มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ขอเรียนถามเรื่องการถือศีล ๘




สวัสดีค่ะ พี่ดอกแก้ว และทุก ๆ ท่าน
แม่พลอยขอเรียนถามเรื่องการถือศีล ๘ น่ะค่ะ


ศีล ๘ มีความหมายคือ
สำหรับฝึกตนให้ยิ่งขึ้นไปโดยรักษาในบางโอกาส หรือมีศรัทธาจะรักษาประจำก็ได้ เช่น แม่ชีมักรักษาประจำ หัวข้อเหมือนศีล ๕ แต่เปลี่ยนข้อ ๓ และเติมข้อ ๖-๗-๘ คือ

๑. เว้นจากทำลายชีวิต
๒. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี
๔. เว้นจากพูดเท็จ
๕. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป
๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเคลื่องลูบไล้ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง
๘. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ หรูหราฟุ่มเฟือย

โดย แม่พลอย [5 มี.ค. 2547 , 09:26:25 น.] ( IP = 219.197.4.230 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ในเรื่องของการบริโภคหลังเที่ยงคืนไปนั้น
สิ่งที่ควรและไม่ควร ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง ยังไงคะ
เพราะจากที่หลาย ๆ ท่านทราบกันอยู่ว่า สิ่งขบเคี้ยวหลังเที่ยงไปแล้วไม่ได้ใช่ไม๊คะ

เห็นมีผู้ที่ตอบกระทู้ไว้ แม่พลอยขอนำมาแปะตรงนี้นะคะ


****ถ้าคุณอยู่ในสาย มหานิกาย ที่ไม่ใช่พระป่า น้ำเต้าฮู้ ดื่มได้ (โดยความจริง น้ำเต้าฮู้ ทำจากถั่ว ที่เป็นธัญพืช พระพุทธเจ้าไม่อนุญาต แต่เขาดื่มกันได้อย่างไร ก็ไม่ทราบ)

เคยมีผู้เข้าใจผิดว่า ของใด ๆ ที่ไม่เคี้ยว นั้น กินได้ ความจริง ไม่ถูกนัก
ของที่กินได้ ฉันได้ยามบ่ายนั้น อนุโลมตามวินัย และข้อบัญญัติของพระพุทธองค์

เคี้ยวด้วยก็ได้

ถ้าไม่อยากผิดวินัย และศีลไม่พร่อง

ให้ซื้อ ชีส แผ่น (เนยแข็ง แบบเป็นห่อ ๆ ) มากิน แก้หิวได้ ให้พลังงานที่มากด้วย

ของที่เป็น สมุนไพร ตะไคร้ ข่า กระชาย พริกไทย มะกอกฝรั่ง ลูกโต ๆ มะกอกน้ำ ลูกเล็ก ๆ สมอ มะขามป้อม..กินได้ จิ้มเกลือกิน แก้ อยาก ได้ดี

ส่วนเครื่องดื่มที่เป็นน้ำ นม โอวัลติน ดื่มไม่ได้

พวกน้ำขวด กระดิงแดง ลิโพ สปอนเซอร์ น้ำแดง เฮล บลูบอย
น้ำผลไม้ ผลขนาดเล็ก ที่ไม่มีกาก น้ำได้ กาแฟ พร้อมครีม (ไม่ใช่นม) ดื่มได้***



โดย แม่พลอย [5 มี.ค. 2547 , 09:45:55 น.] ( IP = 219.197.4.230 : : )


  สลักธรรม 2

และในข้อที่ ๘ เรื่องที่นอนนั้น
ข้อห้าม จำกัดตรงส่วนใดบ้างคะ ขอทราบรายละเอียดน่ะค่ะ
อย่างคนอยู่เมืองหนาว จะมีข้อควรและไม่ควร อย่างไรบ้างคะ
ขอขอบพระคุณมากค่ะ

โดย แม่พลอย [5 มี.ค. 2547 , 09:48:30 น.] ( IP = 219.197.4.230 : : )


  สลักธรรม 3

สวัสดีค่ะแม่พลอย

พรุ่งนี้นะคะพรุ่งนี้ อาจารย์ทวีพรจะมาไขปัญหาให้ค่ะ..อิอิ

โดย น้องกิ๊ฟ [5 มี.ค. 2547 , 22:48:42 น.] ( IP = 169.210.7.228 : : )


  สลักธรรม 4



สวัสดีค่ะแม่พลอย มาตอบเรื่องที่แม่พลอยถามมา แต่ไม่ทราบว่าจะครอบคลุมสิ่งที่สงสัยหรือเปล่านะคะ

เรื่องวิกาลโภชนา จากที่ค้นมาขอนำมาตอบแม่พลอยดังนี้ค่ะ

ศีลข้อ ๖ วิกาลโภชนา เวรมณี มีองค์ ๔ คือ

๑. วิกาโล เวลาตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนอรุณขึ้น

๒. ยาวกาลิกํ ของเคี้ยวของกินที่สงเคราะห์เข้าในอาหาร

๓. อชฺโฌหรณปฺปโยโค พยายามกลืนกิน

๔.เตน อชฺโฌหรณํ กลืนให้ล่วงลำคอเข้าไปด้วยความเพียรนั้น

๔ ข้อนี้ใช้ตัดสินว่าผิดศีลข้อ ๖ หรือไม่ ค่ะ

ส่วนในเรื่องของเวลานั้นนะคะ เวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงเที่ยง เรียกว่า กาล คือเป็นเวลาบริโภคอาหาร ส่วนตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น(ของวันใหม่) เรียกว่า วิกาล เป็นเวลาที่ต้องเว้นจากการบริโภคค่ะ

อาหารทุกชนิด เว้นน้ำธรรมดา และน้ำดื่ม ๘ อย่าง ที่เรียกว่า อัฏฐบาน ที่มีพุทธานุญาตไว้ ได้แก่น้ำที่ทำจากผลมะม่วง ๑ ผลหว้า ๑ ผลกล้วยมีเมล็ด ๑ ผลกล้วยที่ไม่มีเมล็ด ๑ ผลมะทราง ๑ ผลจันทน์ หรือผลองุ่น ๑ เง่าบัว ๑ ผลมะปรางหรือลิ้นจี่ ๑

โดย ทวีพร [6 มี.ค. 2547 , 08:58:49 น.] ( IP = 169.210.7.25 : : )


  สลักธรรม 5



ต่อมาทรงมีพุทธานุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก น้ำใบไม้ทุกชนิด เว้นน้ำผักดอง น้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะทราง และทรงอนุญาตน้ำอ้อยสด

ในอรรถกถาท่านสรุปว่า ในเวลาวิกาลดื่มน้ำผลไม้ได้ทุกชนิด เว้นผลไม้ที่มีผลโตกว่าผลมะตูม ( บางแห่งว่าผลมะขวิด ) วิธีทำนั้นก็ต้องคั้นเอาแต่น้ำ และกรองให้ไม่มีกาก และไม่ผ่านการสุกด้วยไฟ

น้ำปานะดังกล่าวนี้เท่านั้นที่ผู้รักษาอุโบสถศีลควรดื่มในเวลาวิกาล นอกนี้ไม่ควร พึงสังเกตว่าไม่มีน้ำนมสดทุกชนิด คือน้ำนมของสัตว์ หรือนมที่ทำจากพืช เช่นถั่วเป็นต้น


โดย ทวีพร [6 มี.ค. 2547 , 09:00:04 น.] ( IP = 169.210.7.25 : : )


  สลักธรรม 6



นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังทรงอนุญาตให้บริโภคเภสัช ๕ อย่างคือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย รวมทั้งงบน้ำอ้อย อนุญาตให้รับประเคนเภสัช ๕ แล้วบริโภคได้ทั้งในกาลทั้งนอกกาลคือในเวลาวิกาลได้ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงอนุญาตรากไม้ที่เป็นเภสัช คือ ขมิ้น ขิง ว่านน้ำ ว่านเปราะ อุตพิด ข่า แฝก แห้วหมู หรือชนิดอื่นๆ ที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรเคี้ยวที่ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ของควรบริโภค รับประเคนมูลเภสัชเหล่านั้นแล้วเก็บไว้ได้จนตลอดชีพ ต่อมีเหตุ จึงให้บริโภคได้ เมื่อเหตุไม่มี ภิกษุบริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.

มีอยู่อีกคราวหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายที่อาพาธต้องการน้ำมันเปลวเป็นเภสัช จึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาค. พระองค์จึงทรงตรัสอนุญาตน้ำมันเปลวเป็นเภสัช คือ น้ำมันเปลวหมี น้ำมันเปลวปลา
น้ำมันเปลวปลาฉลาม น้ำมันเปลวหมู น้ำมันเปลวลา ที่รับประเคนในกาล เจียวในกาล
กรองในกาล แล้วบริโภคอย่างน้ำมัน

แต่ถ้ารับประเคนในวิกาล เจียวในวิกาล กรองในวิกาล แล้วบริโภคน้ำมันเปลวนั้น ต้องอาบัติ
ถ้ารับประเคนในกาล เจียวในวิกาล กรองในวิกาล แล้วบริโภคต้องอาบัติ
ถ้ารับประเคนในกาล เจียวในกาล กรองในวิกาล แล้วบริโภคต้องอาบัติ
ถ้ารับประเคนในกาล เจียวในกาล กรองในกาล แล้วบริโภค ไม่ต้องอาบัติ.


(ที่มา : พระวินัยปิฎกมหาวรรค เภสัชชขันธกะ ข้อ ๘๖ และข้อ ๒๖)
เภสัชชขันธกะ จาก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๕ วินัยปิฎกที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒

โดย ทวีพร [6 มี.ค. 2547 , 09:02:38 น.] ( IP = 169.210.7.25 : : )


  สลักธรรม 7



ส่วนในเรื่องของศีลข้อ ๘ อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี งดเว้นจากการนั่งและการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ นั้นมีองค์ ๓ คือ

๑. อุจฺจาสยนมหาสยนํ ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

๒. อุจฺจสยนมหาสยนสญฺญิตา รู้ว่าที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

๓. อภิสีทนํ วา อภิปชฺชนํ วา นั่งหรือนอนลง

คำว่า ที่นั่งและที่นอนสูงใหญ่ ในศีลข้อนี้ ท่านหมายเอาที่นั่งและที่นอนที่สูงใหญ่เกินประมาณ ที่ประดับตกแต่งด้วยเครื่องปูลาดที่วิจิตรงดงาม รวมไปถึงที่นอนที่ยัดด้วยนุ่มและสำลีด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้ยินดีติดใจในความงามและสัมผัสที่อ่อนนุ่มสบายของที่นั่งที่นอนเหล่านั้นค่ะ

(ที่มา : อุโปสถสูตร อํ ติกนิบาต ข้อ ๕๑๐วิสาขสูตร อํ อัฏฐกนิบาต ข้อ ๑๓๓)

โดย ทวีพร [6 มี.ค. 2547 , 09:05:00 น.] ( IP = 169.210.7.25 : : )


  สลักธรรม 8

สวัสดีค่ะ คุณน้องกิ๊ฟ อาจารย์ทวีพร
แม่พลอยต้องขอขอบคุณคุณน้องกิ๊ฟมาก ๆ ค่ะ
ที่กรุณาแจ้งให้ทราบ

และต้องขอขอบคุณอาจารย์ทวีพรมาก ๆ เลยค่ะ
ที่กรุณาชี้แจงรายละเอียด

แม่พลอยขอสรุปดูนะคะ หากผิดพลาดหรือมีสิ่งใดที่ต้องแก้ไข ขอความกรุณาด้วยค่ะ


เกี่ยวกับเครื่องดื่มที่ใช้ดื่มในเวลาวิกาล คือ เวลาหลังเที่ยงไปแล้วถึงรุ่งอรุณของวันใหม่นั้น
น้ำธรรมดา น้ำผลไม้ได้ทุกชนิด และน้ำอ้อยสดก็ได้ด้วย วิธีทำนั้นก็ต้องคั้นเอาแต่น้ำ และกรองให้ไม่มีกาก และไม่ผ่านการสุกด้วยไฟ

ที่ยกเว้นห้ามไว้คือ น้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก น้ำใบไม้ทุกชนิด น้ำผักดอง น้ำดอกไม้ทุกชนิด น้ำดอกมะทราง น้ำนมจากสัตว์ จากพืช(เช่น น้ำเต้าหู้)


ส่วนในเรื่องของเภสัชที่บริโภคได้นั้น ทั้งเนยข้น เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และทั้งขิง ข่า ว่าน....ฯลฯ
นั้นหมายถึง บริโภคได้เฉพาะตอนไม่สบาย(เจ็บป่วย) หรือว่าบริโภคได้ตลอดที่ต้องการ คือทั้งตอนสบายดี และไม่สบายคะ ??


ส่วนในเรื่องของที่นอนนั้น ควรเว้นจากในการนั่งและนอนในที่นอนสูงใหญ่
แล้วถ้าไม่สูงเหมือนเตียง แต่เป็นที่นอนต่ำ ๆ แต่มีนุ่นได้หรือไม่คะ แต่ที่อ่านดูเหมือนกับว่าไม่ได้ คือที่นอนที่ยัดด้วยนุ่นและสำลี
แสดงว่าไม่ได้เลย ถ้าเรียกว่าเป็นที่นอน เช่นที่นอนปูกับพื้นธรรมดา เหมือนที่นอนที่ชาวญี่ปุ่นนิยมปูกับพื้นแบบนั้นก็ไม่ได้ใช่ไม๊คะ ??
เพราะอากาศหนาวมากอย่างนี้ ถ้าไม่ได้ ไม่ทราบว่า พระหรือฆราวาสที่ถือศีล ๘ นอนกันยังไงน่ะค่ะ

แล้วผ้าห่มที่มียัดด้วยนุ่นล่ะคะ เกี่ยวกันกับเรื่องที่นอนหรือไม่คะ ??


ต้องขอขอบพระคุณมาก ๆ เลยค่ะ ขอความกระจ่างด้วยค่ะ

โดย แม่พลอย [6 มี.ค. 2547 , 21:55:22 น.] ( IP = 219.197.4.230 : : )


  สลักธรรม 9

สวัสดีค่ะแม่พลอย และทุกๆท่านนะคะ
เรื่องของศีลนั้นมีความสำคัญนะคะ
การที่มีการบัญญัติพระวินัยในหัวข้อของศีลนั้น
ก็เพื่อสร้างกรอบหรือทางเดินอันมีความสังวรระวัง
ให้แก่ผู้ที่ต้องการจะดำรงชีวิตให้มั่นคง
ถูกและตรงต่อทางที่จะพ้นไปจาก
การเวียนว่ายตายเกิดได้คะแม่พลอย


และความสำคัญนี้เราจะต้องทราบถึงองค์ประกอบที่จะต้องประพฤติให้ถูกด้วยคะ ว่าศีลนั้นมีความต่างระดับอย่างไร เพื่อจะได้ควบคุมพฤติกรรมของตนให้เจริญไปตามอำนาจของคุณความดี และคุณของศีลได้นะคะแม่พลอย

โดย พี่ดอกแก้วค่ะ [7 มี.ค. 2547 , 06:59:46 น.] ( IP = 203.170.156.189 : : )


  สลักธรรม 10

ศีลคืออะไร ?

คำอธิบายในพระพุทธพจน์ท่านได้ขยายไว้ว่า ...

ธรรมชาติใดย่อมกระทำให้กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี ตั้งไว้ด้วยดี ธรรมชาตินั้นเรียกว่า ศีล

ธรรมชาติใดที่ทรงไว้ซึ่งกุศลธรรมมี ศีล สมาธิ ปัญญา มีวิมุติ ธรรมชาตินั้นเรียกว่า ศีล ได้แก่เจตนาเจตสิก


เจตนา คือ การกระทำให้มีการเคลื่อนไหวทางกาย ให้มีการเคลื่อนไหวทางวาจาที่ดีไม่ให้อกุศลเกิด

ทานเจตนา คือ เจตนาที่เกี่ยวกับการบริจาคทาน

ศีลเจตนา คือ เจตนาที่เกี่ยวกับการรักษาศีล

สมาธิ ปัญญา และมรรคผล ย่อมต้องอาศัยศีล จึงจะมีเกิดขึ้นได้

โดย พี่ดอกแก้วค่ะ [7 มี.ค. 2547 , 07:05:35 น.] ( IP = 203.170.156.189 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org