มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หันหน้าเข้าวัด...เรื่องพอดี




พอดี
รายการหันหน้าเข้าวัด ออกอากาศวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๒
โดย...อาจารย์ บุษกร เมธางกูร



สวัสดีค่ะ! ท่านผู้ฟังวันนี้เราจะมาพูดถึงการพัฒนาชีวิตตามแนวทางของพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคำกล่าวว่า การพัฒนาชาติให้เริ่มต้นที่ประชาชน การพัฒนาคนให้เริ่มต้นที่จิตใจ ถ้าจะพัฒนาสิ่งใดต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน

เพราะเป็นความจริงที่ว่าความสุขความทุกข์อยู่ที่ตัวของเราเอง ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว คนเรามีการกระทำเป็นกรรม และกรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เป็นไปต่าง ๆ ถ้าเราทำกรรมดี สิ่งที่ทำมาคือความดี เรียกว่า กุศลกรรม ถ้าเราทำไม่ดี สิ่งที่ทำมาจะนำความหายนะ ความเสื่อมมาให้แก่ผู้ทำ เรียกว่า อกุศลกรรม

ดังนั้น เราจะต้องเป็นผู้พิสูจน์และสังเกตชีวิตของเรา พัฒนาชีวิตให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และนำความรู้ความเข้าใจนั้นมาสร้างสรรค์เพื่อจะได้ส่งเสริมชีวิตจิตใจของเราให้อยู่รอดปลอดภัยได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกวันนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้าเรารู้จักคำว่า “พอดี” หรือคำว่า “พอ”

หรือใช้ตามโครงการพระราชดำริที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เราทุกคนสามารถรักษาชีพ รักษาความเป็นอยู่ของเราได้อย่างดี เพราะเมืองไทย ยังมีความสมบูรณ์อย่างยิ่ง อยู่ที่ว่าเราจะเห็นคุณค่าความสมบูรณ์ของประเทศไทยมากน้อยเพียงใด ดังนั้น ความไม่พอจึงตัวก่อให้เกิดความทุกขเวทนา ความเร่าร้อนต่างๆ แก่ผู้นั้น เกิดการแสวงหาเพื่อได้มาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข สิ่งเหล่านี้จัดว่าเป็นของจอมปลอมเป็นของชั่วคราว เพราะได้ลาภก็เสื่อมลาภ ได้ยศก็เสื่อมยศ มีสุขก็มีทุกข์ มีคำกลอนอยู่บทหนึ่งที่นักปราชญ์ท่านแต่งไว้ว่า

ความไม่พอใจจนเป็นคนเข็ญ
พอแล้วเป็นเศรษฐีมหาศาล
จนทั้งนอกทั้งในไม่ได้การ
ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:23:32 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ความจนจึงมี ๒ ชนิด
คือ จนเพราะไม่มี กับ จนเพราะไม่พอ

คำว่า จนเพราะไม่มี เกิดขึ้นจากฐานะความเป็นอยู่ของบุคคลนั้น ได้รับวิบากไม่ดีเพราะขาดผลของทานในอดีตชาติ แต่ก็ไม่น่ารังเกียจหรือเป็นอันตรายต่อชีวิตมากมายนัก

ถ้าผู้นั้นรู้จักขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ มีความขยันขันแข็ง ไม่เกียจคร้าน ตั้งตนไว้ชอบ และคบมิตรดี ความจนที่มีอยู่จะสามารถทำให้ผู้นั้นเปลี่ยนแปลงกลับกลายเป็นคนที่มีความอุดมสมบูรณ์มีเงินมีฐานะขึ้นมาได้ด้วยความขยันขันแข็ง

แต่โดยส่วนใหญ่เรามักจะนำชีวิตของเราไปผูกไว้กับความรู้สึกของผู้อื่น เช่น กลัวเขาจะว่าอย่างนั้น กลัวเขาจะตำหนิอย่างนี้ทั้งที่ความจริงแล้ว สุข-ทุกข์ อยู่ที่ตัวของเราเอง

เราจะต้องรู้จักคำว่า “พอ”
รู้จักพอแล้วจึงดี ไม่ใช่หาดีแล้วจึงพอ

คนที่หาดีต่างไม่มีพอ เพราะวัตถุและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดจากเทคโนโลยี เกิดขึ้นจากมันสมองของผู้ที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์ เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีการสร้างสรรสิ่งที่เป็นเครื่องทุ่นแรง เครื่องอำนวยความสะดวกได้มากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นอามิสเครื่องล่อ

ถ้าเราวิ่งตามความต้องการในวัตถุเหล่านั้น เราจะไม่รู้จักพอ จากหนึ่งไปสองจากสองไปสาม มีอย่างนี้อยากได้อย่างโน้น ทำให้ชีวิตของผู้นั้นเป็นเสมือนคนจนเพราะไม่รู้จักพอ

แต่สำหรับชีวิตที่รู้จักคำว่า “พอดี” พอดีแก่ฐานะมีความสันโดษ ยินดีตามมี ยินดีตามได้ คนพวกนี้เป็นคนที่น่านับถือและน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:26:32 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 2

ขอให้เราทุกคนตั้งใจทำความดี เพราะความดีเมื่อทำไปแล้ว ย่อมนำความเจริญไปสู่ผู้ทำอย่างมั่นคง บางครั้งเราจะเห็นว่า ความโกรธความฉุนเฉียว ความโลดแล่นไปกับชีวิตที่ขาดสัมมาทิฏฐิ จะทำให้ผู้นั้นเร่าร้อนและเดือดร้อนมากมาย โทสะซึ่งเป็นโรคร้ายทางใจ ก็รุมเร้าและเร่าร้อน ทำให้เกิดโรคเครียด หรือที่เราเรียกว่า “โรคประสาท”

อย่างทุกวันนี้ถนนในกรุงเทพมหานครจะมีรถติดมากมาย ยิ่งในช่วงที่มีฝนตกตอนเช้า ๆ เราจะออกไปทำงานต้องไปฟันฝ่าอุปสรรค ต้องทนโหนรถเมล์ ต้องทนตากฝน แม้จะมีรถเก๋งขับไปเองก็ยังเลี่ยงรถติดไม่ได้

แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นธรรมดา เพราะไม่ได้เกิดกับเราคนเดียว คนทั่วๆไป ก็พบสภาพรถติดเหมือนกัน แต่เขามีขันติจึงสามารถข่มอารมณ์ไว้ได้

ฉะนั้น ขันติ ความอดกลั้นต่อความลำบาก อดกลั้นต่อทุกขเวทนา อดกลั้นต่ออารมณ์ ขันตินั้นจึงเป็นยอดตบะของชีวิต คือสามารถเผาผลาญ และหล่อหลอมกิเลสตัณหาต่าง ๆ ให้เบาบางจางหายลงไปได้

และดิฉันขอเสนอแง่คิดซึ่งเป็นบทประพันธ์ของกวีท่านหนึ่งไว้ว่า ชีวิตคนเราเมื่อได้ทำความดีแล้ว จะต้องท่องไว้อยู่เสมอว่า

ใครชอบ ใครชัง ช่างเถิด

ใครเชิด ใครแช่ง ช่างเขา

ใครด่า ใครบ่น ทนเอา

ใจเรา ร่มเย็น เป็นพอ

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:29:28 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 3

ถ้าในชีวิตคนเรามีแต่ตัว ช.ช้าง คือ ช่างเถอะ ไม่มีตัว ห.หีบ คือ การให้ เราก็จะเป็นคนที่เห็นแก่ตัว

ดังนั้น เราจึงต้องปลูกฝังคุณธรรมให้มีอยู่ในจิตใจของเรา หลักธรรมประจำใจคือรู้จักพอ โดยพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ยินดีกับสิ่งที่ตนเองได้ เมื่อไม่มีสิ่งที่ตนเองชอบ ก็ต้องชอบในสิ่งที่ตนเองมี

มีคนหลายคนบ่นว่า “ทำดีแทบตายไม่เห็นได้ดีเลย ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ผลของงาน แต่ค่าของคนอยู่ที่ว่าเป็นคนของใคร” ควรจะต้องทำใจให้ยอมรับกับสิ่งที่มากระทบว่า ช่างเถอะ คือ การละอุปาทาน

บางคนได้แต่เรียกร้องอยากเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง อยากมีหน้ามีตา อยากมีคนรักคนเข้าใจ แต่ไม่ยอมดูความสามารถของตนเอง เป็นคนใฝ่สูงเกินศักดิ์ เกินบุญที่ตนเองทำมาจนเป็นผลร้าย เพราะว่าเมื่อเราไม่ได้สร้างเหตุเราก็จะไม่ได้รับผลนั้นเป็นของธรรมดา

พระพุทธองค์ทรงสอนให้เวไนยสัตว์ทั้งหลาย รู้จักความดี ให้ทำความดีให้ได้ ดังในหนังสือจีนเล่มหนึ่ง
ขงจื้อได้บอกไว้ว่า อย่าห่วงเลยว่าใครจะไม่รู้ว่าท่านเก่งหรือมีความสามารถ จงห่วงว่า สักวันหนึ่งมีคนยกย่องและเลื่อนตำแหน่งให้ท่าน ท่านจะเก่งและมีความสามารถสมกับที่เขายกย่องและเลื่อนตำแหน่งให้หรือเปล่า นี่คือคำสอนของขงจื้อ ซึ่งเป็นประโยชน์

เราสามารถฟังอะไรในทัศนะความเห็นของใครก็ได้ แล้วเราเอาดีเก็บมาใช้เอาชั่วเก็บมาละ เราก็จะมีกำไรชีวิตมากที่สุด

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:31:58 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 4

เพราะฉะนั้นเราจึงต้องรู้จักพอ คำว่า รู้จักพอ คือ สันโดษ รู้จักการให้คือ ทาน และ ช่างเถอะก็คือ ละอุปาทาน

๓ ประการนี้ถ้าเรานำมาเตือนตนเองอยู่เสมอ ๆ เราจะร่มเย็นเป็นสุขได้ และทุกชีวิตต้องเป็นผู้นำตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นผู้นำต้องเป็นคนมีฝีมือ ต้องเป็นคนขยันขันแข็ง มีศิลปะ มีความรู้ต่าง ๆ มีความพอใจ มีความสันโดษ

และสิ่งที่อุดหนุนที่ดีที่สุดคือ พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระตถาคตเจ้าการทำความดีเราจะทำอย่างไรถึงจะดี มีหลักอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ


๑. ทำดีให้ถูกดี

๒. ทำดีให้ถึงดี

๓. ทำดีให้พอดี

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:34:02 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 5

๑. ทำดีให้ถูกดี
หมายถึง การทำหน้าที่ ความรับผิดชอบให้ดีที่สุด
ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง

ในนิทานอีสปเรื่องหนึ่งมีเนื้อความว่า ลาตัวหนึ่ง มีหน้าที่ลากเกวียนที่หนักมากแต่ได้อาหารจากเจ้านายไม่ค่อยสมบูรณ์ ขาดการดูแล ถูกยุงกัด ถูกสุนัขกัด ส่วนสุนัขที่เจ้านายเลี้ยงไว้กลับได้รับอาหารที่ดี ๆ ลาจึงสังเกตดูว่า สุนัขมีหน้าที่อะไรจึงได้อาหารที่ดี ๆ ถ้าตนเองคือลามีโอกาสจะได้เปลี่ยนหน้าที่ในการทำงานบ้าง

ในที่สุด ลาก็รู้ว่าสุนัขทำหน้าที่เห่าและไล่ขโมย ลาจึงนึกในใจว่าอย่างนี้เราก็ทำได้ เมื่อว่างจากงานประจำคือลากเกวียน ลาก็จะซ้อมเห่า เพื่อจะให้มีเสียงให้เหมือนสุนัข แต่เสียงใช้ไม่ได้เลย เพราะลาไม่เคยเห่า อยู่มาวันหนึ่งเป็นโอกาสดีของลา มีขโมยขึ้นบ้านแต่สุนัขกลับนอนหลับเพราะไปเที่ยวดึกมาหลายคืน ลาส่งเสียงบอกสุนัขว่าขโมยมาแล้วปลุกให้สุนัขลุกขึ้นมาเห่าขโมย สุนัขลืมตาขึ้นแต่ไม่ยอมเห่าและหลับต่อ ลาจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะทำหาความดีความชอบเพราะคิดว่า เราเห่าเองก็ได้ ลาจึงส่งเสียงเห่าขโมย

เมื่อขโมยได้ยินเสียงลาเห่าก็รู้สึกขำ เพราะขโมยรู้สึกว่าเสียงลาเห่าเหมือนเสียงดนตรีประกอบการขโมยมากกว่าการเห่าไล่ และฟังด้วยความเพลิดเพลิน ลาโกรธมากจึงใช้เท้าทั้งสองข้างเตะคอกเสียงดังโครมคราม ขโมยเกรงว่าเจ้าของบ้านจะตื่น จึงวิ่งหนีและทิ้งของที่ขโมยไว้ไม่ได้เอาไปด้วย

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:35:22 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 6

เมื่อขโมยหนีไปแล้ว สุนัขก็ตื่นขึ้นมาและวิ่งไปเก็บของที่ขโมยทิ้งไว้ ลานึกโกรธในใจว่า เจ้าสุนัขถึงเวลาเห่าก็ไม่เห่า ตอนนี้ก็จะมาเอาความดีความชอบอีกอย่างนี้เขาเรียกว่า “ชุบมือเปิบ” จำเป็นจะต้องเแสดงให้เจ้านายเห็นความดีความชอบว่า นี่เป็นฝีมือของเรา ไม่ใช่ของสุนัข

ลาเลยเตะคอกเพื่อให้เจ้านายตื่นขึ้นมาเห็นผลงาน แต่ตอนเตะคอกไล่ขโมย เจ้าของบ้านยังไม่ตื่น มาตื่นตอนที่ขโมยไปแล้ว กำลังหลับเพลิน ๆ พอตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงลาเตะคอก เจ้าของบ้านนึกโกรธลาว่า เป็นบ้าอะไรขึ้นมาจึงเตะคอกอย่างนั้นไม่รู้จักหลับจักนอน จำเป็นต้องสั่งสอนเสียบ้าง

เจ้านายจึงคว้ากระป๋องใส่น้ำใบใหญ่พร้อมกระบองตรงไปที่คอกของลา ส่วนเจ้าลาพอเห็นเจ้าของบ้านเดินมาก็กระหยิ่มใจว่า เอาล่ะ! ความดีความชอบจะเกิดขึ้นกับเราแล้ว เลยก้มหัวรอรับรางวัล จึงโดนน้ำในกระป๋องสาดเข้าโครมหนึ่ง และโดนกระบองอันใหญ่ตีนับไม่ถ้วน ลาก็เลยซึมไปและบ่นกับสุนัขว่า ทำดีไม่ได้ดี

ที่เป็นเช่นนี้เพราะลาไม่รู้ว่า ลาเองมีหน้าที่แต่ไม่ทำตามหน้าที่ของตนกลับไปทำสิ่งในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ ขงจื้อท่านยังเตือนว่ามีหน้าที่อะไร ต้องทำให้ดีที่สุด ขงจื้อเลี้ยงม้า ม้าจะต้องอ้วน ขอจื้อเป็นเสนาบดีกระทรวงการคลัง การเงินจะต้องเต็มคลัง

ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด คือทำดีให้ถูกดีนั่นเอง
รู้จักว่าอะไรไม่ใช่สิ่งที่ควรทำก็อย่าไปทำ
ไม่ใช่หน้าที่ตนก็อย่าไปทำ เพราะทำแล้วทำดีไม่ถูกดี

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:37:33 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 7

๒. ทำดีให้ถึงดี
คือ ทำดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้นาน ๆ ทำดีให้ปรากฏเป็นผล เพราะคนเราใจร้อน บางคนทนรอไม่ไหว รีบชิงลาออกเสียก่อนที่โครงการจะเริ่มและสำเร็จ

เช่น อาชีพครู เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเพราะการสอนให้เด็กเป็นคนเก่ง และเป็นคนดีนั้น ทำไม่ได้ในวันเดียว หากครูล้มเลิกการสอนกลางคันก็จะมีลักษณะไม่ต่างไปจากชาวนาที่ฆ่าห่านเพื่อหาทองคำ

การสั่งสอนต้องใช้เวลา จึงจะมีผลให้ชื่นใจ มีโคลงอยู่บทหนึ่งของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุลได้ประพันธ์ไว้ว่า



กล้วยไม้ออกดอกช้า ฉันใด

การศึกษาเป็นไป ฉันนั้น

แต่ออกดอกคราใด งามเด่น

การศึกษาปลุกปั้น เสร็จแล้ว แสนงาม



จะเห็นได้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จนั้น มักจะเป็นผู้ที่ต่อสู้กับอุปสรรคอย่างไม่ย่อท้อ คือทำดีจนถึงจุดที่ความดีให้ผล และ

ขอให้นึกถึงพุทธประวัติว่า ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะ
จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนักถึง ๖ ปี ในระหว่าง ๖ ปี พระองค์ทรงพบแต่ความผิดหวัง และความล้มเหลวอยู่หลายครั้ง แต่พระองค์ไม่เลิกรา และไม่เลิกล้มการปฏิบัติกลางคัน ขนาดเพียรบำเพ็ญสมาธิกับอาฬารดาบส และอุทกดาบส ก็ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพานยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ จึงหันมาอดอาหารจนผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทรงอดข้าวจนสลบอยู่หลายครั้ง ถึงกระนั้นก็ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน คือ ไม่บรรลุโพธิญาณนั่นเอง

ภายหลังพระองค์หันมาบำเพ็ญเพียรทางใจ และเริ่มเสวยอาหารอีกครั้งหนึ่ง พระปัญจวัคคีย์เข้าใจว่า พระองค์ทรงล้มเหลวไม่เพียรพยายามต่อไปแล้ว จึงทิ้งพระองค์ไปอยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระองค์ยังทรงไม่เลิกความพยายาม

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:40:19 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 8

จนกระทั่งวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ในปีที่ ๖ ของการบวช พระองค์ได้รับหญ้าคาจำนวน ๘ กำ จึงนำมาปูลาดเป็นบัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์

ขณะนั้นพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน พระองค์ทรงพิจารณาว่า แสงของพระอาทิตย์อาจสาดส่องถึงดวงตาของพระองค์ได้ พระองค์จึงหันหลังให้ต้นโพธิ์ และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เมื่อนั่งใต้ต้นโพธิ์


พระองค์ทรงอธิษฐานในใจว่า

ขอนั่งเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

แม้กระทั่ง เนื้อ เลือด จะเหือดแห้งไป

กระดูกจะผุสลายไป

ถ้าเรายังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด

จะไม่ขอลุกขึ้นจากที่นั่งบัลลังก์นี้ตราบนั้น



พระองค์ขอนั่งเป็นครั้งสุดท้ายและได้ระดมความเพียรทั้งหมด พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันรุ่งขึ้น

อันนี้มีข้อควรคิดได้ว่า ถ้าพระพุทธองค์ไม่ทรงอธิษฐานใจไว้ก่อนนั่ง พระองค์อาจจะไม่ตรัสรู้ในคืนนั้นก็ได้ การที่จะนั่งสมาธิจนตรัสรู้จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือมีสมาธิที่ดี ถ้ามีคนมารบกวนสมาธิ แล้วพระองค์ทรงลุกหนีไป พระองค์จะไม่ได้ตรัสรู้ คืนนั้นพญามารได้มารบกวนพระองค์ ตอนที่พญามารยกทัพมา เทวดาและพรหมที่เคยเฝ้า ก็ได้ลากลับไปตั้งแต่บ่ายจนหมด เหลือแต่พระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียว

พระองค์ทรงต่อสู้กับพญามาร โดยไม่มีใครช่วยเหลือ ในที่สุดพระองค์ทรงชนะพญามาร นี่คือการทำความดีมีความตั้งใจไม่คิดเลิกกลางคัน เราจะต้องนึกถึงสิ่งเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจของเรามาก ๆ ว่า

เมื่อคิดจะทำอะไรแล้ว ต้องทำให้ถึงดี

โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:44:23 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 9

๓. ทำดีให้พอดี
คือ ทำไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ซึ่งเรียกว่า มัชฌิมา-ปฏิปทา คือทางสายกลาง บางคนพยายามทำทุกอย่างเกินกำลังความสามารถ ง่วงแล้วแทนที่จะไปหลับไปนอน ก็พยายามอดทนทำแต่ร่างกายสู้ไม่ได้ เรียกว่า ทำไม่พอดี

บางคนก็มีความสามารถ มีโอกาสฟังธรรม มีโอกาสสวดมนต์ แต่ปล่อยปะละเลยโอกาสนั้นไป คิดฟุ้งซ่านใจคิดไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ เรียกว่า ทำดีไม่พอดี ฉะนั้น การทำดีให้พอดี ก็จะต้องรู้จักตนเป็นสิ่งสำคัญ

ทั้งหมดนี้ได้นำเสนอการดำรงชีวิต และการใช้วิจารณญาณที่จะสู้กับชีวิตให้เกิดความตั้งมั่นเพื่อพัฒนาชีวิต ไปในแนวทางของคุณธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า



เกิดเป็นคนควรหวังอย่ายั้งหยุด

มิรู้สุดสิ้นหวังตั้งคาดหมาย

หวังไว้เถิดหวังยั่งยืนมิคืนคลาย

ปราญช์ทั้งหลายสมหวังเพราะตั้งใจ



นี่คือคำประพันธ์ของสุนทรภู่ที่ท่านเคยเตือนไว้ว่าทำอะไรต้องตั้งใจทำให้สำเร็จ


จับให้มั่นคั้นให้หมายให้วายวอด

ช่วยให้รอดรักให้ชิดพิศมัย

ตัดให้ขาดปรารถนาสิ่งใด

เพียรจงได้ดั่งประสงค์ที่ตรงดี



นั่นก็คือ ทำดีให้ถึงดีนั่นเอง วันนี้รายการหันหน้าเข้าวัดก็หมดเวลาลงอีกแล้ว ดิฉันบุษกร เมธางกูร ต้องขอลาท่านผู้ฟังไปก่อน สวัสดีค่ะ!


โดย เซิ่น [9 มี.ค. 2547 , 07:46:53 น.] ( IP = 169.210.26.26 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบคุณค่ะน้องเซิ่น ต้องกลับมาทบทวนตนเอง ว่าเข้าข่ายทำดีประเภทไหน เรื่องนี้เหมาะกับทุกๆคนจริง เพราะว่า ทำดีได้นิดเดียว ก็หลงคิดว่าทำมากแล้ว หรือไม่ ก็แบ่งเวลาทำดีไม่พอดี อยู่กับอสาระเสียมากมาย

โดย น้องอุ๊ [9 มี.ค. 2547 , 12:27:57 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org