| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถามตอบในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๒๐๐ - ๒๓๑
๔. เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร (๑๑๔) .
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=14&lstart=2849&lend=3381
[๒๐๐] ท่านพระสารีบุตรได้ทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . ความประพฤติทางกายโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑
ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางกายด้วยกัน นั้นทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว? .
-สา. เมื่อเสพความประพฤติทางกายเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความประพฤติท างกายเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความประพฤติทางกายเช่นใดอกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความประพฤติทางกายเช่นนี้ควรเสพ .
[๒๐๑] สา. เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป?
.
-สา. บุคคลเป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม .
[๒๐๒] สา. เมื่อเสพความประพฤติทางกายมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง? .
-สา. บุคคลละปาณาติบาต ละอทินนาทาน ละกาเมสุมิจฉาจาร .
โดย แววตะวัน [14 ก.พ. 2547 , 22:34:01 น.] ( IP = 203.113.37.6 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1[๒๐๓] สา. ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . ความประพฤติทางวาจาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางวาจาด้วยกัน นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว?
.
-สา. เมื่อเสพความประพฤติทางวาจาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความประพฤติทางวาจาเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความประพฤติทางวาจาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความประพฤติทางวาจาเช่นนี้
ควรเสพ .
[๒๐๔] สา. เมื่อเสพความประพฤติทางวาจามีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป? .
-สา. บุคคลมักพูดเท็จ พูดส่อเสียด กล่าวคำหยาบ เจรจาเพ้อเจ้อ .
[๒๐๕] สา. เมื่อเสพความประพฤติทางวาจามีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง? .
-สา. บุคคลละมุสาวาท ละวาจาส่อเสียด ละวาจาหยาบ ละการเจรจาเพ้อเจ้อ .โดย แววตะวัน [14 ก.พ. 2547 , 22:35:16 น.] ( IP = 203.113.37.6 : : )
สลักธรรม 2[๒๐๖] สา. ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . เรากล่าวความประพฤติทางใจโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความประพฤติทางใจด้วยกัน นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว? .
-สา. เมื่อเสพความประพฤติทางใจเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความประพฤติทางใจเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความประพฤติทางใจเช่นใดอกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความประพฤติทางใจเช่นนี้ควรเสพ .
[๒๐๗] สา. เมื่อเสพความประพฤติทางใจมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป? .
-สา. บุคคลเป็นผู้มากด้วยอภิชฌา เป็นผู้มีจิตพยาบาท .
[๒๐๘] สา. เมื่อเสพความประพฤติทางใจมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง? .
-สา. บุคคลเป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท .โดย แววตะวัน [14 ก.พ. 2547 , 22:36:29 น.] ( IP = 203.113.37.6 : : )
สลักธรรม 3[๒๐๙] สา. ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . เรากล่าวความเกิดขึ้นแห่งจิตโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความเกิดขึ้นแห่งจิตด้วยกัน นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว? .
-สา. เมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่งจิต . ( จิตฺตุปฺปาทํ ) . เช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความเกิดขึ้นแห่งจิตเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่งจิตเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความเกิดขึ้นแห่งจิตเช่นนี้ควรเสพ
[๒๑๐] สา. เมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่งจิตมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป?
.
-สา. บุคคลเป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีใจสหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้มีพยาบาทมีใจสหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้มีความเบียดเบียน มีใจสหรคตด้วยความเบียดเบียนอยู่ .
[๒๑๑] สา. เมื่อเสพความเกิดขึ้นแห่งจิตมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง?
.
-สา. บุคคลเป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา มีใจไม่สหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้ไม่มีพยาบาท มีใจไม่สหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน มีใจไม่สหรคตด้วยความเบียดเบียนอยู่ .โดย แววตะวัน [14 ก.พ. 2547 , 22:37:37 น.] ( IP = 203.113.37.6 : : )
สลักธรรม 4[๒๑๒] สา. ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . เรากล่าวความได้สัญญาโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้สัญญาด้วยกัน นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว? .
-สา. เมื่อเสพความได้สัญญาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความได้สัญญาเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความได้สัญญาเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความได้สัญญาเช่นนี้ควรเสพ .
[๒๑๓] สา. เมื่อเสพความได้สัญญามีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป? .
-สา. บุคคลเป็นผู้มากด้วยอภิชฌา มีสัญญาสหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้มีพยาบาท มีสัญญาสหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้มีความเบียดเบียน มีสัญญาสหรคตด้วย
ความเบียดเบียนอยู่ .
[๒๑๔] สา. เมื่อเสพความได้สัญญามีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง? .
-สา. บุคคลเป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา มีสัญญาไม่สหรคตด้วยอภิชฌาอยู่ เป็นผู้ไม่มีพยาบาท มีสัญญาไม่สหรคตด้วยพยาบาทอยู่ เป็นผู้ไม่มีความเบียดเบียน มีสัญญาไม่สหรคตด้วยความเบียดเบียนอยู่ .โดย แววตะวัน [14 ก.พ. 2547 , 22:38:42 น.] ( IP = 203.113.37.6 : : )
สลักธรรม 5[๒๑๕] สา. ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . เรากล่าวความได้ทิฐิโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้ทิฐิด้วยกัน นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว? .
-สา. เมื่อเสพความได้ทิฐิเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความได้ทิฐิเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความได้ทิฐิเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความได้ทิฐิเช่นนี้ควรเสพ .
[๒๑๖] สา. เมื่อเสพความได้ทิฐิมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป? .
-สา. บุคคลเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ
ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกไม่มี .
[๒๑๗] สา. เมื่อเสพความได้ทิฐิมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง? .
-สา. บุคคลเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผลสังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกมีอยู่ .โดย แววตะวัน [14 ก.พ. 2547 , 22:40:24 น.] ( IP = 203.113.37.6 : : )
สลักธรรม 6[๒๑๘] สา. ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . เรากล่าวความได้อัตภาพโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ไม่ควรเสพอย่าง ๑ ทั้ง ๒ อย่างนั้น แต่ละอย่างเป็นความได้อัตภาพด้วยกัน นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว?
.
-สา. เมื่อเสพความได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ความได้อัตภาพเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพความได้อัตภาพเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ความได้อัตภาพเช่นนี้ควรเสพ .
[๒๑๙] สา. เมื่อเสพความได้อัตภาพมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป? .
-สา. เพราะบุคคลที่เกิดมา ครองการได้อัตภาพอย่างบกพร่อง เป็นผู้ไม่สมประกอบเป็นเหตุ อกุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง กุศลธรรมจึงเสื่อมไป .
[๒๒๐] สา. เมื่อเสพความได้อัตภาพมีรูปอย่างไร อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง? .
-สา. เพราะบุคคลที่เกิดมา ครองการได้อัตภาพอย่างไม่บกพร่อง เป็นผู้สมประกอบเป็นเหตุ อกุศลธรรมจึงเสื่อมไป กุศลธรรมจึงเจริญยิ่ง .โดย แววตะวัน [14 ก.พ. 2547 , 22:41:46 น.] ( IP = 203.113.37.6 : : )
สลักธรรม 7[๒๒๘] สา. ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . เรากล่าวรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว? .
-สา. เมื่อเสพรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง รูปที่รู้ได้ด้วยจักษุเช่นนี้ควรเสพ . ( เสียงที่รู้ได้ด้วยโสต กลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ รสที่รู้ได้ด้วยชิวหา โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโนก็เช่นเดียวกัน ) .
[๒๓๑] สา. ข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ว่า . เรากล่าวจีวรโดยส่วน ๒ คือ ที่ควรเสพอย่าง ๑ ที่ไม่ควรเสพอย่าง ๑ นั่นพระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอะไรตรัสแล้ว? .
-สา. เมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป จีวรเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง จีวรเช่นนี้ควรเสพ . ( บิณฑบาต เสนาสนะ บ้าน นิคม นคร ชนบท บุคคลก็เช่นเดียวกัน ) .
จบ เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร ที่ ๔ .
ขอบคุณที่สนใจอ่านครับ.
โดย แววตะวัน [14 ก.พ. 2547 , 22:43:16 น.] ( IP = 203.113.37.6 : : )
สลักธรรม 8
เป็นพระสูตรขนาดยาวและมีเนื้อหาครอบคลุมกรรมบถ พยายามอ่านด้วยความตั้งใจ..อ่านไปๆก็เกิดความคิดที่จะสรุปประเภทที่ควรเสพไม่ควรเสพออกมาให้เห็นกันชัดๆ (ถ้าพอมีเวลา)...เพราะโดยสรุปแล้วก็มีเนื้อหาปรากฏอยู่ในปริจเฉทที่ ๕ ตอนที่ ๒ แล้ว..ซึ่งพระสูตรนี้สามารถนำไปเป็นส่วนอธิบายสภาวธรรมในบทเรียนดังกล่าวได้มากเลยค่ะ ..ขอบคุณมากค่ะคุณแววตะวัน
โดย น้องกิ๊ฟ [14 ก.พ. 2547 , 23:12:06 น.] ( IP = 169.210.5.199 : : )
สลักธรรม 9น่ายินดีมากครับที่คุณน้องกิ๊ฟพยายามอ่านอย่างตั้งใจ
เรื่องความคิดที่จะสรุปนั้นผมขออนุญาตทักท้วง
สักหน่อยนะครับว่า ไม่ควรจะสรุปออกมาครับ
พระสูตรนั้นเป็นพระปัญญาของพระพุทธองค์
ลึกซึ้งเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้ครับ
การศึกษานั้นมีแต่จะต้องขยายออกไป เจาะลึกลงไป
เพื่อความชัดครับ ( ด้วยเหตุนี้จึงต้องศึกษาอภิธรรม )
การสรุปนั้นไม่สามารถทำให้ธรรมของพระพุทธองค์ชัดได้นะครับ ( ธรรมของพระองค์ไม่เหมือนความรู้
แบบอื่นที่สรุปออกมาได้ )
สิ่งที่ผมทำออกมานี้ก็ค่อนข้างเสี่ยงมากอยู่แล้วครับ
เพราะถ้าผู้อ่านเข้าใจว่าอ่านแต่เพียงแค่นี้ก็พอแล้ว
ผมก็แย่ครับ
แต่ถ้าผู้อ่าน อ่านแล้วสนใจว่าพระไตรปิฎกตัวจริงนั้น
มีรายละเอียดอะไรเพิ่มขึ้นมากกว่านี้
ได้พบว่ามีสิ่งสำคัญอีกมากมายที่ต้องค้นหา
ผมก็ดีไปครับ.
โดย แววตะวัน [16 ก.พ. 2547 , 00:53:03 น.] ( IP = 203.113.37.9 : : )
สลักธรรม 10สวัสดีค่ะคุณแววตะวัน
ขออภัยนะคะที่ใช้ภาษาผิดไปหน่อยนึง
คำว่า"สรุป" นี้หมายถึง เลือกมาเฉพาะหัวข้อและความหมายตามที่ปรากฏในพระสูตรนั่นแหละค่ะ
ที่ถูกแล้วควรใช้คำว่า โน๊ตย่อ...มากกว่าเพื่อที่จะได้จดจำง่ายขึ้นในแต่ละหมวดหมู่...
ขออภัยด้วยนะคะ..![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [16 ก.พ. 2547 , 07:49:04 น.] ( IP = 169.210.5.18 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |