มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ถามตอบในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ ข้อ ๗๖๗ - ๗๗๘




๔. นันทโกวาทสูตร (๑๔๖)
.
http://84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=14&A=9746&Z=10190

[๗๖๗] พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า วันนี้เวรโอวาทภิกษุณีเป็นเวรของใครหนอ? .
          -อา. ภิกษุทั้งปวงทำเวรโอวาทภิกษุณีโดยเป็นเวรกันหมดแล้ว แต่ท่านพระนันทกะรูปนี้ ไม่ปรารถนาจะโอวาทพวกภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน .
          พระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะท่านพระนันทกะว่า เธอจงโอวาทสั่งสอนพวกภิกษุณี ดูกรพราหมณ์ เธอจงกล่าวแสดงธรรมกถาแก่พวกภิกษุณีเถิด .


[๗๖๙] ท่านพระนันทกะได้กล่าวว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย . พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
.
          -ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า .

น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข? .
          -ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า .

น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา? .
          -ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า . ( โสต ฆานะ ชิวหา กาย มโนก็เช่นเดียวกัน )
.

น. นั่นเพราะเหตุไร? .
          -ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงว่า อายตนะภายใน ๖ ของเราไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า .

โดย แววตะวัน [17 มี.ค. 2547 , 21:55:56 น.] ( IP = 169.210.6.146 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

          น. ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล . ( ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ( อายตนะภายนอก ๖ ), จักษุ-วิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ( หมวดวิญญาณ ๖ ) ก็ถามตอบเช่นเดียวกัน ) .



[๗๗๒] น. เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟอยู่ มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง ไส้ก็ไม่เที่ยง เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แสงสว่างก็ไม่เที่ยง . ผู้ใดกล่าวว่า ประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น มีน้ำมัน, ไส้, เปลวไฟไม่เที่ยง แต่ว่าแสงสว่างของประทีปนั้นแลเที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล?
.
          -ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า .

น. นั่นเพราะเหตุไร? .
          -ภิกษุณี. เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้นมีน้ำมัน, ไส้, เปลวไฟไม่เที่ยง แสงสว่างของประทีปนั้นก็ต้องไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดาเช่นกัน .


[๗๗๓] น. ฉันนั้นเหมือนกันแล . บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า อายตนะภายใน ๖ ของเราไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะภายในเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้นเที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา บุคคลผู้กล่าวอย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล? .
          -ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า .

โดย แววตะวัน [17 มี.ค. 2547 , 22:01:18 น.] ( IP = 169.210.6.146 : : )


  สลักธรรม 2

น. นั่นเพราะเหตุไร?
.
          -ภิกษุณี. เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ อาศัยปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ .

          เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ ดับ เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ จึงดับไป .

          น. ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล .


[๗๗๔] น. เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ มีรากก็ไม่เที่ยง ลำต้นก็ไม่เที่ยง กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง เงาก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา . ผู้ใดพึงกล่าวว่า ต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่โน้น มีราก ลำต้น กิ่งและใบไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แต่ว่าเงาของต้นไม้นั้นแลเที่ยง ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ผู้ที่กล่าวอยู่นั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบ
หรือหนอแล?
.
          -ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า .

น. นั่นเพราะเหตุไร? .
          -ภิกษุณี. เพราะต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่โน้น มีราก ลำต้น กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เงาของต้นไม้ก็ต้องไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดาเช่นกัน .

โดย แววตะวัน [17 มี.ค. 2547 , 22:03:01 น.] ( IP = 169.210.6.146 : : )


  สลักธรรม 3

[๗๗๕] น. ฉันนั้นเหมือนกันแล . บุคคลใดพึงกล่าวว่า อายตนะภายนอก ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะภายนอกเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้นเที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา บุคคลผู้กล่าวนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล?
.
          -ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า .

น. นั่นเพราะเหตุไร? .
          -ภิกษุณี. เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ อาศัยปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ .

          เพราะปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ ดับ เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ จึงดับไป
.

          น. ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วยปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล .


[๗๗๖] น. เปรียบเหมือนคนฆ่าโค แล้วใช้มีดชำแหละโค แยกส่วนเนื้อข้างใน แยกส่วนหนังข้างนอกไว้ ในส่วนเนื้อนั้นส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง ก็ใช้มีดแล่โคอันคมเถือ แล่คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก
เอาปิดโคนั้นไว้ แล้วกล่าวว่า โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง ผู้กล่าวนั้นชื่อว่า กล่าวชอบหรือหนอแล?
.
          -ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า .

โดย แววตะวัน [17 มี.ค. 2547 , 22:04:15 น.] ( IP = 169.210.6.146 : : )


  สลักธรรม 4

น. นั่นเพราะเหตุไร? .
          -ภิกษุณี. โคนั้นก็แยกกันแล้วจากหนังผืนนั้น
.

          น. เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความชัด เนื้อความในอุปมานั้นมีดังต่อไปนี้ .
          ข้อว่าส่วนเนื้อข้างในนั้น เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ .
          ส่วนหนังข้างนอกนั้น เป็นชื่อของอายตนะภายนอก ๖ .
          เนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง นั้นเป็นชื่อของนันทิราคะ .
          มีดแล่โคอันคมนั้น เป็นชื่อของปัญญาอันประเสริฐ ซึ่งใช้เถือ แล่ คว้านกิเลสในระหว่าง สัญโญชน์ในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่างได้ .

โดย แววตะวัน [17 มี.ค. 2547 , 22:05:22 น.] ( IP = 169.210.6.146 : : )


  สลักธรรม 5

[๗๗๘] น. โพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วเป็นเหตุ ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ มี ๗ อย่างแล ๗ อย่างเป็นไฉน? .
          -น. (๑) ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย .
          (๒) ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ... .
          (๓) ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... .
          (๔) ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... .
          (๕) ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... .
          (๖) ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... .
          (๗) ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์…ฯลฯ.. อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย .

          ภิกษุณีเหล่านั้น ยินดีอนุโมทนาภาษิตของท่านพระนันทกะ .

โดย แววตะวัน [17 มี.ค. 2547 , 22:06:25 น.] ( IP = 169.210.6.146 : : )


  สลักธรรม 6

          ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า .

          พ. ภิกษุณีเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของนันทกะ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความดำริบริบูรณ์ .
( ปริปุณฺณสงฺกปฺปาติ ) . เลย .

          ดูกรนันทกะ ถ้าเช่นนั้น วันพรุ่งนี้เธอก็พึงกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนั้น
เหมือนกัน
.

          ( ในวันรุ่งขึ้นท่านพระนันทกะกล่าวสอนภิกษุณีด้วยการตั้งคำถามซ้ำเหมือนเดิมทุกอย่าง ภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูปนั้นมีความดำริบริบูรณ์ รูปสุดท้ายยังเป็นถึงพระโสดาบัน
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แน่นอนที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า )
.

จบ นันทโกวาทสูตร ที่ ๔
.
ขอบคุณที่สนใจอ่านครับ.

โดย แววตะวัน [17 มี.ค. 2547 , 22:07:27 น.] ( IP = 169.210.6.146 : : )


  สลักธรรม 7


อนุโมทนาค่ะ

เปรียบเทียบอายตนะกับคนฆ่าโค ได้ชัดเจนดีจัง

ขอบคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา [18 มี.ค. 2547 , 09:37:11 น.] ( IP = 203.118.98.209 : : )


  สลักธรรม 8

ครับ.

โดย แววตะวัน [18 มี.ค. 2547 , 23:23:37 น.] ( IP = 169.210.4.131 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org