| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถามตอบในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๖๗๔ - ๖๙๖
๑๐. ธาตุวิภังคสูตร (๑๔๐) .
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=14&A=8748&Z=9019
[๖๗๔] พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านปุกกุสาติว่า ดูกรภิกษุ . ถ้าไม่เป็นความหนักใจแก่ท่าน เราจะขอพักอยู่ในโรงสักคืนหนึ่งเถิด? .
-ท่านปุกกุสาติตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ โรงช่างหม้อกว้างขวาง นิมนต์ท่านผู้มีอายุพักตามสบายเถิด .
[๖๗๕] พ. ท่านบวชอุทิศใครเล่า หรือว่าใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร? .
-ท่านปุกกุสาติตอบว่า พระสมณโคดมผู้ศากยบุตร .
[๖๗๖] พ. ก็เดี๋ยวนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหน?
.
-ปุ. พระนครชื่อว่าสาวัตถี ( แคว้นโกศล ) อยู่ในชนบททางทิศเหนือ ( โรงช่างหม้อนี้อยู่ในพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ ) .
พ. ก็ท่านเคยเห็นพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นหรือ และท่านเห็นแล้วจะรู้จักไหม? .
-ปุ. ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเลย ถึงเห็นแล้วก็ไม่รู้จัก .
[๖๗๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้มีพระดำริดังนี้ว่า กุลบุตรนี้บวชอุทิศเรา เราควรจะแสดงธรรมแก่เขา ต่อนั้นพระองค์จึงตรัสเรียกท่านปุกกุสาติว่า ดูกรภิกษุ . เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป .
-ปุ. ชอบแล้ว ท่านผู้มีอายุ .
โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:12:29 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1[๖๗๘] พ. ดูกรภิกษุ คนเรานี้ .
มีธาตุ ๖ .
มีแดนสัมผัส ๖ .
มีความหน่วงนึกของใจ ๑๘ .
มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ อันเป็นธรรมที่ผู้ตั้งอยู่แล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป .
ก็เมื่อกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมไม่เป็นไปอยู่ บัณฑิตจะเรียกเขาว่า มุนีผู้สงบแล้ว .
ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น .
นี้อุเทศแห่งธาตุวิภังค์หก .
[๖๗๙] พ. ก็ข้อที่เรากล่าวว่า . คนเรานี้มีธาตุ ๖ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว? .
-พ. ธาตุนี้มี ๖ อย่าง คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ .
[๖๘๐] พ. ก็ข้อที่เรากล่าวว่า คนเรานี้มีแดนสัมผัส ๖ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว? .
-พ. คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน เป็นแดนสัมผัส .
โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:14:30 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 2[๖๘๑] พ. ก็ข้อที่เรากล่าวว่า คนเรานี้มีความหน่วงนึกของใจ ๑๘ นั่น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว? .
-พ. คือ บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ย่อมหน่วงนึกรูปเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส หน่วงนึกรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส หน่วงนึกรูปเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา . ( ฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน
ก็เช่นเดียวกัน ) .
[๖๘๒] พ. ก็ข้อที่เรากล่าวว่า คนเรานี้มีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว? .
-พ. คือ ๑. มีปัญญาเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ .
๒. มีสัจจะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ .
๓. มีจาคะเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ .
๔. มีอุปสมะ ( การสงบระงับกิเลส - อรรถกถา เล่ม ๑๗ หน้า ๒๓๓ ) เป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจ .
โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:15:47 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 3[๖๘๓] พ. ก็ข้อที่เรากล่าวว่า ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว?
.
พ. ดูกรภิกษุ . อย่างไรเล่าชื่อว่าไม่ประมาทปัญญา?
.
-พ. ธาตุนี้มี ๖ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ .
อรรถกถาอธิบาย ไม่ประมาทปัญญา ว่า .
ถามว่า ใครประมาทปัญญา ใครไม่ประมาทปัญญา. .
ตอบว่า บุคคลใดบวชในศาสนานี้ก่อนแล้ว สำเร็จชีวิตด้วยอเนสนา . ( ความแสวงหาไม่ควร ) . ๒๑ วิธีด้วยอำนาจกรรม . ( การกระทำ ) . มีเวชกรรมเป็นต้น ไม่อาจเพื่อตั้งจิตตุปบาท .
( ความเกิดความคิดขึ้น - อรรถกถา เล่ม ๑๗ หน้า ๓๒๗ ) . โดยสมควรแก่บรรพชา บุคคลนี้ชื่อว่า ประมาทปัญญา .
ส่วนบุคคลใดบวชในศาสนาแล้ว ตั้งอยู่ในศีล เล่าเรียนพระพุทธพจน์ สมาทานธุดงค์อันเป็นที่สบาย ถือกัมมัฏฐานอันชอบจิต อาศัยเสนาสนะอันสงัด กระทำกสิณบริกรรม ยังสมาบัติให้เกิดขึ้น เจริญวิปัสสนา พระอรหัตดังนี้เที่ยวไป บุคคลนี้ชื่อว่าไม่ประมาทปัญญา .
แต่ในสูตรนี้ ได้ตรัสถึงความไม่ประมาทปัญญานั้นด้วยอำนาจแห่งธาตุกัมมัฏฐาน . ( อรรถกถาเล่ม ๒๓ หน้า ๓๖๘ ) .โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:17:15 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 4[๖๘๔] พ. ก็ปฐวีธาตุเป็นไฉน? .
-พ. คือ ปฐวีธาตุภายในก็มี ภายนอกก็มี .
พ. ก็ปฐวีธาตุภายในเป็นไฉน? .
-พ. ได้แก่สิ่งที่แค่นแข็ง กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ ที่แค่นแข็ง กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน นี้เรียกว่าปฐวีธาตุภายใน
.
ก็ปฐวีธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้แลเป็นปฐวีธาตุทั้งนั้น .
พึงเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา .
ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายปฐวีธาตุ และจะให้จิตคลายกำหนัดปฐวีธาตุได้ .
[๖๘๕] พ. ก็อาโปธาตุเป็นไฉน? .
-พ. คืออาโปธาตุภายในก็มี ภายนอกก็มี .
พ. ก็อาโปธาตุภายในเป็นไฉน? .
-พ. ได้แก่สิ่งที่เอิบอาบ ซึมซาบไป กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน คือ ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ ที่เอิบอาบ ซึมซาบไป กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน .โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:22:55 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 5ก็อาโปธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้แล เป็นอาโปธาตุทั้งนั้น พึงเห็นอาโปธาตุนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา .
ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายอาโปธาตุ และจะให้จิตคลายกำหนัดอาโปธาตุได้ .
[๖๘๖] พ. ก็เตโชธาตุเป็นไฉน? .
-พ. คือ เตโชธาตุภายในก็มี ภายนอกก็มี .
พ. ก็เตโชธาตุภายในเป็นไฉน?
.
-พ. ได้แก่สิ่งที่อบอุ่น ถึงความเร่าร้อน กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน คือ ธาตุที่เป็นเครื่องยังกายให้อบอุ่น ยังกายให้ทรุดโทรม ยังกายให้กระวนกระวาย และธาตุที่เป็นเหตุให้ของที่กิน ที่ดื่ม ที่เคี้ยว ที่ลิ้มแล้วถึงความย่อยไปด้วยดี หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ ที่อบอุ่น ถึงความเร่าร้อน กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน .
ก็เตโชธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้แล เป็นเตโชธาตุทั้งนั้น พึงเห็นเตโชธาตุนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา
.
ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายเตโชธาตุ และจะให้จิตคลายกำหนัดเตโชธาตุได้
.
[๖๘๗] พ. ก็วาโยธาตุเป็นไฉน?
.
-พ. คือ วาโยธาตุภายในก็มี ภายนอกก็มี .โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:24:36 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 6พ. ก็วาโยธาตุภายในเป็นไฉน? .
-พ. ได้แก่สิ่งที่พัดผันไป กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน คือ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในลำไส้ ลมแล่นไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ ลมหายใจออก
ลมหายใจเข้า หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ ที่พัดผันไป กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน .
ก็วาโยธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้แล เป็นวาโยธาตุทั้งนั้น พึงเห็นวาโยธาตุนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา .
ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายวาโยธาตุ และจะให้จิตคลายกำหนัดวาโยธาตุได้ .
[๖๘๘] พ. ก็อากาสธาตุเป็นไฉน? .
-พ. คือ อากาสธาตุภายในก็มี ภายนอกก็มี .
พ. ก็อากาสธาตุภายในเป็นไฉน? .
-พ. ได้แก่สิ่งที่ว่าง ปรุโปร่ง กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน คือ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปากซึ่งเป็นทางให้กลืนของที่กิน ที่ดื่ม ที่เคี้ยว ที่ลิ้ม เป็นที่ตั้งของที่กิน ที่ดื่ม ที่เคี้ยว ที่ลิ้ม และเป็นทางระบายของที่กิน ที่ดื่ม ที่เคี้ยว ที่ลิ้ม แล้วออกทางเบื้องล่าง หรือแม้สิ่งอื่น ไม่ว่าชนิดไรๆ ที่ว่าง ปรุโปร่ง กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน .
ก็อากาสธาตุทั้งภายในและภายนอกนี้แล เป็นอากาสธาตุทั้งนั้น พึงเห็นอากาสธาตุนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา .
ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายอากาสธาตุ และจะให้จิตคลายกำหนัดอากาสธาตุได้ .
โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:26:48 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 7ต่อนั้นสิ่งที่จะเหลืออยู่อีกก็คือวิญญาณอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง .
บุคคลย่อมรู้อะไรๆ ได้ด้วยวิญญาณนั้น คือ รู้ชัดว่าสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง .
เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ย่อมเกิดสุขเวทนา บุคคลนั้นเมื่อเสวยสุขเวทนา ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยสุขเวทนาอยู่ .
เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นแลดับไป ย่อมรู้สึกว่าความเสวยอารมณ์นั้นย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบ . ( ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาก็เช่นเดียวกัน ) .
ต่อนั้นสิ่งที่จะเหลืออยู่อีกก็คือ อุเบกขาอันบริสุทธิ์ ผุดผ่อง อ่อนโยน สละสลวย และผ่องแผ้ว .
บุคคลนั้นย่อมรู้สึกอย่างนี้ว่า ถ้าเราน้อมอุเบกขาอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ เข้าไปสู่อากาสานัญจายตนฌาน และเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ อุเบกขาของเรานี้ ก็จะเป็นอุเบกขาอาศัยอากาสานัญจายตนฌานนั้น ยึดอากาสานัญจายตนฌานนั้น ดำรงอยู่ตลอดกาลยืนนาน . ( เมื่อน้อมอุเบกขาเข้าไปสู่ วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌานก็เช่นเดียวกัน ) .
โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:28:23 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 8บุคคลนั้นย่อมรู้สึกอย่างนี้ว่า ถ้าเราน้อมอุเบกขาอันบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ เข้าไปสู่อากาสานัญจายตนฌาน, วิญญาณัญจายตนฌาน, อากิญจัญญายตนฌาน, เนวสัญญานา-สัญญายตนฌานและเจริญจิตมีธรรมควรแก่ฌานนั้น จิตนี้ก็เป็นสังขตะ .
บุคคลนั้นจะไม่คำนึง จะไม่คิดถึงความเจริญหรือความเสื่อมเลย เมื่อไม่คำนึง ไม่คิดถึง ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่หวาดเสียว เมื่อไม่หวาดเสียวย่อมปรินิพพานเฉพาะตนทีเดียว .
ถ้าเขาเสวยสุขเวทนาอยู่ ย่อมรู้สึกว่าสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันบัณฑิตไม่ติดใจ ไม่เพลิดเพลิน .
ถ้าเสวยสุขเวทนาก็เป็นผู้พรากใจเสวย . (ทุกขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาก็เช่นเดียวกัน) .
เขาเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด .
เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ย่อมรู้สึกว่ากำลังเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด .
และรู้สึกว่าเบื้องหน้าแต่สิ้นชีวิตเพราะตายไปแล้ว ความเสวยอารมณ์ทั้งหมดที่ยินดีกันแล้วในโลกนี้แล จักเป็นของสงบ .
ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้สึกอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ .
โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:29:53 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 9ก็ปัญญานี้ คือความรู้ในความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นปัญญาอันประเสริฐยิ่ง ความหลุดพ้นของเขานั้น จัดว่าตั้งอยู่ในสัจจะ เป็นคุณไม่กำเริบ .
สิ่งที่ไม่เลอะเลือนเป็นธรรมดา ได้แก่นิพพานนั้นจริง ฉะนั้นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอย่างนี้ชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัจจะอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ .
อนึ่ง บุคคลนั้นแล ยังไม่ทราบในกาลก่อน จึงเป็นอันพรั่งพร้อม สมาทานอุปธิเข้าไว้ .
อุปธิเหล่านั้นเป็นอันเขาละได้แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว ถึงความเป็นอีกไม่ได้ มีความไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา .
เพราะฉะนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยการสละอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้ .
ก็จาคะนี้ คือความสละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นจาคะอันประเสริฐยิ่ง
.
อนึ่ง บุคคลนั้นแล ยังไม่ทราบในกาลก่อน จึงมีอภิชฌา ฉันทะ ราคะกล้า อาฆาต พยาบาท ความคิดประทุษร้าย อวิชชา ความหลงพร้อม และความหลงงมงาย .
อกุศลธรรมนั้นๆ เป็นอันเขาละได้แล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยความสงบอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปสมะอันเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่งประการนี้
.
ก็อุปสมะนี้ คือความเข้าไปสงบราคะ โทสะ โมหะ .
ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงประมาทปัญญา พึงตามรักษาสัจจะ พึงเพิ่มพูนจาคะ พึงศึกษาสันติเท่านั้น เราอาศัยเนื้อความนี้กล่าวแล้ว .
โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:31:24 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : )
สลักธรรม 10[๖๙๓] พ. ก็ข้อที่เรากล่าวว่า . คนเรามีธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ อันเป็นธรรมที่ผู้ตั้งอยู่แล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องสำคัญตนและกิเลสเครื่องหมักหมมเป็นไป บัณฑิตจะเรียกเขาว่า มุนีผู้สงบแล้ว นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว? .
-พ. ความสำคัญตนมีอยู่ดังนี้ว่า เราเป็น เราไม่เป็น เราจักเป็น เราจักไม่เป็น เราจักต้องเป็นสัตว์มีรูป เราจักต้องเป็นสัตว์ไม่มีรูป เราจักต้องเป็นสัตว์มีสัญญา
เราจักต้องเป็นสัตว์ไม่มีสัญญา เราจักต้องเป็นสัตว์มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ .
ความสำคัญตนจัดเป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร .
ก็ท่านเรียกบุคคลว่า เป็นมุนีผู้สงบแล้ว เพราะล่วงความสำคัญตนได้ทั้งหมดเทียว .
และมุนีผู้สงบแล้วแล ย่อมไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่กำเริบ ไม่ทะเยอทะยาน .
มุนีนั้นไม่มีเหตุที่จะต้องเกิด .
เมื่อไม่เกิด จักแก่ได้อย่างไร .
เมื่อไม่แก่ จักตายได้อย่างไร .
เมื่อไม่ตาย จักกำเริบได้อย่างไร .
เมื่อไม่กำเริบ จักทะเยอทะยานได้อย่างไร .
ดูกรภิกษุ ท่านจงทรงจำธาตุวิภังค์ ๖ โดยย่อนี้ของเราไว้เถิด
.โดย แววตะวัน [11 มี.ค. 2547 , 08:32:40 น.] ( IP = 169.210.3.208 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |