้องตามหลักฐานอย่างต่อเนื่องภายใน 7 วัน หรือ 7 เดือน ไม่เกิน 7 ปี มีทางบรรลุธรรมแน่นอนอย่างน้อยเพื่อปิดประตูอบายภูมิ

โดย กามนิต [16 ก.พ. 2547 , 10:40:11 น.] ( IP = 203.146.128.138 : : 10.0.4.254 )


  สลักธรรม 9

สวัสดีค่ะคุณกามนิต

ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาในเจตนาอันเป็นกุศลที่จะเร่งปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นให้ได้โดยเร็วนะคะ ..สาธุ

และผู้ที่จะบรรลุธรรมได้อย่างที่รับรองไว้นั้นนอกจากจะต้องมีปัจจัยสำคัญมาสนับสนุนถึง ๔ ประการแล้ว คือ สัปปายะ ๔ ได้แก่ สถานที่ บุคคล อาหาร และธรรม

ตัวผู้ปฏิบัติเองก็จะต้องมีปัญญาบารมีเปี่ยมพร้อมครบถึง ๓ ขั้นด้วยนะคะ คือ

๑. บุคคลผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มี สหชาติปัญญา คือเกิดมาเป็นคนไตรเหตุ (อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ)มีปัญญาติดตัวมาแต่กำเนิด

๒. บุคคลผู้นั้นจะต้องมีปาริหาริกปัญญา คือ จะต้องมีโยนิโสมนสิการมาเป็นอย่างดี

๓. บุคคลผู้นั้นจะต้องมีวิปัสสนาปัญญา ซึ่งวิปัสสนาปัญญานี้จะต้องมีปัญญาสองข้อแรกมาอย่างเต็มที่แล้ว ....

เพราะฉะนั้น การเร่งปฏิบัติอย่างต่อเนื่องภายใน 7 วัน หรือ 7 เดือน ไม่เกิน 7 ปี มีทางบรรลุธรรมได้ประการสำคัญอันดับแรกก็คือ ...เป็นผู้มีปัญญามาตั้งแต่เกิดหรือไม่ ....หากเป็นบุคคลที่มีเพียงสองเหตุแล้ว การมีความเพียรดังกล่าวก็เป็นแต่เพียงการสะสมเสบียงพลังไว้เท่านั้น ยังไม่สามารถออกศึกจนได้ชัยชนะในชาตินี้ได้เลยไม่ว่าใครก็ตาม จะมีความเพียรมากเพียงใดก็ตาม

และก็ขอเรียนให้ทราบด้วยว่าน้องกิ๊ฟเองนั้นก็เป็นเพียงผู้กำลังสะสมเสบียงเท่านั้น ..แม้นามรูปปริจเฉทญาณก็ยังไม่เคยพบ ..เพราะฉะนั้น การตอบคำถามครั้งใหม่นี้ก็จะเป็นการนำทฤษฎีมาตอบนะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2547 , 21:09:32 น.] ( IP = 202.129.46.119 : : )


  สลักธรรม 10

"ที่เห็นรูปอิริยาบทที่กำลังกำหนดอยู่ดับไปทั้งที่มิได้เปลี่ยนอิริยาบทใหม่" ....อ่านแล้วไม่เข้าใจความเป็นอารมณ์ปัจจุบันของรูปนั้นยังตั้งอยู่ จะว่าดับไปได้อย่างไร แต่ถ้าเปลี่ยนอิริยาบทไม่สงสัย

โดยพื้นฐานทางทฤษฎีแล้ว ..รูปธรรมมีอายุอยู่ได้เพียง ๑๗ ขณะจิต หมายถึงว่า มีจิตเกิดดับไปถึง ๑๗ ครั้งแล้วรูปจึงดับไปครั้งหนึ่ง

การเกิดดับของรูปนี้เร็วมาก ในการรับอารมณ์ทางทวารทั้ง ๕ นั้นกว่าจะรู้ว่าเป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไรนั้น ...รูปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเข้ามากระทบก็ต้องเกิดดับไม่รู้กี่ครั้งค่ะ กว่าจิตจะประมวลผลได้ว่าเป็นสิ่งใด ..เพราะฉะนั้นการอยู่ในอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งแม้มิได้เปลี่ยนท่าทางไป ...แต่โดยสภาวของรูปนั้นต้องมีการดับไปๆ

นอกจากนี้การเกิดขึ้นของรูปที่นอกเหนือจากกรรมแล้วก็ยังมีรูปที่เกิดจากจิต อุตุ และอาหาร

...มาพูดถึงรูปที่เกิดจากจิตกันนะคะ..อย่างรูปที่อยู่ในท่านั่งนี่กคือรูปที่เกิดจากจิต ...ในการนั่งนี้ก็ย่อมมีการไหวกายเพราะการหายใจ เป็นต้น

การเคลื่อนไหวนี้ก็ทำให้มีรูปใหม่ๆเกิดขึ้น ...หากมีความระลึกรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาก็จะทราบถึงความเป็นไปเหล่านี้ค่ะ .....นี่คือ พื้นฐานทางทฤษฎี

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2547 , 22:06:34 น.] ( IP = 202.129.46.119 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org