ทุกวันนี้ไปตามร้านอาหาร ห้องอาหาร
บางครั้งในร้านสุกี้มักจะเห็นพระภิกษุเข้าไปฉันอาหาร และสังเกตหลายครั้งว่า
ท่านสั่งอาหารเอง บางครั้งได้ยินว่า ท่านสั่งกุ้งเผา และอะไรหลายอย่างที่ฆราวาสสั่งกัน
จึงเกิดความสงสัยว่า มีการบัญญัติไว้วินัยหรือไม่
ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 02 มีแสดงไว้
พระฉัพพัคคีย์ขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์
แก่ตนมาฉัน. ประชาชนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากย
บุตรจึงได้ขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน โภชนะที่ดีใครจะไม่พอใจ ของ
ที่อร่อยใครจะไม่ชอบ ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็น
ผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ขอโภชนะอันประณีตเพื่อ
ประโยชน์แก่ตนมาฉันเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ทรงสอบถาม
พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอขอ
โภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน จริงหรือ?
พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า
ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ขอ
โภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉันเล่า
การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ
ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
๘๘. ๙. ก. อนึ่ง ภิกษุใด ขอโภชนะอันประณีตเห็นปานนี้ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม เพื่อประโยชน์แก่ตน
แล้วฉัน เป็นปาจิตตีย์.
สรุปว่าถ้าสั่งหรือขอเพื่อฉัน เป็นปาจิตตีย์.