มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ถามตอบในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๓ - ๒๘๑




๗. มหาจัตตารีสกสูตร (๑๑๗)
.
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=14&lstart=3674&lend=3873


[๒๕๓] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย . ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน? .
          -พ. ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แลเรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง .

[๒๕๔] พ. บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน . ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร? .
          -พ. ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฐิ .

[๒๕๕] พ. ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน? .
          -พ. ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล…ฯลฯ… สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ….เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี
.

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:42:43 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

[๒๕๖] พ. ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน? .
          -พ. เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ . ( เกี่ยวข้องกับอาสวะ ) . เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ . ( อนาสโว = ไม่มีอาสวะ : อนาสวํ = พระนิพพาน ) . เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ .

[๒๕๗] พ. สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน? .
          -พ. คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล…ฯลฯ… สมณพราหมณ์…รู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ .

[๒๕๘] พ. ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน? .
          -พ. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรคของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค
เจริญอริยมรรคอยู่
.

          ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายาม ของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ .

          ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ .

          ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:44:17 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 2

[๒๕๙] พ. บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน . ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร? .
          -พ. ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ รู้จักสัมมาสังกัปปะว่าสัมมาสังกัปปะ ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฐิ .

[๒๖๐] พ. ก็มิจฉาสังกัปปะเป็นไฉน? .
          -พ. คือ ความดำริในกาม ดำริในพยาบาท ดำริในความเบียดเบียน .

[๒๖๑] พ. ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน?
.
          -พ. เรากล่าวสัมมาสังกัปปะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑
.

[๒๖๒] พ. ก็สัมมาสังกัปปะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน? .
          -พ. คือ ความดำริในเนกขัมมะ ดำริในความไม่พยาบาท ดำริในความไม่เบียดเบียน .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:47:50 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 3

[๒๖๓] พ. ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคเป็นไฉน? .
          -พ. ความตรึก . ( ตกฺโก ) . ความวิตก . ( วิตกฺโก ) . ความดำริ . ( สงฺกปฺโป ) . ความแน่ว . ( อปฺปนา ) . ความแน่ . ( พฺยปฺปนา ) . ความปักใจ . ( เจตโส อภินิโรปนา = การกำหนดใจให้มั่นคง การปักใจเชื่อ ) . วจีสังขารของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรคเจริญอริยมรรคอยู่
.

          ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ .
          ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่ สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ .

          ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะของภิกษุนั้น .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:49:13 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 4

[๒๖๔] พ. บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน . ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร? .
          -พ. คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาวาจาว่ามิจฉาวาจา รู้จักสัมมาวาจาว่าสัมมาวาจา ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฐิ .

[๒๖๕] พ. ก็มิจฉาวาจาเป็นไฉน? .
          -พ. คือพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เจรจาเพ้อเจ้อ .

[๒๖๖] พ. ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน? .
          -พ. เรากล่าวสัมมาวาจาเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค
อย่าง ๑
.

[๒๖๗] พ. ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน? .
          -พ. คือ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:50:21 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 5

[๒๖๘] พ. ก็สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน? .
          -พ. ความงด ความเว้น ความเว้นขาด เจตนางดเว้น จากวจีทุจริตทั้ง ๔ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ .

          ภิกษุย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่อบรรลุสัมมาวาจาอยู่ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ .

          ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาวาจาได้ มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ .

          ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาวาจาของภิกษุนั้น
.

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:51:15 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 6

[๒๖๙] พ. บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน . ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร?
.
          -พ. คือ ภิกษุรู้จักมิจฉากัมมันตะว่ามิจฉากัมมันตะ รู้จักสัมมากัมมันตะว่าสัมมากัมมันตะ ความรู้ของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฐิ .

[๒๗๐] พ. ก็มิจฉากัมมันตะเป็นไฉน? .
          -พ. คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร .

[๒๗๑] ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน? .
          -พ. เรากล่าวสัมมากัมมันตะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ .

[๒๗๒] พ. ก็สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์เป็นไฉน?
.
          -พ. คือ เจตนางดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:52:35 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 7

[๒๗๓] ก็สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคเป็นไฉน? .
          -พ. ความงด ความเว้น เจตนางดเว้นจากกายทุจริตทั้ง ๓ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ .

          ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่อบรรลุสัมมากัมมันตะ ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ .

          ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉากัมมันตะได้ มีสติบรรลุสัมมากัมมันตะอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ .

          ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมากัมมันตะของภิกษุนั้น .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:53:42 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 8

[๒๗๔] พ. บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน . ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร? .
          -พ. คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่ามิจฉาอาชีวะ รู้จักสัมมาอาชีวะว่าสัมมาอาชีวะ .

[๒๗๕] พ. ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน? .
          -พ. คือ การโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผิด การเอาลาภต่อลาภ .

[๒๗๖] พ. ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน? .
          -พ. เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง ๑ สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ .

[๒๗๗] พ. ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน? .
          -พ. คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:54:51 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 9

[๒๗๘] พ. ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน? .
          -พ. ความงด ความเว้น เจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ .

          ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ .

          ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ .

          ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:55:49 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )


  สลักธรรม 10

[๒๗๙] พ. บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน . ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร? .
          -พ. คือ เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ .
          เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ .
          เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ .
          เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้ .
          เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้ .
          เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้ .
          เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ .
          เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้ .
          ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐ .

โดย แววตะวัน [17 ก.พ. 2547 , 23:56:50 น.] ( IP = 169.210.5.47 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org