| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เชตวันมหาวิหาร
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1เป็นระยะเวลาถึง ๒๕ ปี ที่พระพุทธองค์ทรงยับยั้งจำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาวัตถี โดยประทับอยู่ที่เชตวนารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ๑๙ ปี และที่บุพพารามของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ๖ ปี ณ เมืองสาวัตถีแห่งนี้พระพุทธองค์ทรงตรัสพระสูตรที่สำคัญและเป็นที่รู้จักกันดี เช่น มงคลสูตร ธชัคคสูตร คิริมานนทสูตร และสัปปุริสธรรมสูตร เป็นต้น
ผู้ที่เจริญใจอยู่ในการสวดมนต์ภาวนาและพอที่จะมีความรู้ทางภาษาบาลีบ้าง ก็จะทราบว่า พระสูตรที่นำมาสวดเป็นพระปริตต์เพื่อยังความศิริมงคล และอัญเชิญอานุภาพแห่งพระพุทธคุณมาสู่ตนนั้น เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ณ อารามใด .... เพราะพระอานนท์พุทธอนุชาผู้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ได้กล่าวรจนาแสดงสถานที่ไว้ในคำขึ้นต้นทุกครั้งว่า ...
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา
สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน
อนาถบิณฑิกสฺส อาราเม....ฯลฯ
ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระ) ได้ฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร
อารามของท่านอนาถบิณฑิกคหบดี ใกล้กรุงสาวัตถี...ฯลฯ
โดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:25:12 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 2เช้าวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
อากาศยังคงค่อนข้างเย็น
หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว
เจ้าหน้าที่ของเอ็น.ซี ทัวร์
ได้นำอาจารย์บุษกร และคณะศิษย์กว่าร้อยชีวิตออกเดินทางจากที่พักไปสู่เชตวันมหาวิหารด้วยยานพาหนะที่ทันสมัย และอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากถ้อยคำแห่งมิตรภาพของพระวิทยากรทั้ง ๔ รูป
คือ พระมหาโกวิท, พระมหาสัมฤทธิ์, พระมหาวิเชียร และพระมหาบวรวิทย์
ซึ่งท่านเจ้าคุณพระราชโพธิวิเทศได้กรุณาจัดทุกท่านมาเป็นผู้ให้ความรู้แก่คณะของเราตลอดการเดินทาง และแต่ละท่านได้ให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศอินเดีย และสังเวชนียสถานในแง่มุมที่น่าสนใจแตกต่างกัน
ในระหว่างการเดินทางไปสู่เชตวันมหาวิหารนั้น ก็อดนึกทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในวันวานมิได้ ... เมื่อวานนี้คณะของเราได้ซาบซึ้งดื่มด่ำกับการทำกุศลทาน และกล่าวคำปฏิญาณที่จะมุ่งมั่นกระทำความดีต่อหน้าเสาหลักของพระเจ้าอโศกที่ลุมพินีสถานไปแล้ว แม้ในวันนี้เชตวันมหาวิหารจะมิได้ถูกจัดไว้ในพุทธสังเวชนียสถาน แต่ก็เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในพระพุทธศาสนาโดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:28:42 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 3และทันทีที่เข้าสู่อาณาเขตของเชตวนาราม ก็พลันให้ระลึกนึกถึงว่า บนพื้นถนนเดียวกันนี้ เมื่อหลายพันปีก่อน ได้มีพระราชา พระมเหสี พระราชบุตร พระราชธิดา เสนามหาอำมาตย์ เศรษฐีคหบดี อุบาสกอุบาสิกา และนักบวชนอกศาสนาทั้งหลาย ต่างพากันเดินเข้ามาสดับพระธรรมเทศนา และไต่ถามปัญหาจากพระบรมศาสดา บ้างก็บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล บ้างก็ถึงซึ่งพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นไปตามบารมี แต่ยังมีบางพวกที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทิฏฐิให้เป็นสัมมาได้ เช่น นางจิญจมาณวิกา และอาจารย์เดียรถีร์ทั้งหลาย เพราะเป้าหมายของพวกเขาเหล่านั้นมิได้ปรารถนาการสดับธรรม แต่ปรารถนาการท้าทาย การทำลาย และการอวดตน
ในบัดนี้ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามีเพียงซากปรักหักพัง ปกคลุมไปด้วยพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ปรากฏสภาพอาคารที่สมบูรณ์ในส่วนใดส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณ จึงยังความสลดใจให้หวนคำนึงว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ที่มาสายไปเสียแล้ว มายังเชตวนารามในเวลาที่สิ้นพระบรมศาสดาและพระอริยสาวกสาวิกา จะยังประโยชน์อันใดให้เกิดขึ้นแก่ปัญญาของตนเล่า คงไม่แตกต่างไปจากผู้ที่มีจักษุและโสตพิการ จึงไม่อาจยลยินความรุ่งเรืองของเชตวันมหาวิหารนี้ได้ มีเพียงกองอิฐอันเป็นโครงร่างของฐานอาคารที่ปรากฏกายต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนจากแดนไกลด้วยความสงบนิ่ง ไร้ซึ่งสรรพสำเนียงไถ่ถามถึงความเหนื่อยยากในการเดินทาง
พระมหาโกวิทได้นำคณะของพวกเราเข้าชมเชตวนาราม โดยเริ่มต้นที่กุฏิของพระอุบาลี กุฏิพระอรหันต์แปดทิศ ....ไปจนกระทั่งถึงกุฏิของพระสิวลี ซึ่งพระมหาบวรวิทย์ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับพระสิวลีไว้ว่า .... พระสิวลีเป็นผู้ที่ไม่เคยมีคำว่าขาดแคลน แม้ในครั้งหนึ่งที่พระบรมศาสดาจะเสด็จไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งทุรกันดาร ยังทรงถามว่า สิวลีไปด้วยหรือไม่ พระสิวลีท่านนี้พระพุทธองค์ทรงตั้งให้เป็นเอตทัคคะด้านลาภสักการะ
โดย น้องกิ้ [18 ก.พ. 2547 , 14:32:11 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 4ณ เบื้องหน้ากุฏิของพระสิวลี อาจารย์บุษกรได้นำคณะศิษย์จุดธูปเทียนบูชาและกล่าวคำตอนหนึ่งว่า .... ฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลายจะขอเพียรดำเนินตามรอยทางบุญ..อันมีทาน เป็นต้น เพราะข้าพเจ้ามั่นใจว่า.. ผลของทานนั้นย่อมเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เป็นที่มาของทรัพย์ทั้งหลาย ผู้ให้ย่อมได้รับความสุขฯ อานิสงส์ ๑๑ ประการนี้ เป็นผลของทานโดยตรง ...ขอการกระทำทานที่ผ่านมาของข้าพเจ้าทั้งหลาย จงเป็นพลวปัจจัยให้ข้าพเจ้ามีอุปนิสัยทำลายความมัจฉริยะ เป็นผู้มั่งคั่งในทานจนสำเร็จบารมีได้โดยไวฯ
ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านบังละอองแสงแห่งดวงอาทิตย์ ยังความร่มครึ้มและเยียบเย็นให้แก่คณะของมูลนิธิที่พากันนั่งพับเพียบพนมมืออยู่ด้วยความสำรวม และในท่ามกลางความสงบนั้น กระแสเสียงที่สดใสได้ก้องกังวานขึ้นอย่างชัดเจนอีกครั้งว่า ...นับเป็นบุญของข้าพเจ้าทั้งหลายที่ได้มานั่งอยู่หน้ากุฏิของพระโมคคัลลานะผู้ทรงฤทธิ์ ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลายสามารถมีฤทธิ์ทางใจเหนือกิเลส สามารถกระทำกรรมฐานให้สำเร็จมีฤทธิ์เกินกามภพ รูปภพ และอรูปภพ เพื่อให้ได้ชัยชนะพระนิพพานได้โดยเร็วฯ.
โดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:35:58 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 5และโดยที่ยังมิได้ทันเคลื่อนย้ายหมู่คณะ เพราะถัดไปจากกุฏิของพระโมคคัลลานะคือกุฏิของพระสารีบุตรอัครสาวกฝ่ายขวา อาจารย์บุษกรได้นำคณะศิษย์กล่าวคำบูชาและกราบนมัสการว่า ...ด้วยความศรัทธาและเคารพยิ่งในพระสารีบุตรผู้มีปัญญารู้ได้ร้อยนัยพันนัย ท่านผู้แตกฉานด้วยปัญญาบารมี ขอกุศลอันประกอบไปด้วยความศรัทธาของข้าพเจ้าทั้งหลายนี้ จงเป็นพลวปัจจัยให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ฟังง่าย ไม่ว่าดื้อ สามารถถือศรัทธาเพื่อกระทำปัญญาให้รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องราวของชีวิต และสามารถมองเห็นพระไตรลักษณ์อันได้แก่สัมมสนญาณเป็นต้นไปได้โดยเร็วเทอญ
เวลาที่ผ่านพ้นไปพร้อมกับความดื่มด่ำศรัทธาในปฏิปทาของพระอัครสาวกทั้งสอง ยังความละเมียดละไมให้บังเกิดขึ้นในอากัปกิริยาของพวกเราทั้งหลาย หมู่คณะของเราค่อยๆเคลื่อนย้ายด้วยความสำรวมอินทรีย์ไปสู่ร่มโพธิมณฑลอันมีนามว่า อานันทโพธิ์
โดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:41:06 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 6อานันทโพธิ์ คือ โพธิ์ที่ปลูกจากเมล็ดของต้นโพธิ์ตรัสรุ้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ......ในสมัยหนึ่งที่พระบรมศาสดาจะเสด็จไปประกาศพระศาสนายังคามนิคมชนบทอื่น มิได้ประทับอยู่ ณ เชตวนาราม พระอานนท์พุทธอุปัฏฐากปรารถนาจะมีสิ่งเคารพบูชาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงขอให้พระโมคคัลลานะเหาะไปยังพุทธคยา นำเมล็ดแห่งต้นโพธิ์ตรัสรู้มา แล้วนำขึ้นถวายพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงให้ปลูกเมล็ดโพธิ์ดังกล่าวท่ามกลางประชุมชนโดยมีพระองค์เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นประธานฝ่ายฆราวาส เมื่อเสร็จพิธีแล้วทรงมอบให้พระอานนท์เป็นผู้ดูแลดุจเดียวกับการอุปัฏฐากพระพุทธองค์
..... ในทางประวัติศาสตร์นั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่า อานันทโพธิ์ได้มีการปลูกทดแทนต้นเดิม จึงถือกันว่า เป็นต้นโพธิ์เพียงต้นเดียวในสมัยพุทธกาลที่ยังมีอายุยืนยาวอยู่มาถึงปัจจุบันนี้
ณ เบื้องหน้าอานันทโพธิ๋ สองมือของอาจารย์บุษกรได้น้อมประคองทูนผ้ากาสาวพัตร์ขึ้นเสมอศีรษะแล้วสงบนิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เสียงที่เคยก้องกังวาน กลับแผ่วเบาเจือด้วยเสียงสะอื้น นำกล่าวบูชาสักการะอานันทโพธิ์ว่า ....โดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:44:14 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 7ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมานั่งใต้ร่มโพธิ์อันประดุจต้นเดียวกับโพธิ์แห่งการตรัสรู้ ซึ่งเป็นร่มโพธิ์ใจที่จะให้สุขอันนิรันด์ โดยจะต้องเจริญรอยตามทางมรรคอันได้แก่ศีล สมาธิ และปัญญา ข้าพเจ้ามีเจตนาที่จะสร้างศรัทธาและยกผ้ากาสาวพัตร์ขึ้นเป็นที่สูงสุดแห่งชีวิต ฯ ...มาบัดนี้ ข้าพเจ้าจึงพร้อมด้วยศรัทธาปสาทที่จะเพียรละความโลภ ความโกรธ และความหลงให้ได้ ....และขอสร้างทางแห่งชีวิตให้มีโอกาสบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ดำเนินทางตรงในพระพุทธศาสนา มีโอกาสศึกษาคันถธุระ และกระทำวิปัสสนาธุระ ...ข้าพเจ้าขอยอกรประณตน้อมด้วยเศียรเกล้า และขอถือเอาผ้าห่มโพธิ์นี้เป็นพลวปัจจัยให้อนาคตของข้าพเจ้ามีโอกาสครองผ้ากาสาวพัตร์ เพื่อสลัดออกจากกิเลสเป็นให้สำเร็จพระอรหันต์ได้โดยเร็ว...
แม้จะยังไม่สิ้นสุดแห่งการเยี่ยมชมพระเชตวนาราม ความสลดใจในเบื้องแรกที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นซากปรักหักพังของอาคารสถานได้ลดน้อยถอยลง ความปีติและกำลังใจกลับพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ เนื่องมาจากคำอธิษฐานที่ได้กล่าวตามอาจารย์บุษกรตลอดมา นับตั้งแต่เบื้องหน้ากุฏิพระสิวลี ...พระโมคคัลลานะ..พระสารีบุตร และอานันทโพธิ์ ...
ในวันนี้....แม้ว่าจะมาช้าไปถึงสองพันกว่าปี แต่ก็ยังมีโชคดีที่ได้ร่วมทางกับผู้มีปัญญา ซึ่งเป็นผู้สามารถนำพาจิตใจของหมู่คณะให้ฮึกเหิมท่ามกลางซากปรักหักพังนี้ได้ จึงทำให้ระลึกถึงพระพุทธดำรัสที่ตรัสตอบพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ...ฯ ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกันนานๆ ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยการงาน กำลังใจพึงรู้ได้ในเวลามีอันตรายและพึงรู้ได้โดยกาลนานๆ ..ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนากัน และต้องสนทนานานๆฯ..... ซากปรักหักพังในวันนี้จึงเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก แต่ภายในจิตใจของทุกคนนั้นได้เริ่มปลูกสร้างรากฐานอันมั่นคงแห่งไตรสิกขาขึ้นทีละน้อยแล้ว
โดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:47:13 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 8จากอานันทโพธิ์ไปสู่ที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การอธิบายของพระวิทยากรยังคงความเข้มขลัง ดึงดูดใจให้ติดตามฟังอย่างไม่ลดละ
แต่เมื่อถึงเว็จกุฎีของพระพุทธองค์ คำอธิบายของพระมหาโกวิทเกี่ยวกับเว็จกุฎีแห่งนี้ทำให้นึกถึงพระราหุลพุทธชิโนรสด้วยความสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านเล่าว่า....
ในครั้งที่อุบาสกแห่งเมืองอาฬวีกล่าวเพ่งโทษภิกษุนวกะที่นอนร่วมอยู่กับพวกอุบาสกที่ศาลาฟังธรรมว่า ไฉนภิกษุเหล่านี้จึงเป็นผู้เผลอสติ ไม่รู้สึกตัวเปลือยกาย นอนละเมอและกรนอยู่เล่า ....เมื่อพระพุทธองค์ทราบแล้ว ทรงติเตียนการกระทำนั้น อันเป็นเหตุให้ประชุมชนขาดความเลื่อมใส จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันเป็นปาจิตตีย์ ...คำว่าอนุปสัมบัน หมายถึงผู้ที่มิใช่ภิกษุ แม้สามเณรก็เป็นอนุปสัมบัน ..ในเวลานั้น พระราหุลยังเป็นสามเณรไม่มีที่พักนอนในเชตวนาราม ภิกษุทั้งหลายกริ่งเกรงจะต้องอาบัติหากให้สามเณรราหุลนอนด้วย จึงไม่มีภิกษุรูปใดให้สามเณรราหุลนอนที่เดียวกับตน พระราหุลจึงไปนอนที่เว็จกุฎี .....ในเพลาเช้าพระผู้มีพระภาคเสด็จไปเว็จกุฎี ทรงพบสามเณรราหุลที่นั่น ฯ.
เมื่อความสลดใจในความเป็นไปของพระราหุลล่วงพ้นไปแล้ว กลับมีความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในภิกษุผู้รักษาศีลสิกขาอย่างเคร่งครัด ไม่ล่วงละเมิดพุทธบัญญัติของพระบรมศาสดา ความมั่นคงของพระศาสนาจึงสืบทอดยั่งยืนมาได้จนกระทั่งปัจจุบัน และก็อดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับความเคร่งครัดในศีลของภิกษุสมัยนี้ แต่แล้วคำสอนของอาจารย์บุษกรเมื่อครั้งอยู่ที่อภิธรรมมูลนิธิได้เคยนำพระพุทธดำรัสเกี่ยวกับความเสื่อมของพระศาสนาและพระสัทธรรมมากล่าวให้พวกเราฟังนั้นก็หลั่งไหลเข้ามาเตือนสติว่า
โดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:51:00 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 9.... ในกาลใดที่สัทธรรมปลอมเกิดขึ้นในโลก ในกาลนั้นพระสัทธรรมย่อมอันตรธานไปฯ ....ธาตุดิน หาทำพระสัทธรรมให้อันตรธานได้ไม่ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมก็ทำให้พระสัทธรรมอันตรธานไม่ได้เช่นเดียวกัน โดยที่แท้ผู้ที่จะทำพระสัทธรรมให้อันตรธานนั้นคือ โมฆบุรุษ ซึ่งเกิดในธรรมวินัยนี้ฯ...เหตุที่พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานมีอยู่คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคารพในการศึกษา และไม่เคารพในสมาธิฯ...
เมื่อระลึกได้เช่นนี้แล้วจึงทำให้ต้องหันกลับมามองที่ตนเองว่า ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัททั้งสี่ .... ความเคารพในพระรัตนตรัย และความใส่ใจในการศึกษาคันถธุระของตนเองนั้นนั้นมีเพียงพอที่จะพ้นจากคำว่า โมฆบุรุษแล้วหรือยัง หากยังมีไม่เพียงพอก็ยังไม่สมควรที่จะไปเพ่งโทษผู้อื่นให้เกิดอกุศลจิตจมอยู่ในสังสารวัฏฏ์มากไปกว่านี้
ณ เบื้องหน้าแห่งธรรมสภา ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายในการประชุมสมาชิกเพื่อกราบบูชาสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพร้อมเพียงกัน ในครั้งนี้อาจารย์บุษกรได้นำคณะศิษย์หมอบกราบบูชาพระบรมศาสดาด้วยกิริยาที่นอบน้อมอย่างที่สุด ท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรนำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย และพุทธสถาน ต่อจากนั้นอาจารย์บุษกรได้กล่าวอบรมจิตใจแก่คณะศิษย์ทั้งหลายด้วยคาถาว่า
.....เหตุ ปัจจโยติ เหตู
เหตุสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ
ตํ สมุฏฐานานญฺ จ รูปานํ
เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย
.....เหตุทั้งหลาย เป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลาย
ที่สัมปยุตด้วยเหตุ และรูปทั้งหลายที่มีเหตุ
และธรรมที่สัมปยุตกับเหตุนั้นเป็นสมุฏฐาน
โดยเหตุปัจจัยโดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:55:11 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : )
สลักธรรม 10
เหตุทั้งหลายคือเหตุ ๖ ได้แก่ กุศลเหตุ ๓ (อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ ) และอกุศลเหตุ ๓ ( โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ)
เหตุทั้งหลายเป็นปัจจัยช่วยอุปการะชีวิตของเราทุกคน ในชีวิตของเราทั้งหลายนั้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุและปัจจัย บรรดาสังขตธรรมคือธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลาย ย่อมมีความเป็นไปต่างๆ หาความเที่ยงแท้แน่นอนมิ ได้หมดเหตุเมื่อใด ผลก็ดับลง ชีวิตของเรามีสิ่งที่เข้ามาปรุงแต่งก็คือ กรรม จิต อุตุ และอาหาร ..กรรมเป็นสมุฏฐาน ....จิตเป็นตัวเร่งเร้า ...อุตุเป็นพลังงาน...อาหารเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง และมีกิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ วงกลมสามเปลาะร้อยชีวิตของเราไว้ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น ...ดังนั้น ธรรมที่ประกอบด้วยเหตุนั้นโดยอำนาจของเหตุปัจจัย ก็คือเรื่องที่กล่าวถึงชีวิตของเรา ..ร่างกาย คือ รูปขันธ์ ..จิตใจ คือนามขันธ์ ชีวิตของเราที่มั่งมีศรีสุข หรือยากจนข้นแค้น ล้วนมีเหตุนำให้เกิดทั้งสิ้น เหตุนั้นก็คือเหตุ ๖ นั่นเอง..
จากนั้นอาจารย์บุษกรก็ได้นำคณะศิษย์และผู้ติดตาม เดินเวียนประทักษิณกระทำสักการะก่อนที่จะลาจากเชตวนารามไปในวันนั้น
ในอดีตกาล พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งสมาธิอยู่ที่พระคันธกุฏีแห่งนี้ เพื่อตรวจดูสัตวโลกที่พระองค์พึงเสด็จไปโปรด แม้นางปฏาจาราผู้วิปลาสด้วยความสูญเสียก็สำเร็จเป็นพระอรหันตสาวิกาที่หน้าธรรมสภาแห่งนี้ แม้องคุลิมาลผู้เป็นมหาโจรผู้เกือบก่อมาตุฆาตแก่มารดาก็ยังได้รับการอภัยโทษจากพระราชา
ณ ธรรมสภาแห่งนี้ และสำเร็จเป็นพระอรหันตสาวกได้ในที่สุด เพราะผู้ที่ได้สั่งสมบารมีมาดีแล้ว หาได้ล่วงพ้นข่ายแห่งสัพพัญญุตญาณไปไม่ และกุศลเหตุทั้งสาม ๓ ที่อาจารย์บุษกรนำมากล่าวย้อมจิตใจในวันนี้ ก็คือพื้นฐานแห่งคันถธุระที่จะนำชีวิตของเราไปสู่ความเต็มเปี่ยมแห่งบารมีได้ในสักวันหนึ่ง
โดย น้องกิ้ฟ [18 ก.พ. 2547 , 14:58:32 น.] ( IP = 203.107.210.146 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |