มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กฎแห่งกรรมตามหลักฐานในพระไตรปิฏก






กฎแห่งกรรมตามหลักฐานในพระไตรปิฏก

สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เป็นคำที่พระพุทธองค์ตรัสยืนยันฐานะของสัตว์ในโลกนี้...ที่มีการแสดงออกสามทางคือ..ทางกาย วาจา ใจ... จะผลเกิดทั้งดีทั้งชั่ว

เพื่อเป็นอุทธรณ์จึงขอนำเรื่องราวในพระไตรปิฏกมาแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบอย่างน้อยจะได้มีข้อมูลยืนยันอ้างอิงเป็นคติสอนใจกันต่อไป

ภิกษุ ๗ รูป อดอาหาร ๗ วันในถ้ำ
ภิกษุ ๗ รูปอีกพวกหนึ่ง ไปจากปัจจันตชนบท เพื่อต้องการจะ เฝ้าพระศาสดา

เวลาเย็น เข้าไปสู่วัดแห่งหนึ่ง แล้วถามถึงที่พัก. ก็ในถ้ำแห่งหนึ่ง มีเตียงอยู่ ๗ เตียง, เมื่อภิกษุเหล่านั้นได้ถ้ำนั้นแล นอนบนเตียงนั้นแล้ว,

ตอนกลางคืน แผ่นหนเท่าเรือยอดกลิ้งลงมาปิดประตูถ้ำไว้ พวกภิกษุเจ้าของถิ่นกล่าวว่า.. “พวกเราให้ถ้ำนี้ถึงแก่ภิกษุอาคันตุกะ, ก็แผ่นหินใหญ่นี้ ได้ตั้งปิดประตูถ้ำเสียแล้ว. พวกเราจักนำแผ่นหินนั้นออก”.. แล้วให้ประชุมพวกมนุษย์จากบ้าน ๗ ตำบลโดยรอบ แม้พยายามอยู่ ก็ไม่อาจยังแผ่นหินนั้นให้เขยื้อนจากที่ได้.


โดย ชมรมเว็บพระพุทธศาสนา - [11 มี.ค. 2547 , 07:48:14 น.] ( IP = 203.170.147.61 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แม้พวกภิกษุผู้เข้าไป (อยู่) ในภายใน ก็พยายามเหมือนกัน.

แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่อาจให้แผ่นหินนั้นเขยื้อนได้ตลอด ๗ วัน,

พวกภิกษุอาคันตุกะ อันความหิวแผดเผาแล้วตลอด ๗ วัน ได้เสวยทุกข์ใหญ่แล้ว. ในวันที่ ๗ แผ่นหินก็ได้กลับกลิ้งออกไปเอง.

พวกภิกษุออกไปแล้ว คิดว่า... “บาปของพวกเรานี้ เว้นพระศาสดาเสียแล้วใครเล่าจักรู้ได้พวกเราจักทูลถาม พระศาสดา”..

ดังนี้แล้ว ก็พากันหลีกไป.พวกภิกษุทูลถามถึงกรรมของตนและผู้อื่น ภิกษุเหล่านั้น มาบรรจบกันกับภิกษุพวกก่อนในระหว่างทาง รวมเป็นพวกเดียวกันเข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งมีปฏิสันถารอันพระศาสดาทรงทำแล้ว

จึงทูลถามถึงเหตุที่ตนเห็นและที่คนเสวยมาแล้วโดยลำดับ. แม้พระศาสดาก็ตรัสพยากรณ์แก่ภิกษุเหล่านั้นโดยลำดับอย่างนี้.

โดย อ.ธเนศ อุ่นศิริ [11 มี.ค. 2547 , 07:51:40 น.] ( IP = 203.170.147.61 : : )


  สลักธรรม 2



บุรพกรรมของภิกษุ ๗ รูป

“ภิกษุทั้งหลาย.. แม้พวกเธอก็เสวยกรรมอันตนกระทำแล้วเหมือนกัน.

ก็อดีตกาล เด็กเลี้ยงโค ๗ คนชาวกรุงพาราณสี เที่ยวเลี้ยงโคอยู่คราวละ ๗ วัน ในประเทศใกล้ดงแห่งหนึ่ง

วันหนึ่งเที่ยวเลี้ยงโคแล้วกลับมาพบตะกวดใหญ่ตัวหนึ่ง จึงไล่ตาม. ตะกวดหนีเข้าไปสู่จอมปลวกแห่งหนึ่ง.ก็ช่องแห่งจอมปลวกนั้นมี ๗ ช่อง.

พวกเด็กปรึกษากันว่า บัดนี้ พวกเราจักไม่อาจจับได้ พรุ่งนี้จึงจักมาจับดังนี้แล้ว จึงต่างคนต่างก็ถือเอากิ่งไม้ที่หักได้คนละกำๆ แม้ทั้ง ๗ คนพากันปิดช่องทั้ง ๗ ช่องแล้วหลีกไป.

ในวันรุ่งขึ้นเด็กเหล่านั้นมิได้คำนึงถึงตะกวดนั้น ต้อนโคไปในประเทศอื่น ครั้นในวันที่ ๗ พาโคกลับมา พบจอมปลวกนั้น กลับได้สติ คิดกันว่า

..... ‘ตะกวดนั้นเป็นอย่างไรหนอ’ จึงเปิดช่องที่ตนๆ ปิดไว้แล้ว. ตะกวดหมดอาลัยในชีวิต เหลือแต่กระดูกและหนังสั่นคลานออกมา.

เด็กเหล่านั้นเห็นดังนั้นแล้ว จึงทำความเอ็นดูพูดกันว่า ‘พวกเราอย่าฆ่ามันเลย, มันอดเหยื่อตลอด๗ วัน’ จึงลูบหลังตะกวดนั้นแล้วปล่อยไป

ด้วยกล่าวว่า ‘จงไปตามสบายเถิด.’เด็กเหล่านั้นไม่ต้องไหม้ในนรกก่อน เพราะไม่ได้ฆ่าตะกวด แต่ชนทั้ง ๗นั้น ได้เป็นผู้อดข้าวร่วมกันตลอด ๗ วันๆ ใน ๑๔ อัตภาพ ภิกษุทั้งหลายกรรมนั้น พวกเธอเป็นเด็กเลี้ยงโค ๗ คนทำไว้แล้วในกาลนั้น.”

โดย อ.ธเนศ อุ่นศิริ - [11 มี.ค. 2547 , 07:57:44 น.] ( IP = 203.170.147.61 : : )


  สลักธรรม 3

พระศาสดาทรงพยากรณ์ปัญหา อันภิกษุเหล่านั้นทูลถามแล้วๆ ด้วยประการฉะนี้.

”คนจะอยู่ที่ไหนๆ ก็ไม่พ้นจากกรรมชั่วครั้งนั้น

ภิกษุรูปหนึ่ง ทูลพระศาสดาว่า “ความพ้นย่อมไม่มีแก่สัตว์ที่ทำกรรมเป็นบาปแล้ว ผู้ซึ่งเหาะไปในอากาศก็ดี แล่นไปในสมุทรก็ดี เข้าไปสู่ซอกแห่งภูเขาก็ดี หรือ ? พระเจ้าข้า.”

พระศาสดา ตรัสบอกว่า “อย่างนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย แม้ในที่ทั้งหลาย มีอากาศเป็นต้น

ประเทศแม้สักส่วนหนึ่งที่บุคคลอยู่แล้วพึงพ้นจากกรรมชั่วได้ ไม่มี”

โดย อ.ธเนศ อุ่นศิริ - [11 มี.ค. 2547 , 07:59:40 น.] ( IP = 203.170.147.61 : : )


  สลักธรรม 4


ขอขอบพระคุณครับผม
ที่ท่านได้เพียรพยายามรักษาไว้
ซึ่งพระพุทธพจน์อันประเสริฐนี้ครับ


ขออนุโมทนาสาธุกับ อ. ธเนศ อุ่นศิริ พร้อมทั้ง..เรียนเชิญมาร่วมงานของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูรด้วยนะขอรับ

โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี - [11 มี.ค. 2547 , 08:11:25 น.] ( IP = 203.170.147.61 : : )


  สลักธรรม 5

การเข้าใจเรื่องเหตุ เรื่องผล.. เรื่องกิเลส.. เรื่องกรรม.. เรื่องวิบาก จะเป็นปัจจัยที่จะทำให้ได้รับทุกข์จากจางสารวัฏฏ์น้อยลงแน่ๆค่ะ

นอกจากนั้นจะต้องเข้าใจวิถีจิตว่า... ในขณะที่เห็นอะไรครั้งหนึ่งๆ นั้นมีความสลับซับซ้อนยิ่งนักนะคะ

วิบากจิต เช่น จักขุวิญญาณจิตที่กำลังเห็นก็ดี สัมปฏิจฉันนจิตซึ่งรับอารมณ์ต่อจากจักขุวิญญาณจิตก็ดี สันตีรณจิตซึ่งพิจารณาอารมณ์ต่อจากสัมปฏิจฉันนทจิตก็ดี


ต้องเข้าใจนะคะว่าเป็น วิบากจิตทั้งหมด แต่ ขณะที่ทำกุศลกรรมประเภทหนึ่งประเภทใด ขณะนั้นเป็นกุศลชวนวิถีจิต

ขณะที่ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ โสตวิญญาณวิบากจิตก็เพียงเกิดขึ้น ได้ยินแล้วปฏิจฉันนจิตก็รับเสียงนั้นต่อ
แล้วสันตีรณจิตก็พิจารณาเสียงนั้น...วิบากจิตกระทำกุศลกรรม อกุศลกรรมอะไรๆ ไม่ได้เลย

โดย อ.บุษกร เมธางกูร - [11 มี.ค. 2547 , 08:18:03 น.] ( IP = 203.170.147.61 : : )


  สลักธรรม 6

ขณะที่กลิ่นที่ดีกระทบจมูก ฆานวิญญาณวิบากจิตก็เกิดขึ้นรู้กลิ่นนั้น

สัมปฏิจฉันนจิตรับรู้กลิ่นนั้น

สันตีรณจิตพิจารณากลิ่นนั้น

แต่ทำกรรมใดๆ ไม่ได้ ทำให้รูปเคลื่อนไหวใดๆ ไม่ได้เลย

ขณะที่กำลังพูด เดิน ยกมือ เคลื่อนไหวทำกิจการงานใดๆ นั้น ไม่ใช่วิบากจิตที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ

แต่เป็นชวนวิถีซึ่งเป็นปัจจัยให้รูปเคลื่อนไหวไปด้วยกุศลจิตหรืออกุศลจิต ฉะนั้น จิตที่กระทำกรรมใดๆ จึงไม่ใช่วิบากจิต การศึกษาของนักศึกษาพระอภิธรรม จึงควรที่จะทำความเข้าใจให้ละเอียดถี่ถ้วนด้วยนะคะ

โดย อ.บุษกร เมธางกูร - [11 มี.ค. 2547 , 08:22:03 น.] ( IP = 203.170.147.61 : : )


  สลักธรรม 7

ขณะที่ทานอาหาร.. จิตที่เห็นเป็นวิบากจิต
แต่จิตที่พอใจในอาหารที่เห็นเป็นโลภมูลจิต

จิตที่ลิ้มรสเปรี้ยวหรือหวานเป็นวิบากจิต
จิตที่ทำให้รูปเคลื่อนไหวไปตักอาหาร หรือเคี้ยวกลืนด้วยความพอใจนั้นเป็นโลภมูลจิต
ต้องรู้ให้ตรงกับความจริงเช่นนี้นะคะ

สติสามารถจะเกิดขึ้น ระลึกรู้ลักษณะของจิตแต่ละประเภทได้ตามความเป็นจริง ฉะนั้นจึงไม่ใช่หนีโลภะ ..แต่ต้องรู้โลภะตามความเป็นจริงจึงจะละโลภะได้...ตั้งแต่เกิดมาก็มีปัจจัยทำให้โลภะเกิดขึ้นเป็นปกติประจำวัน

ขณะที่ประกอบการงานอาชีพ ส่วนใหญ่ก็เป็นโลภะ
ดังนั้นในวันหนึ่งๆ นั้นทุกๆคนมี โลภะเกิดมากมาย
แต่กุศลจิตก็มีปัจจัยที่จะเกิดได้เมื่อเห็นประโยชน์ของกุศลจิต

ในขณะที่รับประทานอาหาร เมื่อโลภะชวนวิถีเกิดแล้วดับไป

ชวนวิถีวาระหลังจากนั้นเป็นกุศลโดยระลึกรู้ลักษณะของจิตที่ยินดีพอใจในอาหารขณะนั้นก็ได้

หรือสติอาจจะเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของรูปธรรม
ที่อ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน
หรือรสเปรี้ยว หวาน เค็มที่ปรากฏก็ได้คะ

การอบรมเจริญสิตปัฏฐานทำให้รู้สภาพของจิตได้
แม้ในขณะที่ยังไม่มีการกระทำใดๆ ทางกาย ทางวาจาเลย

เช่น สติสามารถระลึกรู้ว่า..จิตที่เห็น...ไม่ใช่จิตที่ยินดีพอใจในสิ่งที่ปรากฏได้ไงคะ ดังนั้นถ้าเข้าใจจริงและโยนิโสมนสิการถูก..ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่พ้นทุกข์หรอกค่ะ และความพ้นทุกข์นั้นก็คือความหมดกรรมค่ะ

โดย อ.บุษกร เมธางกูร - [11 มี.ค. 2547 , 08:26:00 น.] ( IP = 203.170.147.61 : : )


  สลักธรรม 8

ขออนุโมทนาครับ

โดย น้องซัน [11 มี.ค. 2547 , 09:56:05 น.] ( IP = 203.154.180.132 : : 190.99.0.52 )


  สลักธรรม 9



ขอบคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย ทวีพร [12 มี.ค. 2547 , 09:48:36 น.] ( IP = 203.144.181.245 : : 203.144.181.252 )


  สลักธรรม 10

ขอเรียนว่าเรื่องที่ยกมาข้างบนนี้
มาจากอรรถกถาครับ
ไม่ได้มาจากพระไตรปิฎก
.

โดย แววตะวัน [13 มี.ค. 2547 , 08:57:06 น.] ( IP = 169.210.5.95 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org