มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ถามตอบในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๕๔๙ - ๕๖๐




๓. มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร (๑๓๓)
.
http://202.44.204.76/cgi-bin/stshow.pl?book=14&lstart=7173&lend=7443

[๕๔๙] เทวดากล่าวกะท่านพระสมิทธิว่า ท่านทรงจำอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญได้ไหม? .
          -ส. ( ท่านพระสมิทธิ ) เราทรงจำไม่ได้ .

ส. ก็ท่านทรงจำได้หรือ? .
          -เท. แม้ข้าพเจ้าก็ทรงจำไม่ได้ .

ท. และท่านทรงจำคาถา ( อุเทศ ) แสดงราตรีหนึ่งเจริญได้ไหม? .
          -ส. เราทรงจำไม่ได้ .

ส. ก็ท่านทรงจำได้หรือ? .
          -เท. แม้ข้าพเจ้าก็ทรงจำไม่ได้ ขอท่านจงเรียน . (อุคฺคณฺหาหิ ) . ร่ำ . ( ปริยาปุณาหิ ) . และทรงจำ .
( ธาเรหิ ) . อุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญเถิด เพราะประกอบด้วยประโยชน์เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ .

โดย แววตะวัน [1 มี.ค. 2547 , 23:22:49 น.] ( IP = 169.210.0.111 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อรรถกถาอธิบายว่า .
๑. ผู้นิ่ง นั่ง ฟัง ชื่อว่า เรียน . ( อุคฺคณฺหาติ = เรียน ; ถือเอาขึ้น ; ยกขึ้น ) .
๒. เมื่อกระทำการสาธยายด้วยวาจา ชื่อว่า เล่าเรียน . ( ปริยาปุณาติ = ถึงรอบ ( เล่าเรียน ) ; เล่าเรียน ) .
๓. เมื่อบอกแก่บุคคลเหล่าอื่น ชื่อว่า ทรงจำ . ( ธาเรติ = ทรงไว้ ( รู้, เข้าใจ ) ; รับรอง ) . ( อรรถกถา เล่ม ๒๓ หน้า ๒๔๙ ) .
๔. “เป็นเบื้องต้นแห่งมรรคพรหมจรรย์” .
          คือ เป็นข้อปฏิบัติในส่วนเบื้องต้น . ( อรรถกถา เล่ม ๒๓ หน้า ๒๔๐ ) .


โดย แววตะวัน [1 มี.ค. 2547 , 23:24:38 น.] ( IP = 169.210.0.111 : : )


  สลักธรรม 2

[๕๕๐] ท่านพระสมิทธิจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า . ขอพระผู้มีพระภาคได้โปรดแสดงอุเทศและวิภังค์ของบุคคลผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ แก่ข้าพระองค์เถิด .
          -พ. ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป .
          พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอุเทศโดยย่อว่า บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว…ฯลฯ..ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ แล้วจึงทรงลุกจากอาสนะ เสด็จเข้าไปยังพระวิหาร .

[๕๕๒] ครั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน ภิกษุเหล่านั้นจึงปรึกษากันว่า . ใครหนอแลจะพึงจำแนกเนื้อความแห่งอุเทศที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยย่อนี้ให้พิสดารได้? .
          -ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นได้มีความคิดว่า ท่านพระมหากัจจานะนี้แล .

[๕๕๖] ท่านพระมหากัจจานะกล่าวว่า . ก็บุคคลย่อมคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร?
.
          -ก. คือ มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ . ( ฉนฺทราคปฏิพทฺธํ โหติ วิญฺญาณํ ) . ในจักษุและรูปว่า จักษุของเราได้เป็นดังนี้ รูปได้เป็นดังนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว เพราะความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึงเพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อเพลิดเพลิน จึงชื่อว่าคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว .
( โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ก็เช่นเดียวกัน )
.

โดย แววตะวัน [1 มี.ค. 2547 , 23:26:03 น.] ( IP = 169.210.0.111 : : )


  สลักธรรม 3

หมายเหตุ .
          คำว่า “ความรู้สึก” นี้แปลมาจากภาษาบาลีว่า “วิญฺญาณํ” อรรถกถาอธิบายว่าได้แก่นิกนฺติวิญฺญาณํ . ( วิญญาณอันเป็นที่อาศัย ; นิกนฺติ = ความใคร่โดยไม่เหลือ ; ตัณหา ; ปรารถนา ) . ( อรรถกถา เล่ม ๖๖ หน้า ๗๑ ) .
อรรถกถาอธิบายว่า .
คำว่า “สิ่ง” .
          ในสูตรนี้ “สิ่ง” ได้แก่ อายตนะ ๑๒ .
          คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกา ด้วยอำนาจแห่งอายตนะ ๑๒ ในสูตรนี้ .
          ทรงกระทำมาติกาด้วยอำนาจแห่งขันธ์ห้าในสามสูตร . ( คือ ภัทเทกรัตตสูตร อานันทภัทเทกรัตตสูตร โลมสกังคิยภัทเทกรัตตสูตร )
.

“เพลิดเพลิน” .
          คือเพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น ด้วยอำนาจแห่งตัณหาและทิฐิ .
          คำว่า “เพลิดเพลิน” นี้ แปลมาจากบาลีว่า “ตทภินนฺทติ” .
          ตทา = ในกาลนั้น .
          อภินนฺทติ ( อภิ + นนฺทฺ ) = เพลิน ; ยินดี ; ชื่นชม .
          นนฺทิ = ความยินดี ; ความเพลิดเพลิน ; ชื่นชม .

โดย แววตะวัน [1 มี.ค. 2547 , 23:27:17 น.] ( IP = 169.210.0.111 : : )


  สลักธรรม 4

“คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว” .
          คือคำนึงไปด้วยตัณหาและทิฐิทั้งหลาย .

บทว่า มโน .
          ได้แก่ ภวังคจิต ( มโน ในบทว่า เราได้มีจิตใจดังนี้ มีธรรมารมณ์ดังนี้ เป็นภวังคจิต ) .
( อรรถกถา เล่ม ๖๖ หน้า ๗๑ )
.

บทว่า ธมฺมา .
          ได้แก่ ธัมมารมณ์อันเป็นไปในภูมิสาม . ( ๑. กามาวจรภูมิ ๒. รูปาวจรภูมิ ๓. อรูปาวจรภูมิ ) .

[๕๕๗] ก. ก็บุคคลจะไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วอย่างไร? .
          -ก. คือ มีความรู้สึกไม่เนื่องด้วยฉันทราคะในจักษุและรูปว่า จักษุของเราได้เป็นดังนี้ รูปได้เป็นดังนี้ในกาลที่ล่วงแล้ว เพราะความรู้สึกไม่เนื่องด้วยฉันทราคะจึงไม่เพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่เพลิดเพลินจึงชื่อว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว . ( โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ) .

โดย แววตะวัน [1 มี.ค. 2547 , 23:28:31 น.] ( IP = 169.210.0.111 : : )


  สลักธรรม 5

[๕๕๘] ก. ก็บุคคลย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร? .
          -ก. คือ บุคคลตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ขอจักษุของเราพึงเป็นดังนี้ ขอรูปพึงเป็นดังนี้ในกาลอนาคต เพราะความตั้งใจเป็นปัจจัย จึงเพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อพลิดเพลิน จึงชื่อว่ามุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง . ( โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ) .
อรรถกถาอธิบายว่า .
“ตั้งจิต” .
          คือ ตั้งไว้ด้วยอำนาจแห่งความปรารถนา .

“ตั้งใจ” .
          คือ ตั้งความปรารถนาไว้ . ( อรรถกถา เล่ม ๒๓ หน้า ๒๔๑ ) .

[๕๕๙] ก. ก็บุคคลจะไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึงอย่างไร? .
          -ก. คือ บุคคลไม่ตั้งจิตเพื่อจะได้สิ่งที่ตนยังไม่ได้ว่า ขอจักษุของเราพึงเป็นดังนี้ ขอรูปพึงเป็นดังนี้ในกาลอนาคต เพราะความไม่ตั้งใจเป็นปัจจัย จึงไม่เพลิดเพลินจักษุ
และรูปนั้น เมื่อไม่เพลิดเพลิน จึงชื่อว่าไม่มุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง
.
( โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ) .

โดย แววตะวัน [1 มี.ค. 2547 , 23:29:58 น.] ( IP = 169.210.0.111 : : )


  สลักธรรม 6

[๕๖๐] ก. ก็บุคคลย่อมง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร? .
          -ก. คือ มีความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะในจักษุและรูปทั้ง ๒ อย่างที่เป็นปัจจุบันด้วยกันนั้นแล เพราะความรู้สึกเนื่องด้วยฉันทราคะ จึงเพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อเพลิดเพลิน จึงชื่อว่าง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน . ( โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ) .


[๕๖๑] ก. ก็บุคคลย่อมไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบันอย่างไร?
.
          -ก. คือ มีความรู้สึกไม่เนื่องด้วยฉันทราคะในจักษุและรูปทั้ง ๒ อย่างที่เป็นปัจจุบันด้วยกันนั้นแล เพราะความรู้สึกไม่เนื่องด้วยฉันทราคะ จึงไม่เพลิดเพลินจักษุและรูปนั้น เมื่อไม่เพลิดเพลิน จึงชื่อว่าไม่ง่อนแง่นในธรรมปัจจุบัน .
( โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ก็เช่นเดียวกัน ) .

จบ มหากัจจานภัทเทกรัตตสูตร ที่ ๓
.
ขอบคุณที่สนใจอ่านครับ.

โดย แววตะวัน [1 มี.ค. 2547 , 23:31:09 น.] ( IP = 169.210.0.111 : : )


  สลักธรรม 7


.

โดย วิ [2 มี.ค. 2547 , 16:31:12 น.] ( IP = 203.107.203.117 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org