| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อย่างไร..ตอน 2 ครับ
สวัสดีครับทุกๆท่าน
ผมได้นำ..ปาฐกถาธรรม.. โดย
ศาสตราจารย์ ยศ บุนนาค
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์
มาให้ท่านได้อ่านหาความรู้กันไปแล้ว
ที่กระทู้ 04783 แล้วนะครับ
ถ้าท่านที่ยังไม่ได้อ่านก็ขอเชิญกดอ่านที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้..ก่อนที่จะอ่านการกล่าวจบ ปาฐกถาครั้งนี้ ก่อนนะครับผม
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=4783โดย วิชิต ธรรมรังษี - [19 มี.ค. 2547 , 20:50:31 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 1ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร กล่าวสรุป
พระคุณเจ้าและท่านสาธุชนผู้มีเกียรติ
บัดนี้ท่านได้ฟัง ศาสตราจารย์ ยศ บุนนาค อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์ ได้แสดงเรื่องของธรรมะกับวิทยาศาสตร์ จบลงแล้ว ท่านทั้งหลายผู้ซึ่งได้ติดตามฟังมาแต่ต้นจนถึงบัดนี้ ก็ย่อมจะทราบว่า..
องค์ปาฐกได้แสดงให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของธรรมะในพระพุทธศาสนาว่ามีความเกี่ยวข้องสัมพัธ์ และมีความหนักแน่นในหลักการอันเป็นความจริงแท้ตรงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างไร และเป็นความจริงตรงกันข้อหนึ่ง......ที่องค์ปาฐกได้แสดงไป ก็คือ ธรรมะนั้นย่อมจะไม่ต้องใช้สถานที่ ไม่ต้องอาศัยกาลเวลา ไม่ว่าจักรวาลนี้ ไม่ว่าจักรวาลอื่น ไม่ว่าเวลานี้หรืออีกหมื่นแสนปีข้างหน้า ความจริงมันเป็นอย่างไร มันจะยืนความจริงอยู่อย่างนั้น
วันนี้องค์ปาฐกได้ชี้ถึงความสำคัญให้เราฟัง... ให้เห็นว่าวิชาวิทยาศาสตร์ ก็เช่นเดียวกันกับธรรมะในข้อสำคัญคือ...
เมื่อนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์เรื่องอะไรได้ในหลักการหรือที่เป็นทฤษฎี เมื่อใด ที่ไหนแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ย่อมจะทำบทพิสูจน์ให้ตรงกันกับเรื่องนั้นในเวลาอื่น ในที่อื่นด้วย ดังนี้เป็นต้นโดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:03:22 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 2อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช้เล็กน้อยก็คือ.. ที่พูดถึงเรื่องการวิวัฒนาการของสัตว์ทั้งหลาย ผมเองก็เคยนึกตำหนิผู้ที่ได้แสดงตัวเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการวิวัฒนาการของสัตว์มา..
เพระว่าผู้แสดงการวิวัฒนาการของสัตว์นั้นได้ยกเอาแต่เรื่องหลักการในการที่สัตว์ดำเนินชีวิตต่อๆ กันมาเป็นลำดับๆว่าอาศัยอำนาจของสิ่งแวดล้อม กับการเวลาบังคับให้สัตว์นั้นเปลี่ยนแปลงสภาพจากอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง จากอีกอย่างหนึ่งเป็นต่อๆไป โดยอาศัยหลักในทางวัตถุอย่างเดียวเท่านั้น
แต่เมื่อได้ฟังท่านอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์แสดงไปเมื่อกี้นี้ท่านได้เล่าถึงว่า
มีนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความรู้ความสามารถ ได้แสดงหลักการสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า นักวิทยาศาสตร์จะมีความเข้าใจเรื่องนี้ได้ ที่ว่าอำนาจแห่งความปรารถนา อำนาจแห่งตัณหา คือความติดใจในอารมณ์ต่างๆที่เป็นหลักการในพระพุทธศาสนา เป็นตัวการทำให้สัตว์นั้นเปลี่ยนสภาพไปเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ จากสัตว์เซลล์เดียวกลายมาจนเป็นสัตว์หลายเซลล์ จากสัตว์น้ำกลายเป็นสัตว์บก เป็นลำดับ ๆ ไป
ผมเองก็ไม่เคยทราบว่า มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งพูดเรื่องนี้ เพราะคิดว่าเขาพูดแต่วัตถุ เคยอ่านตำรับตำราที่ว่าด้วยกฏแห่งการวิวัฒนาการของ ชาลล์ดาวิน และกฏต่าง ๆ ของท่านเมนเดล
หรือของผู้อื่นที่ได้อธิบายเรี่องการวิวัฒนาการของสัตว์อีกหลายท่าน ก็ไม่เห็นได้แสดงถึงอำนาจจิตที่มีความสามรถค่อย ๆ บังคับให้รูปแต่ละชาติ ๆ ให้เปลี่ยนแปลงไป
นักวิทยาศาสตร์คนนี้นับว่ามีควาามสามารถเขามาถึงหลักการที่วางไว้ในพระพุทธศาสนาว่า อำนาจของเจตนาหรือความปรารถนาทำให้รูปเปลี่ยนไปได้โดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:09:06 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 3อำนาของเจตนา อำนาจของความปรารถนาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซาก แล้วสั่งสมเก็บไว้ภายในจิตใจ
ก่อให้เกิดอำนาจ ย่อมทำให้รูปนั้นเปลี่ยนไปทีละน้อย ๆ ซึ่งมีในปรมัตถธรรม ..
แยกกรรมชรูป อำนาจกรรมคือเจตนาหรือความปรารถนานี้ทำให้รูปเปลี่ยนจากสภาพอันหนึ่ง เป็นอีกอันหนึ่งขึ้นมาได้ สัตว์จึงได้วิวัฒนาการไป
ในพระพุทธศาสนาแสดง ถึงอำนาจของเจตนา อำนาจของตัณหา (ความยินดีติดใจในอารมณ์) ทำให้การวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นมาเป็นลำดับจากสัตว์เชลล์เดียวขึ้นมาจนกระทั่งเป็นสัตว์หลายเซลล์ ..
จากสัตว์ที่ไม่เจริญ.... ขึ้นมาเป็นสัตว์เจริญด้วยอำนาจแห่งความปรารถนา..คือตัณหาที่ติดอกติดใจในอารมณ์ และเก็บสั่งสมเอาไว้และเมื่อสิ้นชีวิตลงไปแล้ว
อำนาจนั้นหาได้สูญสิ้นตามชีวิตลงไปด้วยไม่.. อำนาจนั้นยังคงอยู่ และอำนาจอันนี้เองได้สร้างสรรพสัตว์เปลี่ยนสภาพจากอย่างหนึ่งมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง เช่นอาจจะเปลี่ยนสภาพจากสัตว์น้ำ...ขึ้นมาเป็นสัตว์บก โดยอาศัยอำนาจของเจตนาหรือความปรารถนาดังกล่าวโดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:18:16 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 4นักวิทยาศาสตร์ แม้ว่าจะศึกษาทางโลกทางวัตถุ เดี๋ยวนี้..ก็ได้เข้ามามีส่วนในเรื่องของชีวิตจิตใจ
มีความรู้ถึงว่าอำนาจ ของตัณหา ทำรูปให้เปลี่ยนแปลงไปได้
ถึงแม้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์คนเดียวที่แสดงเรื่องนี้ ก็น่าสรรเสริญในความคิดอ่านของเขา
นอกจากที่ท่านองค์ปาฐก..ได้แสดงถึงการวิวัฒนาการของสัตว์มาเรื่องหนึ่งแล้ว
ผมก็กล่าวถึงเรื่องอณู ปรมาณู ซึ่งในพุทธศาสนา ได้แสดงเรื่องอณูและปรมาณูมาแล้ว ๒,๕๐๐ ปีเศษ
และการแสดงเรื่องนี้ก็ไม่ได้แสดงเน้นหนักไปในแนวทางของวิชาวิทยาศาสตร์โดยตรง.. แต่เป็นการแสดงเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายผู้ซึ่งมีปัญญาได้เข้ามาค้นคว้าความจริงถึงเรื่องของรูป คือเรื่องสสารและพลังงานว่า...
รูปทั้งหลายไม่เที่ยง รูปทั้งหลายเป็นทุกข์ คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และรูปทั้งหลายเป็นอนัตตาไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ (คน,สัตว์เกิดจากการประชุม) และบังคับบัญชาไม่ได้
ถ้าท่านได้ศึกษาปรมัตถธรรมแล้ว ก็จะทราบถึงเรื่องสสารว่า..
ถ้าแยกย่อยให้เล็กลงไปๆจนถึงอณู จนถึงปรมาณู และเมื่อถึงปรมาณูเล็กมากที่สุดแล้ว.. ยังมีรูปเล็กละเอียดพิศดารอีกเรียกว่า สุขุมรูป (มีอยู่ ๑๖ รูป)
ในเรื่องของปรมาณูนั้นได้แสดงไว้เป็นอันมากที่ว่าด้วยเรื่องของรูปมีอยู่ทั่วๆไปในพระอภิธรรม...โดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:24:51 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 5ดังคาถาจาปินิคัณฑุ (อภิธานัปปทีปิกา ฉบับสิงหล) คาถาที่ ๑๙๔ และคาถาที่ ๑๙๕ ในภูมิภัณฑ์ ว่า
ฉตตึส ปรมาณูน เมโก ณุจ ฉตึส เต
ตชชรี ตาปิ ฉตตึส รถเรณุจ ฉตึส เต
ลิกขา ตา สตต อูกา ตา ธญญมาโสติ สตต เต
๓๖ ปรมาณู เป็น ๑ อณู
๓๖ อณูเหล่านั้น เป็น ๑ ตัชชารี
๓๖ ตัชชารีเหล่านั้น เป็น ๑ รถเรณู
๗ ลิกขา เป็น ๑ ลิกขา
๗ อูกาเหล่านั้น เรียกว่า ธัญญามาส
เพื่อแสดงตามคำพูดที่คนไทยพูดกัน ก็กลับเสียดังนี้
๑ ธัญญามาส = ๗ อูกา
๑ อูกา = ๗ ลิกขา
๑ ลิกขา = ๓๖ รถเรณู
๑ รถเรณู = ๓๖ ตัชชารี
๑ ตุชชารี = ๓๖ อณู
๑ อณู = ๓๖ ปรมาณู
โดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:27:49 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 6แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้ทรงแสดงเหมือนในวิชาวิทยาศาสตร์ว่า มีพลังงานและประจุไฟฟ้าอันไม่อยู่ในฐานะเสถียรภาพ ..แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ต่างอะไร
เพราะในพระพุทธศาสนาแสดงว่า ทุก ๆ ปรมาณู มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีสี กลิ่น รส โอชะ เรียกว่า ...อวินิพโภครูป ๘
แต่อย่างไรก็ดี คำว่าธาตุ นั้นไม่ตรงกับวิชาวิทยาศาสตร์..ที่เอาคำว่าธาตุจากภาษาบาลีเขาไปใช้ และที่คนส่วนมากเข้าใจ
เช่นธาตุน้ำ ไม่ใช่น้ำที่ดื่มหรือที่ใช้ซักผ้า
ธาตุน้ำ..เป็นตัวการยึดธาตุดินทั้งหลายให้ติดกัน ...
ธาตุน้ำในพระพุทธศาสนามองเห็นตัวไม่ได้ สัมผัสถูกต้องไม่ได้ ชั่งตวงไม่ได้ วัดไม่ได้ (เชิญอ่านเรื่องสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนาในวารสารชื่อ ชีวิต)
นอกจากนั้นในพุทธศาสนายังได้แสดงถึงปรมาณูทั้งหมดเหล่านั้นว่า
ย่อมจะเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลาด้วยความเร็วที่สูง ไม่ได้หยุดนิ่งเลย ด้วยอาศัยอำนาจของอุณหเตโชคือความร้อน
นอกจากนั้นในพุทธศาสนายังได้แสดงถึงปรมาณูทั้งหมดเหล่านั้นว่า ย่อมจะเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลาด้วยความเร็วที่สูง ไม่ได้หยุดนิ่งเลย ด้วยอาศัยอำนาจของอุณหเตโชคือความร้อน
ยิ่งกว่านั้น ในพระพุทธศาสนา ได้แสดงถึงว่าปรมาณูทุกปรมาณูนั้นไม่มีติดกัน ..มีช่องว่างในระหว่างปรมณู เรียกว่า ปริจเฉทรูปโดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:36:04 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 7ด้วยเหตุดังกล่าว ทุกปรมาณู..ที่ประกอบกันเป็นรูปเหล่านั้น.. ย่อมไม่เที่ยง....เพราะปรมาณูทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป
ผู้ศึกษาพระสูตรก็ย่อมจะรู้ว่า สัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วก็โต แล้วก็แก่ แล้วก็ตาย
แต่ผู้ที่มาศึกษาปรมัตถธรรม ก็จะเข้าถึงความไม่เที่ยงของปรมาณู.. ไม่ใช่เพียงแต่เห็นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น ที่เปลี่ยนแปลง
หากแต่ความไม่เที่ยงนั้นหมายถึงปรามาณูที่เปลี่ยนแปลงไปมาอยู่เสมอทุกเวลานาทีด้วยโดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:39:36 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 8อีกข้องหนึ่งที่ท่านองค์ปาฐก..ได้ชี้ให้เราได้เห็นคือคำว่า อนัตตา
ในหลักธรรมะ ความเป็นอนัตตานั้นไม่ได้หมายความว่า ..ไม่มีสิ่งใดเลย หรือทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปรมาณูแล้ว หายไปในอากาศ
หากแต่หมายความว่า คำว่า คน ไม่มี คำว่า สัตว์ ก็ไม่มี โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งของต่าง ๆ ก็ไม่มี
สิ่งที่เราว่ามี คนก็ตาม สัตว์ก็ตาม โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งของต่าง ๆ ก็ตาม อันที่จริงเป็นรูป..เรียกว่า รูป เรียกว่า ปรมาณู .. แล้วมาประชุมกันเท่านั้นเอง
และธรรมชาติที่เป็น นาม ซึ้งได้แก่จิตใจ อันเป็นตัวการที่ รู้ อีกอย่างหนึ่ง...ที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
และรูปก็ดี นามก็ดี มีอยู่จริง ๆ.. มิใช่คน สัตว์ หรือสิ่งของ.. แต่ถ้ามีคำว่า คน สัตว์ สิ่งของขึ้นมา ..ก็หมายความว่าเราสมมุติชื่อขึ้น
เพราะฉะนั้น ..คำว่าอนัตตานั้นหมายถึงธรรมชาติ
รูปก็ตาม นามก็ตามไม่ใช่คน.. ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของต่าง ๆ.. แต่เป็นรูปเป็นนาม.... และเปลี่ยนสภาพอยู่เรื่อย... บังคับมันไม่ได้
คือบังคับให้ปรมาณูหยุดนิ่งไม่ได้ ให้จิตมันหยุดนิ่งก็ไม่ได้ ด้วยธรรมชาติของมัน จะต้องเปลี่ยนสภาพอยู่ตลอดเวลา.. จึงชื่อว่าอนัตตา...
เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ จิตก็ไม่ใช่คน รูปก็เป็นสสารที่ประกอบกันด้วยปรมาณู ก็ล้วนแต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า.. รูปเป็นอนัตตา ..ไม่ได้เป็นคนโดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:47:04 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 9อีกเรื่องหนึ่งซึ้งเป็นเรื่องที่องค์ปาฐกได้แสดงไปตอนต้น.. ก็คือ
เรื่องที่เกี่ยวกับพลังงาน.. เพราะว่าในพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ใช้คำว่า พลังงานคือความสามารถที่จะทำงานได้
เราไม่ได้ใช้คำนี้ก็จริง... แต่ถ้าเอาเรื่องราวในพระพุทธศาสนาออกมาแล้วแสดงแล้ว... ก็จะเห็นว่าได้แสดงเรื่องพลังงาน..
เช่นในทางวิทยาศาสตร์แสดงว่า.... แสงที่สะท้องจากสิ่งต่าง ๆ เข้ามากระทบตาให้เราเห็นแสดงนี้เป็นพลังงาน
ในพระพุทธศาสนาถือว่า แสง.. คือ หมายถึงตัวการที่สะท้อนจากรูปมากระทบตานั้น เป็นรูปารมณ์ แปลว่า เป็นรูป ไม่ได้ถือว่าแสงเป็นอำนาจหรือเป็นพลังงาน หากแต่เป็นรูปที่ละเอียดมาก
ในแสงนั้นย่อมมี ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชะ เป็นอวินิพโภครูป ๘
เสียงก็เช่นเดียวกัน เสียงที่เป็นความสั่นสะเทือนของอากาศแล้วมากระทบหูเรา.. ก็อยู่ในฐานะเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม มี สี กลิ่น รส โอชะ และเป็นรูป ไม่ใช่เป็นพลังงาน
แม้แต่ความร้อน .. ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นพลังงาน.. แต่ในพุทธศาสนาถือว่าเป็นรูป
แต่อย่างไรก็ดี แม้จะถือว่าเป็นรูปที่เป็นรูปที่สืบต่อ ๆ (สันตติ) กันเข้ามากระทบตา กระทบหู การสืบต่อ ๆ กันเข้าไปกระทบน้ำ ก็ เหมือนกับการพูดว่า เป็นคลื่นนั่นเอง ดังนี้เป็นต้นโดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 21:54:20 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
สลักธรรม 10แม้ว่าในพระพุทธศาสนาจะไม่ได้พูดตรงๆ.. คือพลังงาน
เพราะภาษาพูดไม่เหมือนกัน แต่เรื่องราวทั้งหมดที่แสดงนั้น ย่อมมาสอดคล้องต้องกันกับวิทยาศาสตร์
ซึ่งในเรื่องของพลังงานแล้ว เปลี่ยนเป็นรูปได้ตามทฤษฎีของไอสไตน์
นักวิทยาศาสตร์เฉพาะอย่างยิ่งไอสไตน์ ซึ่งค้นคว้าได้ภายในไม่กี่สิบปีมานี้เอง ที่ว่าสสารกลายเป็นพลังงาน.. พลังงานกลายเป็นสสาร
แต่ในพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นรูป... สำหรับตัวการที่ทำให้เป็นไปต่าง ๆ นั้น... ในทางธรรมะใช้คำว่า สัตติ ..
ซึ่งแปลว่า อำนาจ.. จึงไม่ใช่รูป ....และในที่บางแห่งใช้คำว่า พละ หมายถึงกำลังอำนาจ
ด้วยเหตุนนี้ ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า...
วิชาการอันเป็นปรมัตถธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้นั้น ....เกี่ยวข้องกลมกลืนกับเรื่องราวของวิชาวิทยาศาสตร์เป็นอันมาก ....
ผู้ที่มีความรู้วิชาการทางโลกมาก ๆ
ผู้ที่มี่เหตุผลต่าง ๆ เป็นของตนแล้ว
ก็จะเห็นได้ว่า เรื่องราวในพระพุทธศาสนากับเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย มิหนำซ้ำยังกลมกลืนสอดคล้องกันเสียด้วยโดย วิชิต ธรรมรังษี [19 มี.ค. 2547 , 22:00:23 น.] ( IP = 203.170.158.216 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |