| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร
สลักธรรม 11คือกฎที่เรียกว่า Law of Conservation of Mass (ลอร์ ออฟ คอนเซอร์เวชั่น ออฟ แมสส์) หมายความว่ามวลของสสารนี่ไม่สูญหายอะไรไปเลย ยังคงที่อยู่เสมอ แต่อาจเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้ กฎอีกอันหนึ่งเขาเรียกว่า Law of Conservation of Energy (ลอร์ ออฟ คอนเซอร์เวชั่น ออฟ เอเนอร์ยี่) หมายความว่าพลังงานจะต้องมีคงที่อยู่เสมอไป ไม่หมดหายไป แต่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป
แต่เดียวนี้หลักจากไอส์ไตน์ ท่านทั้งหลายคงได้ยินชื่อแล้ว เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักคำนวณชั้นยอดคนหนึ่ง เมื่อปีราวๆ ๒๔๔๘ (ค.ศ.๑๙๐๕) ได้พบความสัมพันธ์ระหว่างกฎ ๒ อันนี้ว่า
... พลังงานกับมวลของสสารเปลี่ยนกลับกลับมาได้ จากพลังงานเป็นสสารก็ได้ จากสสารเป็นพลังงานก็ได้ ทำไมผมเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ผมเพิ่งรู้เมื่อกี้นี่เองแหละครับ จากท่านอาจารย์ บุญมี เมธางกูร ประธานกรรมการอภิธรรมมูลนิธิ ..
พระพุทธเจ้าท่านทรงพระดำรัสมาตั้งนานแล้ว ตั้ง ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้วว่า พลังงานและสสารต่างก็เป็นรูป เมื่อต่างก็เป็นรูปแล้วก็ย่อมเปลี่ยนกันกลับไปกลับมาได้.. มีสมการอยู่อันหนึ่งของนายไอส์ไตน์ คือ พลังงานทั้งหมดเท่ากับน้ำหนักของสสาร
คูณด้วยความเร็วของแสงยกกำลังสอง
ถ้าจะเปลี่ยนมวลเป็นพลังงาน สสารหนักหนึ่งกิโล จะได้พลังงานทั้งหมดที่สหรัฐ.สามารถผลิตได้ในหนึ่งปี อะไรก็ได้ครับ หนักหนึ่งกิโลเท่านั้นแหละ
หลังจากนายไอส์ไตน์ค้นพบสมการอันนี้ ๔๐ ปีเศษ จึงได้มีคนพิสูจน์ทดลองได้ในปลายสงครามโลกครั้งที่สองด้วยระเบิดประมาณูลูกแรก แต่ลองนึกดูซิครับ ห่างกันแค่ ๒,๕๐๐ กว่าปี.. แต่มาตรงกันได้ อันนี้ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
แต่อย่างไรก็ตามแสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:52:58 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 12ธรรมะใหญ่อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่า มีหลักวิทยาศาสตร์ใกล้กันมากก็คือที่เรียกว่า.. สังสารวัฏฏ์ หรือวัฏฏสงสาร ทางวิทยาศาสตร์มีปฏิกิริยาชนิดหนึ่งเรียกว่า.... ปฏิกิริยาลูกโซ่ เช็นรีแอคชั่น (chain reaction) พูดกันง่ายๆ
ขออนุญาตใช้ภาษาธรรมะหน่อยนะครับ คือว่ากรรมอีกอันหนึ่งทำให้เกิดผลอีกอันหนึ่ง
แล้วผลของอันนั้นกลับจะไปทำให้เกิดการกระทำอีกอันหนึ่ง
พูดตามภาษาเช็นรีแอคชั่น.. ของนักวิทยาศาสตร์ก็หมายความว่า ปรมาณูหนึ่งถูกยิงด้วยลูกกระสุนปรมาณูอีกอันหนึ่ง ปรมาณูแตกออกไปเป็นอนุภาคเศษของปรมาณู.. อนุภาคที่แยกออกไปสมมติว่าเป็น ๒ อัน
๒ อันนี้มันจะไปกระแทกปรมาณูที่อยู่ใกล้หรือที่อยู่ไกลออกไปหน่อย ทำให้แตกแยกออกไปอีกต่อเนื่องกันไป จาก ๑ เป็น ๒ จาก ๒ เป็น ๔ จาก ๔ เป็น ๘ เหมือนกับปฏิกิริยาที่เกิดในลูกโซ่
การกระทำกับห่วงลูกโซ่ห่วงหนึ่งจะมีผลสะท้อนไปถึงห่วงอื่นๆตลอดสายโซ่ ผลสะท้อนจะเกิดขึ้นเรื่อยไปจนกว่าจะหมดพังงาน
บางครั้งเกิดมากจนกระทั้งไม่สามารถควบคุมได้ ถ้าอันไหนทำให้เกิดในอัตราที่ควบคุมได้แล้ว และค่อยๆปล่อยออกมาแล้ว อันนั้นจะเป็นพลังงานมหาศาลที่มีประโยชน์ในทางสันติมาก อย่างที่เราใช้พลังงานปรมาณูต่างๆในทางสันติหลายอย่างได้ทั้งในทางการแพทย์ การอุตสาหกรรมก็โดยอาศัยเช็นรีแอคชั่นหรือปฏิกิริยาลูกโซ่นี่ ให้อยู่ในระบบที่ต้องการด้วยการพยายามค่อยๆปล่อยให้มันเกิดทีละน้อยๆแล้วเอาผลลพลังงานที่เกิดขึน้นั้นไปใช้
หลักของการหลุดพ้นของพุทธศาสนาจากวัฏฏสงสารก็เหมือนกับควบคุมปฏิกิริยากโซ่ แต่ผมว่าเหนือกว่า เพระว่าการที่จะทำให้หลุดพ้นออกไปจากวัฏฏสงสารได้นั้นปฏิบัติได้ยากมาก
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 12:58:07 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 13ทางวิทยาศาสตร์เพียงแต่ควบคุมว่า ให้มันออกมาในปริมาณที่เราต้องการ..ในเมื่อเราต้องการเท่านั้นเอง ไม่ถึงกับหลุดพ้นไป เพราะฉะนั้นจึงเพียงใกล้เคียงกัน
แต่ยังอ่อนกว่ากันมาก
ท่านทั้งหลายคงจะทราบมาแล้วว่า ..มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกหลายคนที่มีชื่อเสียงในเรื่องวัฒนาการหรือที่ เรียกว่า อีวอลูชั่น เป็นที่รับรองกันทั่วไปว่า ในโลกนี้
ชีวิตเริ่มต้นจากพลังงาน พลังงานนั้นมารวมกันเข้าก็ก็เกิดเป็นสสาร
สสารหลายๆล้านปีเข้าก็วิวัฒนาการเป็นสัตว์เล็กๆเซลล์เดียว.. จากเซลล์เดียวนั้นก็ค่อยๆวิวัฒนาการเรื่อยๆขึ้นมา ...จนกระทั้งมาถึงมนุษย์...
อันเป็นสัตว์อันประเสริฐ แล้วมนุษย์นั้นก็วิวัฒนาการต่อไป (โดยมนุษย์ไม่ค่อยจะรู้ตัวนัก) ..
ตามความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมและสิ่งที่ควบคุมบีบบังคับ กฎนี้เป็นกฎใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาทีเดียว
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 13:01:35 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 14ผมเผอิญไปอ่านเรื่องของฝรั่งคนหนึ่ง ซึ่งสนใจในพุทธศาสนามาก
แล้วมาพิจารณาด้วยตนเอง รู้สึกว่าเป็นความเห็นน่าทึ่งมาก เขาบอกว่า...
การที่สัตว์เซล์เดียวยืดตัวเข้าๆออกๆเคลื่อนที่ไป นั้นเพื่ออะไร ก็เพื่อหาอาหารที่จะไปหล่อเลี้ยงชีวิตของมัน เพื่อความเจริญเติบโต หรือว่าเพื่อการสืบพันธุ์ เพิ่มพวกของมันเองให้มากขึ้น ครั้นเห็นว่าไม่เหมาะสมก็วิวัฒนาการให้มีครีบหางเป็นปลาขึ้นมา จากปลาหาอาหารลำบาก ก็มามีเท้า มีอะไรเกิดขึ้นกลายเป็นสัตว์บก สัตว์บกยังหาอาหารยากลำบกอีก
ยังไม่เหมาะสมอีก ก็มีปีกขึ้นมาเป็นสัตว์บิน สัตว์บินนั้นสู้ศัตรูไม่ได้อีก.. ก็เพิ่มเกราะให้หนาขึ้นๆอีก ทำอย่างนี้เพื่ออะไร ตามหลักวิทยาศาสตร์เห็นว่า.. อันแรกอันเดียวจุดประสงค์ส่วนใหญ่ของการวิวัฒนาหรืออีวอลูชั่นนี่ ..ก็เพื่อความอยาก อยากอะไร อยากอาหาร นักวิทยาศาสตร์เขาว่าอย่างนั้น
ผมก็อยากให้เกียรติคนที่เขาพูดถึงเรื่องนี้สักหน่อย เขาเขียนไว้เลยทีเดียวว่า...
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 13:03:38 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 15ความอยากนั้นคือตัวตัณหาของพุทธศาสนานั้นเอง
เพราะฉะนั้นตัณหานี่เองที่ทำให้เกิดกฎแห่งวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ แล้วก็ถ้าหมดตัณหาเมื่อไร ก็ไม่มีการวิวัฒนาการเมื่อนั้น ผมถึงได้เห็นว่าตัณหานี่ถ้าเราตัดเสียได้เมื่อไร เราก็ไม่ต้องวิวัฒนาการเมื่อนั้น
ทีนี้หลักเกณฑ์ใหญ่ของ ... อีวอลูชั่น...ที่เราคิดว่า คนมาจากลิง หรือแยกสายมาจากลิงอะไรนี่นะครับ มันวิวัฒนาการเพราะอะไร และผมค่อนข้างจะคล้อยตามไปกับนายฝรั่งคนนั้นว่า
มันสืบเนื่องมาจากตัณหาดังในพุทธศาสนามากกว่าจะเกิดขึ้นเอง เพราะว่าความอยากจะยิ่งใหญ่เนื่องจากตัณหาอยากจะกิน อยากจะครองเป็นเจ้าโลกนั่นเอง เลยทำให้ตัวของมันเองวิวัฒนาการเรื่อยๆขึ้นไปจนกระทั้งน้ำหนักก็มากการเคลื่อนไหวก็อุ้ยอ้าย เคยกินเพียงไม่กี่ร้อยกรัม ตัวใหญ่เข้าก็ต้องกินเป็นตัน ตัวใหญ่ขึ้นก็เป็นเป้ามากขึ้น ต้องมีการป้องกันตัวมากขึ้นจึงต้องเพิ่มเกราะให้ตัว เพิ่มร่างกายให้สูงใหญ่ เพิ่มอาวุธอะไรสำคัญๆติดตนให้มากขึ้น ทั้งนี้และทั้งนั้นเกิดมาจากตัณหาของสัตว์เหล่านั้นเอง และที่มนุษย์เรากำลังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารนี้
ผมเห็นว่าเนื่องจากความต้องการ ความอยากทั้งสิ้น อันนี้ก็อีกนั้นแหละผมเห็นว่าตรงกัน
หลักใหญ่อีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าตรงกันมากทีเดียว เรื่องนี้ท่านผู้รู้ทั้งทางแพทย์และทางวิทยาศาสตร์ได้พุดกันมาตลอดเวลา ก็คือไตรลักษณ์ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนิจจังนี่ ทางแพทย์ได้พูดกันมาตลอดเวลา....
และเมื่อกี้อาจารย์บุญมีก็ได้คุยให้ผมฟังว่า แพทย์หลายคนท่านก็เห็นด้วย แล้วท่านก็มาศึกษาอยู่ที่นี่ ว่าพรรค์นี้ไม่เที่ยง
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 13:07:52 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 16ทีนี้ลองมาพิจารณาในแง่..ไม่ใช้ของแพทย์บ้างเรารู้จากแพทย์แล้วว่าร่างกายตั้งแต่เกิดมามีการเปลี่ยนแปลง
เป็นอย่างไร ผมเป็นอย่างไร ฟันฟางเป็นอย่างไร เนื้อหนังเหี่ยวย่นเป็นอย่างไร ..เราเห็นได้ชัดเจนจากภายนอก ภายในวงแพทย์ก็บอกว่า เลือดประกอบด้วย
เม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาวหลายชนิด
เม็ดโลหิตแดงเปลี่ยนใน ๑๒๐ วันเปลี่ยนใหม่หมดเลย เม็ดโลหิตขาวตั้งแต่วันหนึ่งจนถึง ๑๕ วันก็เปลี่ยนแล้วอย่างผิวหนังทั้งหมดที่เราเห็นนี่ก็ภายใน ๑๗ วัน เปลี่ยนหมดเลย ทั้งตัวหรือ
กระดูกของเราที่เห็นเป็นของถาวรก็ยังเปลี่ยนอยู่เรื่อย อย่างนี้เป็นความไม่เที่ยง ความที่ต้องผันผวนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งตรงกันกับอนิจจัง
ทีนี้มาฟังในแง่ของนักวิทยาศาสตร์ทางพลังงานปรมาณูบ้าง เราจะเห็นว่า....เรื่องอณูหรือปรมาณูนี่ พระพุทธเจ้าได้ทรงพระดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนในชื่อของไตรลักษณ์ก่อนที่เราจะรู้เรื่องว่า ..สสารนี่มันประกอบด้วยปรมาณูหรืออณูอย่างไรตั้ง ๒,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว.. ความรู้ทางปรมาณูของเราเพิ่งมีเด่นชัดในรอบศตวรรษนี้เองเท่านั้น
โดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 13:11:57 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 17สำหรับในเรื่องของอนิจจังนี้ ถ้าเรามองลงไปในลักษณะของอนุภาคที่เล็กที่สุดทางวิทยาศาสตร์ที่ยังคงรักษาคุณสมบัติของมันได้ก็คือ ปรมาณู ที่จริงมีอนุภาคเล็กลงไปกว่านั้นอีก เล็กกว่าปรมาณูอีกซึ่งเป็นองค์ประกอบของปรมาณูนั้น คิดอย่างหยาบๆเราก็ว่ามีอยู่ ๓ อัน
คือ มีอีเลคตรอน มีโปรตรอน มีนิวตรอน และมีแกนเล็กๆเหมือนอย่างกับดวงอาทิตย์ในจักรวาลของดวงอาทิตย์ ซึ่งเราเรียกว่านิวเคลียส ข้างนอกแก่นมีอีเลคตรอนโคจรอยู่ อีเลคตรอนนี้มีน้ำหนักน้อยเท่ากับประมาณ ๑ ส่วนใน ๑,๘๐๐ ส่วนเศษๆของน้ำหนักของโปรตรอน คือหมายความว่า น้ำหนักของปรมาณูทั้งหมด อนุโลมได้ว่ามาจากตัวนิวเคลียส อีเลคตรอนนี้เป็นสารซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบ ส่วนโปรตรอนนั้นประจุไฟฟ้าบวกอยู่ในนิวเคลียส ในแกนกลางของมันนี้ยังมีนิวตรอนอีก ซึ่งไม่มีประจุไฟฟ้าเลย แล้วก็ทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่เฉยๆนะครับ เคลื่อนที่หรือหมุนอยู่ตลอดเวลา และเป็นไปอย่างมีระเบียบเสียด้วย เหมือนอย่างพระจันทร์หรือโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ หมุนอยู่เรื่อยในวงโคจรที่มีระเบียบ นักวิทยาศาสตร์เขารู้เขาพิสูจน์มาแล้ว คุณสมบัติของการรวมตัว การแยกตัวทางเคมี ขึ้นอยู่กับอีเลคตรอนที่อยู่รอบนอกสุดของวงโคจร หัวเข็มหมุนหนึ่งหัวจะมีปรมาณูนับล้านๆปรมาณูทีเดียว แต่ในปรมาณูนี้ ยังมีที่ว่างอีกตั้งแยะ คือนอกจากแกนกลางของมันนี้กับอีเลคตรอนที่วิ่งอยู่รอบๆแล้วยังมีที่ว่างอีกมากทีเดียว มีความว่างคล้ายๆกับไม่มีอะไรเลย มันว่างยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้นโดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 13:13:20 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 18โดยหลักเกณฑ์อันนี้ ว่าคล้ายกับความว่างในสุริยจักรวาลนั่นทีเดียว ถ้าเรามองลึกลงไปอย่างพระพุทธเจ้ามอง แม้แต่ผิวหนัง แม้แต่เซลล์ๆเดียวยังประกอบด้วยปรมาณูหลายล้านปรมาณู และในปรมาณูหนึ่งๆยังมีที่ว่างอยู่อีกมากมาย ถ้าขยายปรมาณูหนึ่งให้เท่ากับลูกฟุตบอล เจ้าตัวแกนกลางที่ผมว่านิวเคลียสนั้น มันจะเท่ากับผงอันหนึ่ง ที่จะต้องส่องด้วยกล้องขยายจึงจะเห็น เราลองคิดดูว่า อ้ายแกนกลางอันนี้มันใหญ่กว่าตัวอีเลคตรอนที่มันวิ่งอยู่ข้างนอกเกือบสองพันเท่า ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นช่องว่างทั้งนั้น ถ้ายิ่งมองให้ลึกซึ้งถึงขนาดนั้น ก็จะยิ่งเห็นความไม่เที่ยงแท้ และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดในทัศนะของผมนั้นก็คือว่า
ทำไมพระพุทธองค์ถึงได้ทรงตรัสรู้เรื่องนี้มาก่อนตั้งหลายพันปี แล้วทำไมพระองค์ถึงได้ทราบว่า ความไม่เที่ยงแท้ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพียงไหน เปลี่ยนแปลงอย่างเราเห็นได้ เปลี่ยนแปลงอย่างแพทย์เห็นได้ เปลี่ยนแปลงจนกระทั้งอย่างนักวิทยาศาสตร์เห็นได้ พิสูจน์ได้ ไม่ได้หยุดนิ่งละครับ วิ่งจี๋เลยทีเดียวอยู่ในนั้น และอ้ายตัวแก่นกลางก็หมุนด้วย และถ้าเอาออกมา แกนกลางนั้นก็หมดสภาพของการเป็นปรมาณู เมื่อหมดสภาพของการเป็นปรมาณู เมื่อหมดสภาพของการเป็นปรมาณูแล้วอ้ายเจ้าเซลล์ที่ประกอบด้วยหลายๆล้านปรมาณูก็หมดสภาพด้วย เพราะฉะนั้นมันมีอะไรเที่ยงล่ะ อีเลคตรอนมันถูกก่อกวนอยู่เสมอเท่าที่มันวิ่งอยู่ได้เพราะแรงดึงดูดระหว่างที่ตัวแกนของมัน และถ้าแรงดึงดูดนั้นถูกกระทบกระเทือน มันจะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยตลอดเวลา มันจะอยู่เที่ยงคงที่ได้อย่างไรโดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 13:16:13 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 19เพราะฉะนั้น สารที่มีกัมมันตภาพรังสี ก็หมายความว่าสารที่มันไม่ถาวรมันปล่อยรังสีออกมาเรื่อยๆแสดงว่ามันกำลังสลาย สลายแล้วมันก็เปลี่ยนเป็นอีกอันหนึ่ง จากเรเดียมมาเป็นตะกั่ว อย่างนี้และตะกั่วนี่ทีแรกนักวิทยาศาสตร์ก็คิดว่ามันถาวรแล้วละ มันไม่เปลี่ยนอีกแล้ว ที่จริงมันก็เปลี่ยนช้าๆเหมือนกัน อาจเสียเวลาตั้งล้านปีกว่าจะหมด นักวิทยาศาสตร์เข้าใจอย่างนี้ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ามองในแง่วิทยาศาสตร์ก็ตรงกับคำว่าอนิจจัง ที่เรียกว่ามันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปงอยู่ทุกเมื่อ ท้ายที่สุดอาจจะกลายเป็นพลังงาน อย่างพลังงานปรมาณูที่เรานำมาใช้ ก็จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หลักอีกอันหนึ่งที่ตรงกัน เรื่องนี้ผมพูดลำบากมากทีเดียว อนัตตา ความไม่มีตัวตน แต่ก็อยากฝากไว้ให้ท่านลองไปคิดดู ผมเล่าถึงโครงสร้างของปรมาณูให้ท่านทั้งหลายฟังแล้ว ท่านไปลองคิดดูเอาเองก็แล้วกัน
เพื่อให้เห็นชัดขึ้นอีก อยากจะขยายความในเรื่องโครงสร้างของปรมาณูว่า ถ้าแกนของปรมาณูนั้นขยายเท่าดวงอาทิตย์นะครับ เจ้าอีเลคตรอนนั่นเหมือนกับโลกเล็กๆวิ่งอยู่รอบ ดวงอาทิตย์ แล้วยังมีที่ว่างอีกเท่าไรละครับ แต่ถ้าเปรียบตามส่วนสัดแล้วที่ว่างนั้น ยังว่างมากกว่าระยะทางโลกถึงดวงอาทิตย์ เดี๋ยวนี้กี่ล้านกิโลเมตรก็ไม่ทราบ นั่นแหละถ้าเปรียบขยายอย่างเท่าดวงอาทิตย์ ทั้งหมดในที่นี้มันเป็นที่ว่างทั้งนั้นโดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 13:17:52 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
สลักธรรม 20เพราะฉะนั้น ในร่างกายที่เราเห็นเป็นรูปร่างนี้แหละ ที่เราเชื่อว่าเป็นรูปต่างๆ หล่อบ้าง ไม่หล่อบ้าง แก่บ้าง ไม่แก่บ้าง อะไรอย่างนี้ ถ้ามองทางแพทย์ก็เพียงแต่ไม่น่ามอง ถ้ามองอย่าง นักวิทยาศาสตร์ปรมาณูยิ่งแล้วใหญ่ มันไม่มีอะไรเย มีแต่แกนเท่านั้นแหละ อย่างนี้แล้วจะเห็นว่า มันไม่มีอะไรที่จะยึดถือเลย นี่ผมก็นึกวาดภาพในทางนั้นนะครับ แล้วผมก็อาศัยข้อคิดเห็นทางนั้น จะเห็นว่าในหลักอนิจจังก็ดี ในอนัตตาก็ดี หรือว่าสุญญตาก็ดี ถ้าจะหาเครื่องเปรียบเทียบ ถ้ารู้ทางวิทยาศาสตร์เสียบ้างละก็อ้ายที่เราจับต้อง อ้ายที่เราเห็นน่ะ เราไปจับโดนอะไรเข้าผมก็ไม่ทราบ และอีกอันหนึ่งที่ผมเห็นว่าหลักเกณฑ์ของพุทะศาสนาเป็นหลักที่นักวิทยาศาสตร์น่าเคารพนับถือมากจริงๆก็คือว่าในศาสนาอื่นๆนั้นมักจะบังคับทีเดดียวว่า จะต้องเชื่อบัญญัติอย่างไม่ต้องโต้แย้ง ไม่ต้องพิสูจน์ ต้องเชื่ออย่างรับเอาเฉยๆทีเดียว จึงเรียกเป็นคนนับถือศาสนานั้นได้
สำหรับพุทธศาสนา ไม่มีหรอกครับ มีให้คิดเอาเอง ให้ปฏิบัติด้วยตนเอง
เกิดผลปฏิบัติแก่ตนเองทั้งสิ้น จะเชื่อหรือไม่เชื่ออีกเรื่องหนึ่ง แต่หลักศาสนาอื่น
ยกตัวอย่างเช่นการสร้างโลก ในพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า พระพุทธเจ้าหรือพระพรหมอะไรเป็นผู้สร้าง อย่างนี้เป็นต้น แต่ในศาสนาอื่นนั้นเป็นอย่างไร
ท่านทั้งหลายคงจะเห็นแล้วว่าได้กำหนดลงไปทีเดียวว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก
เมื่อเช้านี้ท่านอธิบดีกรมการศาสนายังเล่าให้ฟังทางวิทยุ ท่านบอกว่าไปเยี่ยม..เยรูซาเล็มมา มัคคุเทศก์เขาบอกว่า ตรงนี้แหละศูนย์กลางของโลก มีลักษณะเป็นแอ่ง และแอ่งนี้เป็นที่ๆพระเยซูยันตัวผุดขึ้นมา เป็นแอ่งนิดเดียว ไม่เห็นมีอะไร เป็นหินธรรมดาโดย อ.วิชิต ธรรมรังษี [18 มี.ค. 2547 , 13:20:02 น.] ( IP = 203.170.150.67 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |