| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร
สลักธรรม 1ฉะนั้นที่ผัดผ่อนมาเป็นเวลาปีเศษนี้ ไม่ใช้เพราะเล่นตัวหรอกครับ เป็นเพราะว่ายังไม่อยากประจานตัวเองให้ถูกซักฟอกมากกว่า แต่วันนี้ก็รู้สึกว่าได้เตรียมมาด้วยความรู้อันเล็กน้อยพอจะพูดได้ จึงลองมาเสี่ยงเสียทีหนึ่ง มิฉะนั้นแล้วเกรงว่าจะถูกกล่าวหาไปกว่านั้นอีก
ความรู้ทางพระพุทธศาสนาที่ผมได้เริ่มสนใจมา ออกน่าประหลาดอยู่สักหน่อย..
คือไปสนใจเอาตอนยังเป็นเด็กอยู่ คือประมาณ ๑๗๑๘ ที่สนใจนั้นก็เพราะอะไร..
ไปเมืองนอกอายุมันก็ยังน้อย เรื่องพระพุทธศาสนาก็รู้แต่เพียงประวัติของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าอะไรเป็นอะไร อย่างมากก็แค่เพียงสอบผ่าน ม.๘ ไปเท่านั้นเอง ทีนี้ไปถูกเพื่อนฝรั่งเขาถามว่า นับถือศาสนาอะไร ผมก็ตอบว่า...พระพุทธศาสนาไงล่ะ ...
เขาถามว่าพระพุทธศาสนานี้พูดถึงเรื่องอะไร เลยจนมุม
ไม่รู้ว่าพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง
ไม่รู้แม้แต่ว่าเป็นทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์
จึงเกิดสนใจขึ้นมาก็ไปหาหนังสือตำราอ่าน เป็นตำราภาษาอังกฤษทั้งนั้นเลยทิ้งมันอยู่แค่นั้นเอง
จนกระทั้งเมื่ออายุ ๔๐ กว่าได้ไปบวช ตอนนั้นแหละได้เนื้อได้หนังเล็กน้อยว่า
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:12:19 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 2พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเกี่ยวกับอะไร ? ศึกษาธรรมะดีอย่างไร?
จึงค่อยมีความรู้ขึ้นบ้างแต่ก็ไม่มากนัก จนกระทั้งไปถึงคราวหนึ่งเมื่อสึกออกมาแล้วได้อ่านตำราเพิ่มเติมขึ้น และได้มาฟังอาจารย์บุญมี เมธางกูรท่านประธานนี้แหละครับ ก็เลยรู้สึกว่าคล้ายๆกันมากทีเดียวในระหว่างวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนาจึงได้หวนคิดถึงคำของศาสตราจารย์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของผมเองคนหนึ่ง ซึ่งท่านสนใจในพุทธศาสนามาก..
ท่านเคยคุยกับผมว่าเป็นพุทธศาสนิกชนก็ดีแล้ว เพราะว่าวิทยาศาสตร์นี่มีหลักการเดียวกันกับพุทธศาสนาเลยทีเดียว
ตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไรต่อไปอีก เพราะตัวเอง
ไม่รู้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร.
ทีนี้ก็มาถึงตอนเผลอตัวไปรับปากกับ..อาจารย์บุญมีเข้า เมื่อปีกว่ามานี้เอง..ว่าจะมาบรรยายให้ท่านสาธุชนทั้งหลายฟังบ้างในโอกาศอันสมควร จึงนึกได้ว่า..เห็นจะไม่ได้เรื่องแล้ว ความรู้ทางพระพุทธศาสนาก็กระท่อนกระแท่นเต็มที.. ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ใช้ว่าดีเด่นเหลือเกินจนถึงกับมาบรรยายอะไรๆได้.. ก็เลยต้องรีบอ่านๆรวบรวมมาดู อาศัยภูมิเก่าบ้าง อาศัยผู้รู้บ้าง ก็พยายามทำดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ด้วยความสามารถที่มีอยู่อันจำกัดนี้ ก็เท่ากับมาคุยให้ท่านทั้งหลายฟังตามทัศนะของผมเท่านั้น.
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:15:56 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 3เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ เราจะพูดถึงวิทยาศาสตร์ให้หลักการของ
พระพุทธศาสนาอะไรบ้างที่เป็นหลักการใหญ่ๆ
ซึ่งเป็นแก่นของวิทยาศาสตร์เลยทีเดียวผมจะพยายามคุยให้ท่านฟังเท่าที่ความสามารถอันจำกัดนี้จะทำได้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง
แต่ผมเชื่อว่าคงจะเป็นที่พอใจแก่ท่านประธานกรรมการเป็นอันมาก
เพราะท่านพยายามที่จะสนับสนุนผมให้เป็นองค์ปาฐกอยู่นานแล้ว
รู้สึกว่าท่านเชื่อมั่นในตัวผมอย่างมากมายเหลือเกิน จนผมรู้สึกกระดาก.. บางทีท่านก็บอกว่า เป็นตั้งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์แบบนี้ต้องรู้วิทยาศาสตร์แน่
แต่โดยมากพวกนักวิทยาศาสตร์ที่เรียกตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์นี่ก็เหมือน.กับพุทธศาสนาแหละครับ คนที่เรียกตัวเองว่าพระอรหันต์ก็แบบเดียวกันกับวิทยาศาสตร์พูดว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์เหมือนกันครับ คือคนที่มีความเป็นพระอรหันต์แล้ว หรือปริญญาทางวิทยาศาสตร์แล้ว เขาก็ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์หรอก คนอื่นนั้นแหละเรียกโดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:22:11 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 4อาจารย์บุญมีท่านเรียกว่าอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอด
ไม่อย่างนั้นเป็นอธิบดีไม่ได้หรอก อาจารย์บุญมีอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ และอาจผิดหลักพุทธศาสนาด้วย แล้วก็ผิดหลัดวิทยาศาสตร์ด้วย ที่เรียกผมโดยไม่มีข้อพิสูจน์.. เรียกตามที่เขาเรียกๆกันมา เล่ากันมา ผิดหลักความเชื่ออย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว
เอาละ ผมขอเข้าเรื่องเสียที ผมมีความรู้สึกว่าสำหรับหลักของวิทยาศาสตร์นั้น เราจะเห็นว่าตรงกับหลักการใหญ่ของพุทธศาสนาเลยทีเดียว
วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยแท้จริงให้รู้ว่าธรรมชาติของสิ่งของนี่เป็นอะไรจนถึงแก่นสุดท้าย อันนี้แหละผมว่าตรงกับหลักของพระพุทธศาสนา
แต่พุทธศาสนาไม่ใช้จะศึกษาเรื่องของแก่นแต่ละอย่างว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้นโดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:26:45 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 5ยังศึกษาไปถึงเรื่องจิตของมนุษย์อีกด้วย ทางวิทยาศาสตร์ศึกษามีวงจำกัดแต่เพียงว่า.. ของต่างๆ วัตถุต่างๆ ในธรรมชาติให้รู้จริงว่า อะไรเป็นอะไรเท่านั้น
แต่พุทธศาสนาไปไกลกว่านั้นมากทั้งวัตถุ คือ..รูปธรรมถึงนามธรรม ...และต่อไปจนถึงท้ายที่สุด
ดังนั้นหลักการซึ่งตรงกันมาก แต่วิทยาศาสตร์ไม่ลึกซึ้งไม่กว้างขวางเท่าทางวิทยาศาสตร์
ถือว่าก่อนที่จะเชื่ออะไร ก่อนที่จะถือเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์หรือผู้ที่จะศึกษาทางวิทยาศาสตร์จำเป็นจะต้องศึกษาใคร่ครวญด้วยตนเอง ใคร่ครวญศึกษาด้วยตนเองเท่านั้นไม่พอ ต้องทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง
ถ้าผลปรากฏนั้นเป็นไปอย่างที่เขาพูดหรือตามหลักการที่เขาเชื่อกันจึงจะนับถือได้ จึงจะยอมยกย่องว่าเป็นของแท้ ของจริง นั่นตามหลักการวิทยาศาสตร์
เพราะฉะนั้น
เราจะเห็นว่านักวิทยาศาสตร์นี่ไม่ค่อยจะเชื่ออะไรโดยไม่มีเหตุผล และจะเชื่ออะไร ไม่ใช่ว่าเพราะมีเหตุมีผลเท่านั้น ยังต้องทดลองปฏิบัติตามได้ด้วย และผลของการปฏิบัติตามนั้น จะต้องเป็นผลอย่างเดียวกันเสมอไปไม่ว่าที่ไหน
คืออย่างผมปฏิบัติได้ คนอื่นก็ต้องปฏิบัติได้ด้วยและผลที่ได้ ถ้าปฏิบัติอย่างเดียวกันจะต้องได้ผลเหมือนกันเสมอไปไม่มีพลาดหลักการอันนี้เป็นหลักการของวิทยาศาสตร์ เป็นหลักการใหญ่ทีเดียว
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:29:50 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 6จะตามเขาไปเฉยๆไม่ได้จะเชื่อเขาเพราะอาจารย์พูดไม่ได้ จะต้องลองปฏิบัติใคร่ครวญเหตุผลด้วยตนเอง ด้วยปัญญาของตนเอง ต้องทดลองปฏิบัติด้วยตนเองผลที่ได้...จะต้องเกิดขึ้นกับตนเอง แล้วจึงจะสมควรเชื่อตามเหตุผลของการปฏิบัติ และเหตุผลของทฤษฎีอันนั้น
หลักการของพระพุทธเจ้า ผมเชื่อว่าเท่าที่ผมมีความรู้น้อยๆนี้ตรงกันใช่ไหมครับ ตรงกันจริงทีเดียว ว่าก่อนที่จะทำอะไรนั้นก็อย่าเพิ่งเชื่อ รับฟัง รับทราบ แล้วก็ใคร่ครวญดู แล้วก็ทดลองปฏิบัติดู แล้วผลที่ได้มาจะประจักษ์กับตนเองว่า อันนี้จริงหรือเปล่าถ้าจริงแล้วจะนับถือหรือไม่นับถือนั้นอีกเรื่องหนึ่ง
ฉะนั้นผมจึงได้ว่าหลักการใหญ่ของพุทธศาสนานั้นตรงกับหลักการของวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันอยู่อีกอย่างหนึ่งที่จะเห็นกันได้ง่ายๆทีเดียว ก็คือตัวพระพุทธเจ้าเองนั้นตามพุทธประวัติท่านที่อ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าถ้าเป็นสมัยนี้ซึ่งสมัยที่วิทยาศาสตร์กำลังขึ้นหน้าอยู่
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:32:12 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 7พระองค์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ผู้ประเสริฐที่สุด
เพราะว่าพระองค์ได้ปฏิบัติตามหลักการของวิทยาศาสตร์เรื่อยตลอดมา.. เริ่มต้นด้วยกำหนดเป้าหมาย แล้วก็ทดลองปฏิบัติดู โดยใช้วิธีของอาจารย์ต่างๆ
ของศาสตราจารย์ต่างๆ ที่มีอยู่ขณะพุทธกาลนั้น เอามาลองปฏิบัติด้วยพระองค์เอง.. เราจะเห็นว่าทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างบำเพ็ญทุกรกิริยา ลองตามวิธีของอาจารย์หรือตามความรู้ที่มีอยู่ทุกอย่าง เมื่อผลที่ได้ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์พระองค์ก็ต้องหา
วิธีอื่น และด้วยวิธีการนั้นเองที่ทำให้พระองค์ตรัสรู้
ดังนี้ จะเห็นได้ว่า พระองค์ท่านได้ทำทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับนักวิทยาศาสตร์...สมัยนี้จะต้องทำทุกๆปัญหาไป ขั้นต้นก็ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ ขั้นที่สองก็ดูว่า คนอื่น เขาทำอะไรแล้วบ้าง ขั้นที่สามอะไรที่เห็นว่าอาจจะเป็นไปได้ก็ลองปฏิบัติดู ถ้าวิธีทางต่างๆ
วิธีดำเนินการต่างๆ ที่พร่ำสอนกันมาไม่ได้ผล เราก็ต้องหาวิธีใหม่ นี้เป็นหลักการของวิทยาศาสตร์
ดังนั้นพระพุทธองค์นั้น กระผมนึกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ประเสริฐที่สุดในโลกได้
ทีนี้ปัญหาเมื่อกี้นี้เอง ที่ผมถามท่านประธานกรรมการมูลนิธิว่า.. นักวิทยาศาสตร์ที่มีเชื่อเสียงมีประวัตินานอย่างมากก็ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีเศษๆเท่านั้น และก็ไม่มีมากนัก พอจะนับตัวได้ และก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่ค่อยเด่นอะไรนัก
แต่พระพุทธเจ้าของเรานี้ตั้ง ๒๕๐๐ ปีกว่ามาแล้ว
ท่านไปเอาหลักการของวิทยาศาสตร์มาจากไหน เมื่อกี้นี้อาจารย์บุญมีก็ตอบผมว่า ก็ท่านเป็นสัพพัญญูนี่ ท่านรู้แจ้งเห็นจริงนี่ ท่านตรัสรู้โดยพระองค์เองนี่ ถ้าเอาเวลาเข้ามาเปรียบเทียบกันเข้าแล้ว ก็พอจะเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์นี้ล้าหลังกว่าพระพุทธศาสนาและพระพุทธเจ้าตั้ง ๑,๐๐๐ กว่าปี เพราะว่า หลักการของพระพุทธศาสนาเอง .
หลักการที่พระพุทธองค์ได้ปฏิบัติมานี้ เป็นหลักการที่นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องใช้อยู่ทุกวัน.. ทุกเวลา.. ทุกวินาที และยังจะต้องใช้ตลอดไป
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:36:00 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 8นอกจากหลักการตรงกันแล้ว ยังมีธรรมะข้ออื่นอีกหลายข้อที่เป็นธรรมะข้อใหญ่ๆ ตรงกับที่นักวิทยาศาสตร์ใช้อยู่ทุกวันนี้ เช่นในเรื่องลักษณะของพระธรรมทั่วๆไป
ลักษณะ ๓ ประการ คือ
ประการที่หนึ่ง ท่านได้แสดงธรรมเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ไม่อำพราง
ประการที่สอง ประกอบด้วยเหตุผลซึ่งผู้ฟังสามารถพิจารณาเองได้
ประการที่สาม มีปาฏิหาริย์ คือเกิดผลอัศจรรย์ที่ผู้ปฏิบัติตามจะได้รับ
อันนี้เป็นหลักการของทฤษฎี กฎเกณฑ์การศึกษาการวิเคราะห์วิจัย
ทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน คือวิทยาศาสตร์จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทฤษฎีนั้นๆ จะต้องเป็นการสามารถเพิ่มพูนความรู้ คนที่ศึกษาทางวิทยาศาสตร์จะรู้แจ้งเห็นจริง ว่าเป็นอย่างนั้นเสมอไป แล้วก็ประกอบด้วยเหตุผล เหตุผลนั้นก็เป็นไปตามหลลักการของวิทยาศาสตร์ซึ่งผู้รับไปพิจราณาเองได้ และ อย่างที่สามก็คือเกิดผลแก่ผู้ที่ปฏิบัติตาม
ผู้ที่ปฏิบัติตามอย่างนั้นแล้วจะเกิดผลเช่นเดียวกันอย่างแน่นอนลักษณะทั่วๆไปของพระธรรมกับของวิทยาศาสตร์จึงตรงกันอย่างไม่มีคลาดเคลื่อนเลย
พูดถึงพระธรรมโดยทั่วไปแล้ว พระธรรมก็เหมือนกับทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นยังมีลักษณะทั่วไปที่ตรงกัน
อีกอันหนึ่งก็คือ ถ้าเป็นทฤษฎีเป็นกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว..ย่อมทนต่อการพิสูจน์ได้เสมอ ย่อมไม่พ้นการสมัยหรือไม่ประกอบด้วยการ
นี่ก็ตรงกับลักษณะทั่วไปของพระธรรมเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่งที่ผมใคร่จะกล่าวถึง ก็คือกฎแห่งกรรม
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:40:30 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 9กฎแห่งกรรมซึ่งเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง
ทางวิทยาศาสตร์ก็มีเหมือนกัน แต่ช้ากว่าของพุทธศาสนาราว ๒,๐๐๐ ปี.. คือกฎของเซอร์ ไอเซค นิวตัน (ผมรู้เอาเองว่า ตรงกับกฎแห่งกรรม)
นิวตันเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่ง กฎนี้กล่าวโดยบทสรุปง่ายๆ ได้ดังนี้ ทฤษฎีหรือกฎอันนี้เราใช้กันทั่วไปทางวิทยาศาสตร์
คือ เวลาเรากระทำอะไร ไปอย่างหนึ่งหรือเราใช้พลังงานไปอย่างหนึ่งกับวัตถุสิ่งใด จะมีผลสะท้อนกลับมาในทิศทางที่ตรงกันข้าม ด้วยพลังงานเท่ากับที่เราใช้กระทำไปกับสิ่งนั้น
สมมติว่า เรากระแทกปังหรือทุบปังลงไปที่โต๊ะ ที่เราเอามือทุบโต๊ะปังนี้ ..ตามกฎของนิวตันจะอธิบายได้ว่าขณะเดียวกันกับที่เราใช้กำลัง
สมมติว่า ๑๐ ปอนด์ต่อ ๑ ตารางนิ้ว ทุบปังลงไปที่โต๊ะนี่จะมีพลังงานสะท้อนขึ้นมา ๑๐ ปอนด์ต่อตารางนิ้วเท่าที่เราทุบงไป
แต่ในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เรากระทำ จึงทำให้มือเราเจ็บและจะอธิบาย
หลักกฎแห่งกรรมของพุทธศาสนาก็คงจะอธิบายได้กระมังว่า กรรมที่เราทุบโต๊ะ ทำให้มือเรารับกรรมสนองพลอยเจ็บไปด้วยอย่างนี้เป็นต้นโดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:42:41 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 10
ผมเข้าใจว่าตรงกันเพียงแต่ทางวิทยาศาสตร์เห็นได้ง่ายกว่ามาก
เรื่องผลที่ได้รับก็เช่นกัน อาจช้าไป อาจไม่เท่ากัน อย่างเราเอาหัววิ่งเข้าชนกำแพงตามกฎของนิวตันจะเท่ากับกำแพงวิ่งเข้าชนหัวเราแรงเช่นกัน
แต่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม ทำให้หัวเราเจ็บบางทีขณะนั้นหัวเราเจ็บไม่เท่าไรหรอกครับ เพียงแต่โน แต่ช้ำ แต่ความกระทบกระเทือนที่เกิดขึ้นภายหลังนั้น อาจมีผลสะท้อนตามมาอีกได้ เช่น โรคประสาทเป็นต้น
อย่างในกฎแห่งกรรมตามหลักพุทธศาสนา บางคนถึงได้บ่นว่าทำดีไม่ได้ดี
คำว่าได้ดีคงหมายความว่า ต้องได้ดีทันทีที่ทำ ต้องตอบสะท้อนเหมือนกับกฎของนิวตันจึงจะสมอยาก การจะไปได้ดีบ้างบางส่วนตามกาลเวลานั้นชักไม่ชอบใจ.. ในทางวิทยาศาสตร์ก็มีตัวอย่างที่พอเห็นได้ชัดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ....
เรื่องระเบิดเวลา พอเรากดสวิทช์ปั๊บ นั้นแหละเราทำงานแล้วครับ เรากดสวิทช์แล้ว แต่เวลานั้นก็ค่อยๆเคลื่อนไปๆไปจนถึงเวลาที่เราตั้งไว้จึงจะระเบิด
ซึ่งอาจจะเป็นวันหนึ่ง หรืออาจจะไม่กี่นาที หรืออาจจะเป็นชั่วโมงๆก็ได้
ทำไมไม่ได้ผลของกรรมทันที อาจจะมาในรูปอื่นได้หลายอย่าง ทางวิทยาศาสตร์..ก็มาในรูปอื่นได้เหมือนกัน สมมติว่าเราเอาสสารเปลี่ยนเป็นพลังงาน
ซึ่งเท่ากับเปลี่ยนมวลเป็นพลังงาน แต่รวมความแล้วก็เหมือนกับหลักของพระพุทธศาสนา... คือกฎแห่งกรรม ผลสะท้อนจึงต้องมีอยู่วันยังค่ำ
แต่จะสะท้อนมามากน้อยเมื่อไรเวลาเท่าไร จะต้องมีอยู่เสมอ อันนี้ก็ไปเข้าหลักใหญ่ของวิทยาศาสตร์อีกอันหนึ่งโดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:47:53 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |