มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อิสิปตนมฤคทายวัน....พาราณสี




วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.

หลังจากที่นมัสการมกุฏพันธนเจดีย์ อันเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระบรมศาสดาแล้ว เอ็น.ซี ทัวร์ก็นำเรากลับมายังวัดไทยกุสินาราฯเพื่อรับประทานอาหารเช้า และเก็บสัมภาระออกจากที่พักเพื่อเริ่มต้นการเดินทางกันอีกครั้งหนึ่ง

จากฝั่งตะวันออกของรัฐอุตตรประเทศบริเวณจังหวัดโครักขปูร์ ไปสู่ฝั่งตะวันตกของรัฐคือเมืองลัคเนาว์ ซึ่งในสมัยพุทธกาลก็คือ เมืองพาราณสี นั่นเอง .....

ในวันนี้แม้จะเป็นการเดินทางที่ไม่ไกลนักแต่เนื่องจากมีอุปสรรคขัดข้องเกี่ยวกับถนนหนทาง กว่าที่คณะของเราจะเดินทางไปถึงสารนาถ อันเป็นที่ตั้งของธัมเมกขสถูปจึงใช้เวลามิใช่น้อยเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:05:40 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

คงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการเดินทางแบบคณะทัวร์ ที่ผู้ให้บริการจะต้องเพียรพยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้บริการ

ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนยานพาหนะ พระวิทยากรจึงได้พยายามให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่ที่เป็นเป้าหมายในแต่ละวัน และในวันนี้อีกเช่นกันที่พระวิทยากรได้กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้พุทธศาสนาแทบจะสาบสูญไปจากประเทศอินเดียว่าเป็นการกระทำของคนนอกศาสนา และมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปกว่าสองพันสี่ร้อยปีโดยชาวลังกา คือ อนาคาริกธัมมปาละ

สิ่งที่ได้รับฟังนั้นเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่พยายามลำดับเหตุการณ์ให้เชื่อมโยงตามข้อสมมุติฐาน ซึ่งเป็นความรู้ประการหนึ่งที่หาฟังได้ยาก

แต่ถ้าหากผู้รับฟังที่ตั้งใจไว้ไม่ดีก็อาจเกิดความรู้สึกไม่พอใจในคนนอกศาสนาเหล่านั้น กลายเป็นโทสะแทรกขึ้นมาในวงล้อมของกุศล

เพราะแท้จริงแล้วพระพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญด้วยเหตุใดนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจน จึงควรที่ชาวพุทธจะต้องย้อนกลับมาพิจารณาตนเองและพิเคราะห์ให้มากถึงเหตุแห่งความเสื่อมเหล่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:09:29 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 2

อาณาบริเวณของป่าสวนกวางหรือป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้น กว้างขวาง ไม่มีไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมอาณาบริเวณให้กีดขวางสายตา ธัมเมกขสถูปอันเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานที่แสดงปฐมเทศนาจึงปรากฏเด่นชัดในสายตาของทุกคน

....ในอดีตกาล ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธ
พระมหาบุรุษทรงรำพึงถึงความลึกซึ้งของพระธรรมที่ทรงตรัสรู้
ว่าเป็นของยากยิ่งที่เหล่าสัตว์จะตรัสรู้ตามได้
แต่ด้วยพระราชหฤทัยที่ประกอบด้วยพระมหากรุณา
ทรงตรวจตราเหล่าสัตว์ด้วยพุทธจักษุแล้วพบว่า

เหล่าสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้
มีอินทรีย์คือศรัทธาเป็นต้นแก่กล้าก็มี ....
ปานกลางก็มี .... อ่อนก็มี ..
ไม่ต่างอะไรไปจากบัวสี่เหล่า ....

จึงทรงรับคำอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหม
ที่จะประทานพระธรรมเทศนา อบรมหมู่สัตว์
ให้เกิดดวงปัญญาหยั่งรู้ตาม และข้ามพ้นสังสารวัฏ
ได้สมตามมโนรถที่พระองค์ทรงมีเจตนามานับอสงไขย
เพื่อเกื้อกูลรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้เข้าสู่พระนิพพาน...


.....เวลาเช้าของวันจาตุททสี ดิถีขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ
พระผู้มีพระภาคเสด็จด้วยพระบาทเปล่าจากอุรุเวลาเสนานิคมไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
.... ปัญจวัคคีย์เมื่อพบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกลับแสดงถ้อยคำตีเสมอ

..... ฯ ดูกร ปัญจวัคคีย์
บัดนี้ ตถาคตได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
ตถาคตมาก็เพื่อแสดงธรรมแก่เธอทั้ง ๕
เธอจงตั้งใจฟังและปฏิบัติตามคำของตถาคต
ในไม่ช้าเธอก็จะได้ตรัสรู้ตามฯ ....

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:14:25 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 3

..... ดิถีเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ
... ณ เบื้องหน้าปัญจวัคคีย์
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ทรงแสดงทางที่บรรพชิตไม่ควรส้องเสพ คือ
กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค
ทรงแสดงทางที่พระองค์ทรงปฏิบัติคือ มัชฌิมาปฏิปทา
และธรรมะที่ได้ตรัสรู้คืออริยสัจจ์ ๔ ....

ครั้นพระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงจบลง
“ธรรมจักษุ” คือ ดวงตาอันเห็นธรรม
ได้บังเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านโกณฑัญญะ ว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา”


.....พระพุทธองค์ทรงเปล่งอุทานว่า
อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ ....
ท่านผู้เจริญโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ...

พระโกณฑัญญะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันเพียงผู้เดียวในขณะนั้น


.... พระรัตนตรัยได้บังเกิดขึ้นครบเป็นครั้งแรก
... กงล้อธรรมจักรแห่งพระบรมศาสดาได้เริ่มต้นหมุนทวนอวิชชา ตัณหา ฯ
ทำลายสังสารวัฏอันรกชัฎ ...
และประดิษฐานพุทธจักรขึ้นแล้วด้วยพระธรรมเทศนาอันเป็นปฐม...

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:19:20 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 4

ท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นรมย์ของสถานที่
การเดินชมโบราณสถานไปพร้อมกับการฟังคำบรรยายของพระวิทยากรนั้น
ก่อให้เกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง...
จากบริเวณด้านหน้าของป่าสวนกวาง ....
ไปสู่เสาหินของพระเจ้าอโศก ....
ตลอดจนเส้นทางที่ยสะกุลบุตรเดินมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในยามราตรี ....

ขบวนของเราเคลื่อนตัวไปด้วยความสงบเรียบร้อย
และเมื่อมาถึงด้านหน้ามูลคันธกุฎีของพระบรมศาสดา
ท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรได้นำทุกคนสวดมนตร์บูชาพระรัตนตรัย
และกล่าวคำนมัสการพุทธสถานอย่างพร้อมเพรียง

....จากการปูพื้นจิตใจให้อยู่ในกุศลด้วยการสวดมนตร์
ประกอบกับการคิดคำนึงทบทวนถึงความสำคัญของสถานที่
ทำให้จิตใจที่ค่อนข้างโทโสกลับกลายมาเป็นความร่มเย็น
อันประกอบไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นทวีคูณ

...แต่ลำพังความเลื่อมใสศรัทธาเพียงประการเดียวนั้น
ไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงให้เกิดแก่ตนเองได้
การนำความเลื่อมใสศรัทธามาประพฤติปฏิบัตินั้นต่างหาก
จึงจะนำไปสู่ความสัมฤทธิ์ได้

....ลำพังเพียงการประนมมือตั้งใจอธิษฐาน
ก็ไม่อาจก่อผลสำเร็จได้หากไม่ลงมือกระทำอย่างจริงจัง

..... เท้าที่ก้าวไปแต่ละก้าว
ล้วนมีเป้าหมายไปสู่จุดเดียวกันคือ
พระมหาสถูปที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
..ยิ่งเดินเข้าไปหาก็ยิ่งรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่แห่งพระมหาสถูปนั้นอย่างชัดเจน

....เมื่อเดินถึงจุดหมายและได้นั่งเรียงรายอยู่พร้อมหน้า
บนพื้นหญ้าบริเวณรอบธัมเมกขสถูปแล้ว
ความยิ่งใหญ่โอฬารแห่งพระมหาสถูป
ยิ่งยึดครองสายตาของทุกผู้คนให้จับจ้องมองราวกับต้องมนตร์

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:25:03 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 5

.... สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า นอกจากจะเป็นการสร้างขึ้นด้วยความเลื่อมใสศรัทธาหมายจะให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์แล้ว พระมหาสถูปนี้ยังเป็นสักขีพยานที่ยืนยันว่า ณ ที่ตรงนี้ได้บังเกิดพระรัตนตรัยครบองค์สามเป็นครั้งแรก

ณ ที่ตรงนี้พระอัญญาโกณฑัญญะได้เป็นผู้รับรองและยืนยันพระสัมมาสัมโพธิญาณที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ว่าเป็นญาณทัสสนะอันประสเริฐยิ่ง และเป็นเครื่องนำไปสู่ความพ้นทุกข์ ....

ณ ที่ตรงนี้ปุถุชนคนสามัญได้บังเกิดเป็นอริยบุคคลแล้วในโลก .....ดอกบัวแห่งสัพพัญญุตญาณได้เบิกบานตามมาเป็นดอกแรกแล้ว ณ ตรงนี้

..... ท่ามกลางการจับจ้องมองด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
อาจารย์บุษกรได้กล่าวเป็นคติเตือนใจขึ้นว่า ....
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้
คือ การบ่งบอกว่าผู้ที่เข้าถึงธรรมแล้วย่อมเป็นใหญ่ในทุกกาล
ธัมเมกขสถูปอันยิ่งใหญ่นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของผู้ที่เข้าถึงธรรม
......เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว
เราก็ต้องพยายามเข้าถึงธรรมให้ได้ด้วยการศึกษาและการปฏิบัติ

...ให้พยายามจดจำและทำความเข้าใจว่า
ผู้รู้ธรรมกับการเดินทางเข้าถึงธรรมเป็นของคู่กัน
...... ผู้ไม่รู้ธรรมทำอย่างไรก็ไม่ถึงธรรม ........
ผู้รู้ธรรมย่อมไม่ปฏิเสธธรรมใดทั้งดีและชั่ว
ผู้รู้ธรรมเพียงแต่กำหนดรู้และยินดีที่จะเป็นผู้รู้อย่างนี้ต่อไป

.......และจงปล่อยใจจากความรำคาญในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยรอบข้าง
เพียรตั้งต้นเสียใหม่ว่า......
เราโชคดีแล้วที่ได้เดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้
และขอความโชคดีนี้จงยังประโยชน์ให้แก่เราต่อไป
ให้มีโอกาสได้ศึกษาธรรมโดยเฉพาะพระอภิธรรม

เพราะพระอภิธรรมเปรียบประดุจไม้บรรทัด
ที่จะวัดชีวิตของเราให้ถูกต้องตรงตามความจริง....

มองไปที่ธัมเมกขสถูปแล้วจับอารมณ์ส่งใจไปว่า
เราต้องเข้าถึงความยิ่งใหญ่นี้ให้ได้

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:30:22 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 6

... และก่อนที่เราทั้งหลายจะสวดมนตร์บทพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ขอให้ความรู้ในมุมที่แตกต่างไปจากพระวิทยากรและท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรว่า

กว่าที่พระพุทธองค์จะทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นการประกาศทางที่ควรดำเนินของบรรพชิต คือ มัชฌิมาปฏิปทา , สัจจะ ๔, รอบ ๓ (สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ) และอาการ ๑๒ ให้ปรากฏ พระองค์ต้องใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปป์เสียสละชีวิตบำเพ็ญบารมีเพื่อค้นหาทางที่ควรปฏิบัติ และมาบอกให้พวกเราทั้งหลายรู้ในสิ่งที่ควรรู้

..... มัชฌิมาปฏิปทา คือ ทางแห่งมรรคอันมีองค์ ๘ อันมีสัมมาทิฎฐิเป็นเบื้องต้น และสัมมาสมาธิเป็นที่สุด

การที่ทรงเริ่มต้นที่สัมมาทิฏฐิก็เพราะว่า ปกติของปุถุชนนั้นมีความเห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง เห็นตามความคิดของตนเองว่า เป็นตัวเรา เป็นของเรา ฯ

คำว่า “ความจริง” มี ๓ อย่าง คือ จริงของเรา จริงของเขา และจริงของพระพุทธเจ้า จริงของเรากับจริงของเขานั้น อาจไม่ตรงกันและไม่ใช่เรื่องจริง แต่จริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจริงตามพระปรมัตถ์...

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:44:21 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 7

.... สัจจะ ๔ คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะ
ทุกขสัจจะ คือ สิ่งที่ทนได้ยาก เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เราไม่รู้จัก
สมุทัยสัจจะ คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหาทั้งสาม (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา)
นิโรธสัจจะ คือ ความสิ้นสุดทุกข์ ความดับตัณหาทั้งสาม หรือนิพพาน
มรรคสัจจะ คือ ทางเดินไปสู่ความสิ้นสุดทุกข์อันประกอบไปด้วยองค์ ๘

..... รอบ ๓ คือ สัจจญาณ คือ ความรู้ในสัจจะว่ามีอยู่จริง, กิจจญาณ คือ ความรู้ในกิจหรือหน้าที่ที่พึงกระทำ, กตญาณ คือ ความรู้ว่าได้กรทำกิจนั้นสำเร็จแล้ว

.... อาการ ๑๒ คือ รอบทั้งสามที่หมุนไปในสัจจะ ๔ เพื่อทำลายองค์ ๑๒ ของปฏิจจสมุปบาท อันได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ .... ชรา-มรณะ.....พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ทรงตรัสรู้นั้น จะต้องรู้แจ้งในสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ ....และในพระธัมมจักฯ นอกจากจะมีมรรค ๘ เป็นหัวใจแล้ว จะต้องรู้อาการหมุนไปโดยรอบของญาณทั้ง ๓ เพื่อทำลายปฏิจจสมุปบาท ...เพราะมีอวิชชา... จึงไม่รู้ว่าเหตุนี้ทำให้เกิดผลอะไร ...ไม่รู้ว่าผลนี้เกิดมาจากเหตุอะไร ... ไม่รู้อดีตอนาคตฯ เราจึงต้องเกิดกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วนจนถึงวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:45:00 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 8

.... พวกเราที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ อาจจะมีบารมีไม่ถึงพระศรีอาริยเมตไตรย แต่เราก็มีความหวังอยู่ว่า เราจะต้องทำดีที่สุด ..ทำดีที่สุดทำอย่างไร? ...คือทำตามหน้าที่ที่พระพุทธเจ้าสั่ง ชีวิตของเรามีความทุกข์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะเราหลงติดสุข เราจึงไม่เห็นทุกข์

...ขณะที่เรานั่งนานๆ ไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่ประเทศไหน ก็จะต้องมีความเมื่อยเกิดขึ้น ...ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนเราต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่นฯ ... ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนเราก็ต้องพบกับอสุภะ คือ ขี้มูก ขี้ตา อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อไคลฯ

สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องแก้ไข แต่เราไม่รู้ว่า เราทำไปเพราะอะไร? เราไม่รู้ว่าเราเปลี่ยนอิริยาบถเพราะอะไร? เราไม่รู้ว่าเราชำระล้างสิ่งโสโครกเพราะอะไร? ...อาจเป็นเพราะความเคยชินจึงทำให้เราไม่มีมโนสำนึกหรือสัมมาทิฏฐิเข้าไปรู้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์ เป็นอสุภะ...

.... ชีวิตของเราจึงควรมีเครื่องหมายคำถามแก่ชีวิตประจำวันไว้ทุกนาทีว่า ทำไปเพื่ออะไร?

....ทำไมเราต้องเกาหัว เพราะเราคัน “คัน” คือทุกข์ เราไม่พอใจในอาการนั้น คือทุกขเวทนา เราต้องยกมือขึ้นเกาตรงที่คันนั้น คือ สังขารทุกข์ และการเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดนั้น คือทุกขลักษณะ

..... กามตัณหา คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เรายินดีติดใจอยู่เสมอ ....แต่การที่เรากินเพื่อแก้ทุกข์มิใช่แก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน หรือการหาเพื่อแก้ทุกข์ ..อยู่เพื่อแก้ทุกข์...เมื่อเราไม่ได้ทำอะไรเพื่อแก้อยากแล้ว ตัณหาก็จะไม่เกิดขึ้นขณะนั้นวิวัฏฏคามินีกุศลได้เกิดขึ้นทันที

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:47:19 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 9

..... กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน?
กิเลสเกิดขึ้นที่อารมณ์
อารมณ์คืออะไร?
อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้
ขณะที่จิตรู้อารมณ์นั่นแหละคือกิเลส

...พระนิพพานเป็นธรรมนอกโลก
เมื่อรื้อสัญญาและละสังโยชน์เป็นพระอรหันต์แล้ว
ก็จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์ที่ไม่มีกิเลส
การกระทำต่างๆเป็นการกระทำที่ไม่มีเบื้องหลัง
คืออาสวะต่างๆผลักดันให้เกิดขึ้น
หรือมีกิเลสเป็นตัวชักนำ

แต่มีความจำเป็นต้องทำ
จึงมีความเป็นไปด้วยกิริยาจิต
การกระทำจึงไม่เป็นบุญ-บาป
เพราะปราศจากเหตุ ๖ (กุศลเหตุ ๓, อกุศลเหตุ๓)
มาปรุงแต่ง จึงไม่ก่อผลให้เป็นวิบาก


......ส่วนการกระทำของเรานั้นมีบุญ-บาปเกิดขึ้นสลับกันตลอดเวลา
จึงนำไปสู่วิบากคือการเกิดขึ้นของรูปนามในภพชาติใหม่
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
ภาราหะเว ปัญจักขันธาฯ
...เมื่อใดมีเกิดเมื่อนั้นก็จะมีทุกข์ไปปรากฏเคียงข้างตลอดเวลา
....การดับกิเลสคือการดับการเกิด
...แต่เราจะต้องรู้จักหน้าตาของกิเลส จึงจะดับกิเลสได้
....ความพอใจในการมีอำนาจเหนือกิเลสเรียกว่า ฉันทะ ซึ่งเป็นอิทธิบาท ซึ่งต่างกับ โลภะ ....โลภะ คือ ความอยากได้ ปรารถนาที่จะเป็นไปตามอำนาจของตัณหา แต่ฉันทะ คือ ความพอใจที่จะสิ้นไปจากอาสวะด้วยอำนาจของปัญญา

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:51:17 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )


  สลักธรรม 10

.... ขณะนี้เราเป็นเพียงผู้รู้ธรรม
เราจึงต่ำเตี้ยเท่านี้
เมื่อใดที่เราถึงธรรม
เราก็จะเข้าถึงความยิ่งใหญ่
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

.....ให้นึกถึงพระอัญญาโกณฑัญญะให้มาก
เพราะถ้าไม่มีพระอัญญาโกณฑัญญะ
มาเป็นผู้ยืนยันคำสอนของพระศาสดา
เราก็จะไม่มีชีวิตที่มีปัญญาเช่นนี้

ภายใต้บรรยากาศยามอาทิตย์อัสดง ..ก่อนที่จะสิ้นสุดการกราบบูชาสังเวชนียสถานแห่งนี้ ..แสงอาทิตย์ลำแสงสุดท้ายได้ฉาบฉายกระจายสีต่างๆพรมพร่างท้องฟ้าที่ปราศจากหมู่เมฆ พลันที่อาจารย์บุษกรได้จบสิ้นการอธิษฐานเพียงลำพัง ดุจดังจะมีความอัศจรรย์เกิดขึ้นบนท้องฟ้า เมื่อปรากฏเสี้ยวแห่งจันทราเคียงคู่อยู่กับดวงดาราอันสุกใสในทันทีด้านทิศตะวันตก

....อาจารย์บุษกรกล่าวให้ฟังว่า ที่อธิษฐานเมื่อสักครู่นี้ คือ การตั้งจิตถวายกุศลแด่พระครูศรีโชติญาณ ที่ในวันนี้ได้มีโอกาสกล่าวเรื่องราวของพระธัมมจักฯตามสภาวธรรมในฐานะศิษย์ของพระครูศรีโชติญาณ จึงขอถวายกุศลนี้ให้เป็นโอสถทิพย์เพื่อรักษาอาการอาพาธของพระครูศรีโชติญาณให้เบาบางจางหายคลายจากความทุกขเวทนา

ขอให้ท่านมีสติปัญญาไม่หลงลืมแม้จะอาพาธหนัก หากถึงกาลแห่งความสิ้นสุดก็ขอให้กุศลนี้จงน้อมนำให้ท่านมีสติไม่ทุกข์ทรมานจับอารมณ์ที่ดี จึงได้ตั้งใจและกราบอธิษฐานไว้ ณ ที่นี้.... และชาตินี้ได้ตั้งใจว่า จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ด้วยชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2547 , 21:54:48 น.] ( IP = 203.118.106.124 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org