มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พุทธคยา...สิ้นสุดการเดินทาง




วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓

การเดินทางออกจากเมืองพาราณสีไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม อันเป็นที่ตั้งรองรับของพระศรีมหาโพธิ์สถานที่ตรัสรู้ของพระบรมศาสดา

นับเป็นการไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายในครั้งนี้ และเป็นการเดินทางย้อนรอยของพระพุทธองค์ เพราะภายหลังการตรัสรู้ในครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงดำเนินด้วยพระบาทเปล่าจากอุรุเวลาเสนานิคม ไปยังเมืองพาราณสีเพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ให้มีดวงตาธรรม

....เส้นทางที่พระองค์ทรงดำเนินนั้นปรากฏตามพระคัมภีร์ว่าไกลถึง ๑๘ โยชน์ แต่พระพุทธองค์ทรงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ก็บรรลุถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน..

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:04:07 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1

สำหรับพวกเรานั้น แม้เดินทางด้วยยานพาหนะที่ทันสมัย
แต่ก็ใช้เวลายาวนานเหลือเกิน นอกจากจะเป็นเพราะเส้นทางที่วกไปวนมา ประกอบกับอยู่ในระหว่างซ่อมแซมความชำรุดแล้ว ยังได้พบกับขบวนการแห่แหนเทพเจ้าองค์สำคัญของชาวฮินดูอีกด้วย

.....ใช้เวลากว่าสิบชั่วโมงจึงเดินทางถึงวัดไทยพุทธคยาอันเป็นที่พักในวันนั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:09:27 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 2

เช้าวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๓

หลังจากรับประทานอาหารแล้ว แต่ละคนต่างกลับไปยังห้องพักเพื่อจัดเตรียมธูปเทียนสำหรับบูชาพระมหาเจดีย์และโพธิบังลังก์ แล้วรีบกลับมารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณห้องอาหารอีกครั้งด้วยความกระตือรือร้น

ชุดสีขาวที่ทุกคนสวมใส่ ก่อให้เกิดความสงบใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ....สีแห่งผ้ากาสาวพัตร์ก็ยิ่งโดดเด่นท่ามกลางสีขาวนั้น

อาจารย์บุษกรได้นำทุกคนเข้าสู่อาณาบริเวณของมหาเจดีย์ด้วยกิริยาที่สุภาพเป็นอย่างยิ่ง แต่ละก้าวที่ย่างเข้าไปสู่องค์พระมหาเจดีย์ที่ตั้งสูงเด่นอยู่เบื้องหน้า เป็นย่างก้าวที่เนิบช้าราวกับเป็นการเดินเข้าไปหาผู้ทรงศักดาก็มิปาน ...

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:11:29 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 3

ในที่สุดทุกคนก็ได้บรรลุถึงที่หมาย คือพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์

.....ความร่มเย็นภายใต้โพธิมณฑลที่แผ่กิ่งก้านปกใบแน่นหนายังความเบิกบานใจอย่างเปี่ยมล้นจนปรากฏบนใบหน้า

...หลายคนปีติใจจนหลั่งน้ำตา หลายคนมีรอยยิ้มอยู่เกลื่อนหน้าเมื่อมองไปยังพระบัลลังก์ ....

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:12:46 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 4

การมานมัสการสังเวชนียสถานในวันนี้ พระวิทยากรร่วมเดินทางมากับคณะของเราด้วยความสงบเงียบราวกับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้เข้ามานมัสการเท่านั้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะโพธิบัลลังก์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายย่อมทราบถึงความสำคัญเป็นอย่างดีอยู่แล้วก็เป็นได้

.........ภายใต้นิสากรรังสี
ยามราตรีที่มีละอองจันทร์โปรยปรายครอบครองพื้นปฐพี
พระมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่...
ได้ทอดทิ้งสมบัติบรมจักรและเกียรติศักดิ์อันไพศาลแห่งจักรพรรดิราชา
ทรงตั้งพระหฤทัยอย่างแน่วแน่ว่าจะบำเพ็ญ
เพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ
ที่ทรงใช้เวลานานนับอสงไขย
เพียรตั้งกาย วาจา และใจไว้ในเส้นทางพุทธบารมี
สร้างนาวาวิถีเป็นสำเภาทอง
เพื่อรองรับชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ให้ข้ามห้วงนทีที่ไม่อาจเห็นฟากฝั่ง คือสังสารวัฏ ให้จงได้

...หากตราบใดที่ยังไม่ลุถึงเป้าหมาย
แม้นเนื้อและเลือดจะเหือดแห้งหาย
เหลือเพียงหนัง เอ็น กระดูก
ก็จักไม่ยอมลุกขึ้นจากอาสน์นี้...


ปวงเทพยดาทั้งหลายที่ได้มาแวดล้อมอยู่รอบพระแท่นนั้น พากันบรรลือสาธุการบูชาพระมหาบุรุษ กึกก้องไปทั่วทั้งมงคลจักรวาล ....พลันพญาวัสวดีมาราได้สดับเสียงแซ่ซ้องจึงยกพลเข้าห้อมล้อมบัลลังก์ของพระมหาบุรุษไว้อย่างแน่นหนา แล้วเอ่ยวาจาขับไล่ให้ลุกไปเสียจากบัลลังก์นั้นด้วยอ้างว่าเกิดแก่บารมีตน

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:15:48 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 5

.........พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะสิทธิ นิจจัง

“ดูกร พญามาร บัลลังก์แก้วนี้เกิดขึ้นด้วยบุญของเราที่ได้บำเพ็ญมาแต่อสงไขยกัปป์นับประมาณมิได้ ดังนั้น เราผู้เดียวเท่านั้นสมควรนั่ง ผู้อื่นไม่สมควรเลย”

“ดูกร วสุนธรา นางจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศลของเรา ในกาลบัดนี้ด้วยเถิด”

....ครานั้น วสุนธราเจ้าแม่แห่งธรณีได้คลี่มวยผมลงมา แล้วบีบน้ำที่พระมหาบุรุษได้กรวดเป็นพยานเมื่อบำเพ็ญกุศลแล้วเมื่อเป็นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ...กระแสน้ำได้ทุ่มซัดพัดช้างคีรีเมขล์ให้ถอยร่มไปติดขอบจักรวาล ...พญามารตกตะลึงเห็นเป็นอัศจรรย์ ..ประนมหัตถ์ถวายนมัสการยอมพ่ายแพ้ปราชัย แล้วอันตรธานหายไป

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:17:52 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 6

ณ ร่มเงาอัสสัตถพฤกษ์ พระมหาบุรุษผู้มีใจเพชรได้ประทับนั่งขัดสมาธิเบื้องบนวชิรบัลลังก์อาสน์ แล้วเริ่มบำเพ็ญจิตด้วยความสงบ

จากปฐมยามแห่งคืนวิสาขปุรณมี จันทรดิถีได้ล่วงผ่านมัชฌิมยาม.... จนถึงปัจฉิมยาม ทรงหยั่งพระญาณลงพิจารณาปัจจยาการอันเป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงกระทำมา โดยทรงพิจารณาปฏิจสมุปบาทธรรมที่ล้ำลึก

ในที่สุดทรงพบว่า โมหะอวิชชานี้เอง คือสิ่งที่ครอบงำจิตสันดานของเหล่าสัตว์ให้มืดมน ปิดบังดวงปัญญามิให้เห็นแจ้งในไตรลักษณาการ และพระอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการได้เลย

เพลานั้น... ทรงเจริญมรรคาแห่งอริยะเพื่อละอวิชชาด้วยวิปัสสนาภาวนาจวบจนอรุณรุ่งสมัย ...ทรงกำจัดอวิชชาลงได้อย่างเด็ดขาด ดับอาสวกิเลสสูญสิ้น บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเสวยพุทธสมบัติอันประเสริฐสูงสุด

“อเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง, คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง ....เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสารเป็นเอนกชาติ แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างผู้สร้างเรือน คือ ตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราวเป็นทุกข์ร่ำไป

... คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ .... นี่แน่ะ! นายช่างผู้สร้างเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกแล้ว

... สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง ... โครงเรือทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว

...วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคาฯ ......จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาฯ ..”

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:21:42 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 7

ท่ามกลางความสงบของหมู่คณะเกือบร้อยชีวิต ท่านเจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทรได้นำสวดบูชาพระรัตนตรัย และบทชยสิทธิคาถา... เสียงสวดมนต์ที่กระหึ่มก้องทำให้เกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นในใจ ...

และฉับพลันที่จบการสวดมนต์ ใบโพธิ์สีเขียวสดใบเล็กๆ รูปทรงสวยงามคล้ายรูปหัวใจ ได้ปลิดใบจากกิ่งร่วงลงมาอยู่เบื้องหน้าของอาจารย์บุษกรอย่างน่าอัศจรรย์

...ต่อจากนั้น อาจารย์บุษกรได้กล่าวขึ้นว่า ....

เราทุกคนก็ทราบดีว่า ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้เป็นที่สำคัญและประเสริฐยิ่ง นับสี่อสงไขยแสนกัปที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญเพียรกระทำตามเจตนาด้วยความตั้งมั่น ที่กำหนดชีวิตของตนให้อยู่บนทางแห่งการตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

...อิทธิบาทแห่งพระศาสดาได้เพียบพร้อมสมบูรณ์ดีภายใต้ต้นโพธิ์แห่งนี้ ทำให้เราทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาคบและคุ้นเคยกับธรรมะ โดยเฉพาะการมีที่พึ่งอันประเสริฐ

.... หากไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราทุกคนก็เหมือนกับคนตาบอด ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏไม่รู้จักจบสิ้น

.... ด้วยเหตุนี้เพื่อเป็นการน้อมสักการะแก่สถานที่ขอให้ทุกคนระลึกถึงภาพของพระพุทธองค์ตามที่จะสามารถระลึกได้ แล้วอธิษฐานตามคำที่หลวงพ่อเสือมอบให้ไว้ว่า.... ณ บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มายังสถานที่นี้เพื่อเข้าเฝ้าพระองค์ และได้นั่งอยู่เบื้องพระพักตร์ ข้าพเจ้าขอมีพระองค์เป็นที่พึ่ง ...ใบโพธิ์ที่ปรากฏให้ร่มเงานี้คือใบใจที่มากด้วยความกรุณาและปรานีต่อเวไนยสัตว์ เพราะพระบรมโพธิสัตว์ได้ทรงตรัสรู้อริยสัจธรรมทั้งสี่... พระองค์ได้ทรงจุดไฟปัญญา ยังหัวใจของผู้หม่นไหม้ให้มีพลัง หายจากความมืดบอด ข้าพเจ้าขอถือเอา “โพธิ” คือปัญญามาสร้างให้ได้ขึ้นที่ตนให้ได้โดยไว

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:24:56 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 8

เมื่อจบการตั้งเจตนาอธิษฐานแล้ว อาจารย์บุษกรได้นำทุกคนกล่าว โอวาทปาฏิโมกพร้อมคำแปล เพื่อเป็นการเตือนสติว่า พระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์อย่างไร..และกล่าวนำปฏิญาณว่า

..ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องเพียรขัดเกลาชีวิตอันได้แก่รูปนามขันธ์๕ ให้หมดไปจากบาปธรรม โดยจะเพียรพยายามทำกุศลให้ถึงพร้อม และชำระใจให้บริสุทธิ์ ...

ในการดำเนินชีวิตนั้น ข้าพเจ้าขอให้หลักชีวิตตามบทที่ได้ท่องเสมอว่า ....บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปดประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลายบทสี่ประเสริฐที่สุดคืออริยสัจสี่ ฯ.... เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคอันมีองค์แปดนี้ อันเป็นทางที่ทำให้มารหลงติดตามไม่ได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียรพยายามนั้นเธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจะพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร...

....ข้าพเจ้าทั้งหลายซาบซึ้งดีว่า ทางทั้งหลาย…. ต้องปฏิบัติที่ตนเอง ..สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ๓ องค์นี้จัดเป็นองค์แห่งศีล, สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ๓ องค์นี้จัดเป็นองค์แห่งสมาธิ และสัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปปะ ๒ องค์นี้คือองค์แห่งปัญญา ..ข้าพจ้าจะเพียรเดินทางออกจากสังสารวัฏด้วยทางแห่งมรรค ๘ เพื่อความไม่มืดแปดด้าน ...

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:27:18 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 9

การสวดมนต์บูชาและตั้งสัจจาอธิษฐานได้เสร็จสิ้นไปแล้ว พิธีการสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ นั่นคือการเวียนทักษิณาวัตรบูชาหรือการเวียนเทียนนั่นเอง

การเวียนเทียนของพวกเรานั้นยังคงเป็นการกระทำที่ไม่เหมือนใครแม้กระทั่งชาวไทยพุทธด้วยกันเอง โดยรูปแบบแล้วพวกเรายังคงรวมหมู่คณะอย่างเป็นระเบียบ เดินเวียนทักษิณาตามหลังพระสงฆ์ผู้ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ที่สดใส แต่สำหรับคำที่ใช้บริกรรมในใจนั้น อาจารย์บุษกรกำหนดให้ว่า

รอบที่ ๑ “ขอให้ข้าพเจ้าสามารถอยู่ในศีล สมาธิ และปัญญา มีการกระทำเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตเพื่อเวียนออกจากสังสารวัฏให้จงได้”

รอบที่ ๒ “ขอให้ข้าพเจ้าหยุดยั้งยังประโยชน์ให้แก่ชีวิตของตนด้วยการหมดไปจากโลภะ โทสะ และโมหะได้โดยไว”

รอบที่ ๓ “ขอให้ข้าพเจ้าสามารถสร้างกรรมอันหมดไปจากการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีวิบากคือเป็นกิริยาจิตได้โดยเร็วเทอญ”

เมื่อเวียนทักษิณาครบสามรอบแล้ว ทุกคนได้มารวมกันอยู่ที่ทางขึ้นด้านซ้ายเพื่อแบ่งกลุ่มขึ้นไปวางเครื่องสักการะบูชาพระแท่นวัชรอาสน์คราวละ ๑๐ คนเพื่อให้เกิดความสะดวกในการก้มกราบนมัสการ

และก่อนที่จะมีผู้ใดขึ้นไปบูชายังพระแท่นนั้น อาจารย์บุษกรได้ให้คำแนะนำว่า... ..เมื่อจรดศีรษะลงกับพระแท่นวัชรอาสน์ ขอให้ระลึกว่าตนเองนั้นเหมือนถูกปกาศิตให้หมดชีวิตจากการกระทำชั่ว... และด้วยความตั้งใจอันมีศรัทธาอย่างตั้งมั่นในครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าสามารถจดจำความรู้สึกปิติโสมนัสและเก็บภาพนิมิตเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้าให้ถึงซึ่งพระโพธิญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้โดยเร็วเทอญ...

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:30:34 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )


  สลักธรรม 10

โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว ณ พระแท่นวัชรอาสน์และภายใต้โพธิพฤกษ์แห่งนี้ นอกจากจะทำให้ระลึกถึงพระพุทธคุณขององค์พระศาสดาแล้ว ยังทำให้ระลึกย้อนไปถึงว่า....

กว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในแต่ละคราวนั้น ต้องอาศัย “บุรุษผู้มีใจเพชร” ที่มีความหาญกล้าตั้งเจตนาแลกชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือประชาสัตว์ทั้งหลายโดยมิได้หวังผลตอบแทน ....เพียงมีความปรารถนาจะนำพาสัตว์เหล่านั้นให้ได้รับความสุขอันสถาพร แม้จะต้องฟันฝ่ากับความลำบากนานัปการ ต้องผ่านกาลเวลาหลายอสงไขย และจะมีสิ่งที่เข้ามายั่วยวนมากอย่างไร ก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนให้ “ใจเพชร” นั้นกลับกลายคลายเจตนาลงไปได้

.... แม้ในครั้งที่ยังเป็นสุเมธดาบส...ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าทีปังกร .....สุเมธดาบสผู้นั้นสามารถกระทำความเพียรให้บรรลุธรรมถึงที่สุดได้ แต่เพราะความเมตตาที่ปรารถนาจะเห็นปวงสัตว์ได้รับความสุข และความกรุณาที่ต้องการช่วยเหลือสัตว์ผู้ทนทุกข์และไม่รู้จักทางหนีทุกข์ ให้พ้นห้วงความทุกข์ไปเสียได้ ...จึงละทิ้งความสันติสุขที่รอคอยอยู่ ณ เบื้องหน้าในคราวนั้นไปเสีย .....

พระโพธิสัตว์มิได้ปรารถนาจะล่วงพ้นทุกข์เพียงลำพัง จึงย้ำตั้งเจตนาปรารถนาพุทธญาณเพื่อจะแผ่กรุณาให้ไพศาลแก่สัตว์ผู้ยากต่อไปด้วยใจที่ตั้งมั่น....

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2547 , 01:33:19 น.] ( IP = 203.118.110.119 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org