มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ถามตอบในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๕๓๖ - ๕๔๓




๒. อานันทภัทเทกรัตตสูตร (๑๓๒)
.
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=14&lstart=7065&lend=7172

[๕๓๖] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย . ใครหนอแลสนทนากะพวกภิกษุในอุปัฏฐานศาลา ชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยกถา ประกอบด้วยธรรม และกล่าวอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ? .
          -ภิ. ท่านพระอานนท์ พระพุทธเจ้าข้า .
อรรถกถาอธิบายว่า .
ชื่อว่า “ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ” .
          เพราะความที่เขาเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการตามประกอบวิปัสสนา ( อรรถกถา เล่ม ๒๓ หน้า ๒๑๕ ) .

พ. ดูกรอานนท์ . เธอสนทนากะภิกษุทั้งหลาย ชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยกถาประกอบด้วยธรรม ได้กล่าวอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญอย่างไรเล่า?
.
          -อ. บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆ ได้ บุคคลนั้นพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด .
          พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง เพราะว่าความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลาย พระมุนีผู้สงบย่อมเรียกบุคคลผู้มีปรกติอยู่อย่างนี้ มีความเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืนนั้นแลว่า
ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ
.

โดย แววตะวัน [29 ก.พ. 2547 , 22:32:46 น.] ( IP = 169.210.4.28 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อรรถกถาอธิบายว่า
.
บทว่า “อุทเทสํ” .
          ได้แก่ มาติกา ( หัวข้อ, แม่บท ที่จะต้องขยายความต่อไป ) .

บทว่า “วิภงคํ” .
          ได้แก่ บทที่พึงแจกแจงโดยพิสดาร .

“สิ่ง” .
          ได้แก่ ขันธ์ห้า .

“ไม่ควรคำนึงถึง” .
          ความว่า ไม่ควรนึกถึงด้วยตัณหาและทิฐิทั้งหลาย .

“ไม่ควรมุ่งหวัง” .
          ความว่า ไม่พึงปรารถนาด้วยตัณหาและทิฐิทั้งหลาย .

“สิ่งที่ล่วงแล้ว” .
          นี้เป็นการกล่าวถึงเหตุ เพราะสิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละไปแล้ว ดับแล้ว ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว .

“สิ่งที่ยังไม่มาถึง” .
          คือ ยังไม่เกิด ยังไม่บังเกิด .

“เห็นแจ้ง” .
          คือ เห็นแจ้งธรรมด้วยอนุปัสสนา ๗ อย่าง มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น .

“ไม่ง่อนแง่น” .
          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อทรงแสดงวิปัสสนา วิปัสสนาย่อมไม่ง่อนแง่น ย่อมไม่คลอนแคลนด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น .

โดย แววตะวัน [29 ก.พ. 2547 , 22:35:35 น.] ( IP = 169.210.4.28 : : )


  สลักธรรม 2

“ไม่คลอนแคลน”
.
          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อทรงแสดงปฏิวิปัสสนา ( ปฏิ ในที่นี้ไม่ทราบว่าจะหมายถึงว่า “รอง, เติมให้เต็ม, น้อยหรือย่อย” หรือไม่? เช่น วตฺต-ปฏิวตฺต - วัตรใหญ่และน้อย, คือวัตรทุกอย่าง ) .

“พึงเจริญธรรมนั้น” .
          อธิบายว่า บุคคลพึงพอกพูน พึงเจริญ พึงเห็นแจ้งเฉพาะวิปัสสนานั้น .

          อีกประการหนึ่ง นิพพานย่อมไม่ง่อนแง่น ย่อมไม่คลอนแคลนด้วยกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น เพราะฉะนั้น นิพพานนั้นจึงชื่อว่า ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน .

          ภิกษุผู้บัณฑิตรู้แจ้งแล้วพึงพอกพูนนิพพานนั้น คือ เมื่อยังไม่บรรลุผลสมาบัติซึ่งมีนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ ก็พึงเจริญบ่อย ๆ เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุผู้พอกพูนนั้น .

“ความเพียร” .
          ความเพียรที่ได้ชื่อว่า อาตัปปะ ( อาตปฺปํ – เพียร, พยายาม : อาตโป – แดด ; แสงสว่าง : อาตาโป – เครื่องยังกิเลสให้เร่าร้อน ) เพราะเผากิเลสทั้งหลายหรือยังกิเลส
ทั้งหลายให้เร่าร้อนทั่ว
.

“พึงทำความเพียรเสียในวันนี้แหละ” .
          เราจักทำทาน หรือจักรักษาศีล หรือจักทำกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งในวันนี้แหละ .

“ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่ง” .
          เราไม่ยังจิตให้เกิดขึ้นว่า เราจักรู้ในวันพรุ่งหรือในวันมะรืน จักทำในวันนี้แหละ
.

โดย แววตะวัน [29 ก.พ. 2547 , 22:37:15 น.] ( IP = 169.210.4.28 : : )


  สลักธรรม 3

”ความผัดเพี้ยน” .
          เป็นชื่อแห่งการทำสันถวไมตรี การให้สินจ้างและกองพล .
          คือทำสันถวไมตรีอย่างนี้ว่า ท่านจงรอสอง-สามวันก่อน จนกว่าข้าพเจ้าจะทำกรรมเป็นที่พึ่งของตนมีการบูชาพระพุทธเจ้าเป็นต้น .
          ให้สินจ้างอย่างนี้ว่า ท่านจงถือเอาหนึ่งร้อย หรือหนึ่งแสนนี้แล้วรอสอง-สามวัน .
          ให้กองพลอย่างนี้ว่า เราจักต้านทานด้วยกองพลนี้ กับมัจจุราช .

“เสนาใหญ่” .
          ความว่า ก็การณ์แห่งความตาย มีหลายอย่างมีไฟ ยาพิษ และศัสตรา .

“พระมุนี” .
          คือ พระพุทธเจ้า ชื่อว่า ทรงสงบแล้วเพราะความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นสงบแล้ว ( จากอรรถกถา เล่ม ๒๓ หน้า ๒๐๘ - ๒๑๖ ) .


[๕๓๘] อ. ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร?
.
          -พ. คือ รำพึงถึงความเพลิดเพลินในเรื่องนั้นๆ ว่า เราได้มีรูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณอย่างนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว ( คำตอบเหมือนข้อ ๕๒๘ )
.
          ( จากข้อ ๕๓๙ ถึง ๕๔๓ ซ้ำกับข้อ ๕๒๙ ถึง ๕๓๓ ) .

จบ อานันทภัทเทกรัตตสูตร ที่ ๒
.
ขอบคุณที่สนใจอ่านครับ.

โดย แววตะวัน [29 ก.พ. 2547 , 22:38:40 น.] ( IP = 169.210.4.28 : : )


  สลักธรรม 4

อนุโมทนาค่ะ

อ่านแล้วเพลิดเพลินดีแท้

โดย พี่ดา [1 มี.ค. 2547 , 13:56:39 น.] ( IP = 158.108.2.2 : : 158.108.12.43 )


  สลักธรรม 5

ขอบคุณมากนะคะคุณแววตะวัน/flower

โดย น้องกิ๊ฟ [1 มี.ค. 2547 , 17:40:57 น.] ( IP = 202.129.12.41 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณพี่ดา และคุณน้องกิ๊ฟครับ ที่คอยสะท้อนความคิดเห็นมาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีกำลังใจทำมาเรื่อยๆครับ.

โดย แววตะวัน [1 มี.ค. 2547 , 23:35:56 น.] ( IP = 169.210.0.111 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org