| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ขออนุญาติเรียนถามเกี่ยวกับพระโสดาบันครับ
สลักธรรม 11คำถาม
การมาโลกนี้ไม่จำเป็นต้องปฏิสนธิในครรภ์มารดาก็ได้ใช่ไหมครับ เช่น จุติมาสถิตย์ในเทวรูป มีเทพชกุมาร หรือมาสถิตย์ในกายมนุษย์ในลักษณะร่างประทับ เป็นต้น
คำตอบ
การมาโลกนี้ จำเป็น ต้องปฏิสนธิในครรภ์มารดา
และการปฏิสนธินั้นต้องประกอบด้วยเหตุ ๓ ประการ
คือสตรีมีระดูงาม สเปอร์ม และสัตว์ตาย มาประจวบกัน ปฏิสนธิจึงเกิดขึ้น
ผู้ที่ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า มีมากมาย
แต่ผู้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า
จะต้องได้รับพุทธทำนายจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ
จึงเรียกผู้นั้นว่า นิตยโพธิสัตว์
และขณะที่ถูกพุทธทำนาย ผู้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น
- เป็นบุรุษเพศ
- ได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า
- ยัง ไม่ได้เป็นพระอริยบุคคล
ความเป็นพระอริยบุคคลจะบังเกิดขึ้น
ก็ต่อเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาพุทธเจ้า
เมื่อมรรคจิต เกิดขึ้น ผลจิต ก็จะเกิดติดต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างขั้น เรียกว่า อกาลิโก
และมรรคจิต 4 จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หมายถึง
เมื่อโสดาปัตติมรรคจิตเกิดขึ้น...ก็เกิดเพียง 1 ครั้งเท่านั้น แล้วโสดาปัตติผลจิต เกิดทันที
เมื่อสกทาคามิมรรคจิตเกิดขึ้น...ก็เกิดเพียง 1 ครั้งเท่านั้น แล้วสกทามิผลจิต เกิดทันที
เมื่ออนาคามิมรรคจิตเกิดขึ้น.....ก็เกิดเพียง 1 ครั้งเท่านั้น แล้วอนาคามิผลจิต เกิดทันที
เมื่ออรหัตตมรรคจิตเกิดขึ้น.......ก็เกิดเพียง 1 ครั้งเท่านั้น แล้วอรหัตตผลจิต เกิดทันที
ดังนั้น การ บรรลุ โสดาปัตตผลจิต, สกทามิผลจิต, อนาคามิผลจิต, อรหัตตผลจิต
จึงมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
โดย เซิ่น [1 เม.ย. 2547 , 22:23:24 น.] ( IP = 203.156.27.61 : : )
สลักธรรม 12สาธุ..สาธุ..สาธุ
คุณเซิ่นตอบข้อธรรมได้ยอดเยี่ยมเลยครับผม
อนุโมทนาครับผมโดย น้องจุก [1 เม.ย. 2547 , 22:34:37 น.] ( IP = 203.144.143.250 : : 203.118.100.24 )
สลักธรรม 13ขอกราบขอบพระคุณท่านมากขอรับ ฯ
บางกรณี การปฏิสนธิไม่จำเป็นต้องอาศัยจุลชีวัน (sperm) เสมอไปนะขอรับ เช่น หนุมานบุตรพระวายุ หรือ ในพระสูตรกล่าวถึงพระฤาษีองค์หนึ่งเพียงแต่ใช้นิ้วแตะที่สะดือของสตรีนางหนึ่ง ครรภ์ก็เกิดขึ้นได้นะขอรับ ฯ ขอสนทนาธรรมอีกนะครับ
๑. การอวตาร ต่างจากการมาเกิดอย่างไรขอรับ ?
๒. ถ้ามาเกิดเป็นทารก จะยังคงความเป็นพระอริยอยู่ตั้งแต่ก่อนเกิดเลยไหมครับ แล้วเกิดมาในครรภ์ย่อมมีศักดิ์ต่ำกว่าบุพการี ดังนี้ พระอริยะที่เกิดมาใหม่ มิต้องไหว้บิดา มารดา ญาติ ครูอาจารย์ ผู้เป็นปุถุชนหรือขอรับ ?
๓. แสดงว่าขณะที่พระโพธิสัตว์มาเกิดในเมืองมนุษย์ในพระชาติที่จะตรัสเป็นพระพุทธศากยมุนีนี้ ตอนเป็นพระกุมารยังเป็นปุถุชนใช่ไหมขอรับ ก็แล แต่พระโพธิสัตว์เป็นปุถุชนอยู่นั้น มาเกิดแล้วมารดาก็สิ้นพระชนม์โดยเร็ว อย่างนี้ถ้าเป็นพระอริยบุคคลมาเกิดในครรภ์มารดาๆ จะไม่สิ้นใจรุนแรงกว่าอีกหรือขอรับ ?
๔. ท้าวสหัมบดีพรหม (ผู้อาราธยาพระพุทธองค์ให้ทรงเผยแผ่พระธรรม) สำเร็จพระโสดาบันหรือสูงกว่านั้นขอรับ และทำไมถึงรู้ความในจิตของพระพุทธองค์เป็นหลายครั้ง ทั้งที่ พุทธวิสัย เป็นอจินไตยอันไม่มีผู้ใดหยุ่งถึงมิใช่หรือขอรับ?
โดย วิทยาธร [2 เม.ย. 2547 , 01:01:04 น.] ( IP = 202.12.74.9 : : unknown )
สลักธรรม 14[font color=blue]บางกรณีที่ไม่มี sperm มาเกี่ยวข้องก็จริงแต่ย่อมมีฝ่ายที่เรียกว่า บิดาหรือปุริสสะภาวะ มาปรากฏเป็นองค์ประกอบในที่นั้นด้วย ฉะนั้นเรื่องของการปฏิสนธิในครรภ์มารดาย่อมต้องมีองค์ประกอบพร้อมทั้งสามประการเสมอ ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ มีสัตว์ตายมาปฏิสนธิด้วยอำนาจชนกกรรม
แม้ในพระชาติที่บำเพ็ญเมตตาบารมีเป็นพระสุวรรณสามนั้นก็ยังต้องมีบิดา มารดา และมีสัตว์ตายมาปฏิสนธิในขณะนั้นด้วยอำนาจของชนกกรรม เช่นกัน
ส่วนที่ปฏิสนธินอกครรภ์มารดานั้นเป็นข้อยกเว้น ที่ก็มีปรากฏว่า นางจิญจมาณวิกาเกิดจากต้นไม้ เป็นต้น
การอวตารเป็นความเชื่อในเรื่องกำเนิดของเทพหรือเทวะตามศาสนาพราหมณ์ เป็นการแบ่งภาคของชีวิตหลักมาเป็นชีวิตรองอีกหลายๆชีวิต ไม่ใช่ความเชื่อที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนา การอวตารเป็นความเชื่อว่า การมีชีวิตเป็นเรื่องของการดลบันดาลได้ด้วยอำนาจของเทพผู้เป็นใหญ่ กำเนิดของเทพและสัตว์ไม่ได้เป็นไปตามกรรม
ตามพระอภิธรรมปิฎกกล่าวว่า เมื่อพระโสดาบันบุคคลสิ้นชีวิตย่อมไม่ไปเกิดในอบายภูมิแน่นอน และสามารถกลับมาเกิดในมนุษยภูมิได้อีก เพื่อที่จะเจริญมรรคผลต่อไปจนบรรลุอรหัตผล ภายในเจ็ดชาติเป็นอย่างช้า การนบไหว้บิดามารดาเป็นภาวะที่พระโสดาบันท่านย่อมทราบเองว่าควรกระทำหรือไม่ หรือทำอย่างไร แม้ในพุทธกาลพระโสดาบันบุคคลที่เป็นผู้ครองเรือนก็ยังดำเนินชีวิตตามปกติที่ไม่ผิดศีล จึงต้องถามว่าการนบไหว้สักการะผู้มีคุณเป็นการผิดศีลหรือไม่
พระโพธิสัตว์เป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอริยบุคคลประเภทใดๆ เพราะหากบรรลุแล้วก็จะเรียกว่าอนุพุทธะ เพราะรู้ตามผู้อื่นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลนั้น
ในกาลที่มีพระโพธิสัตว์มาปฏิสนธิเพื่อตรัสรู้ธรรมจึงเป็นกาลที่ไม่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดปรากฏอยู่ในขณะนั้นเลย จึงเรียกว่าตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง
โดย TaRa [2 เม.ย. 2547 , 21:15:02 น.] ( IP = 203.209.106.246 : : )
สลักธรรม 15ตามธรรมเนียมของมารดาพระโพธิศัตว์นั้นย่อมเป็นเช่นนี้เอง เรียกว่า ปัญจมหาวิโลกนะ สำหรับเรื่องอายุของมารดานี้เป็นการพิจารณาอยู่ในลำดับที่ ๕ เรียกว่า ๕. มาตุอายุปริจเฉทะ คือ ทรงพิจารณาถึงพระชนนี เพราะธรรมดาผู้ที่จะเป็นพุทธมารดานั้น
ย่อมบำเพ็ญพระบารมีมาถึงแสนมหากัปบริบูรณ์
จำเดิมแต่บังเกิดมาก็รักษาเบญจศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย ทรงเห็นว่า พระสิริมหามายาเทวี อัครมเหสีแห่งพระเจ้าสุทโธนะ มีพระบารมีสมบูรณ์แล้ว ทรงพิจารณาต่อไปว่า พระชนมายุของพระนางสิริมหามายาจะถึงกาลปริจเฉทะเมื่อใด อีกประการหนึ่ง
การหยั่งรู้จิตใจเป็นอำนาจจากสมาธิมิใช่อำนาจของปัญญา ในระหว่างที่ใกล้จะปรินิพพานพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญายังสามารถหยั่งทราบการเข้าออกฌานของพระพุทธองค์จนกระทั่งถึงวาระดับขันธ์ปรินิพพานได้
ปัญจมหาวิโลกนะ คือ
๑. กาละ คือ ทรงพิจารณาอายุของมนุษย์ทั้งหลาย
เห็นว่า อายุของมนุษย์ในสมัยนั้นตั้งอยู่ร้อยปีเป็นกำหนด
๒. ทีปะ คือ ทรงพิจารณาถึงทวีปทั้งสี่ เห็นว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติขึ้นแต่ในชมพูทวีปแห่งเดียวเท่านั้น
๓. เทสะ คือ ทรงพิจารณาถึงประเทศที่จะไปบังเกิด
เห็นว่า มัชฌิมประเทศเป็นที่บังเกิดแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง มีพระสัพพัญญูพุทธเจ้า เป็นต้น และกรุงกบิลพัสดุ์นี้ ประดิษฐานอยู่ในภูมิภาคแห่งมัชฌิมประเทศ
๔. กุละ คือ ทรงพิจารณาถึงสกุลที่จะไปบังเกิดว่า
ธรรมดาพระสัพพัญญูจ้าย่อมบังเกิดแต่ในสกุลทั้งสอง คือ ขัตติยสกุล และพราหมณสกุล ซึ่งโลกสมมุตินับถือว่าประเสริฐ เห็นว่า กาลบัดนี้โลกสมมุติว่าสกุลกษัตริย์ประเสริฐกว่าสกุลพราหมณ์ จึงสมควรจะไปบังเกิดในสกุลกษัตริย์ และพระเจ้าสุทโธทนะมหาราชซึ่งครองกรุงกบิลพัสดุ์นั้น เป็นศากยวงศ์ซึ่งสืบสันติวงศ์มาจากพระเจ้ามหาสมมตะ เป็นอสัมภินนะ ไม่มีกษัตริย์อื่นมาแทรกแซงในการสืบสันตติวงศ์เลย
สมควรเป็นพุทธบิดาได้
๕. มาตุอายุปริจเฉทะ คือ ทรงพิจารณาถึงพระชนนี
เพราะธรรมดาผู้ที่จะเป็นพุทธมารดานั้น ย่อมบำเพ็ญพระบารมีมาถึงแสนมหากัปบริบูรณ์ จำเดิมแต่บังเกิดมาก็รักษาเบญจศีลบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย
เห็นว่า พระสิริมหามายาเทวี อัครมเหสีแห่งพระเจ้าสุทโธนะ มีพระบารมีสมบูรณ์แล้ว ทรงพิจารณาต่อไปว่า พระชนมายุของพระนางสิริมหามายาจะถึงกาลปริจเฉทะเมื่อใดโดย TaRa [2 เม.ย. 2547 , 21:18:28 น.] ( IP = 203.209.106.246 : : )
สลักธรรม 16ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการ ความเกิดแห่งทารกก็มี ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดายังไม่มีระดู และทารกที่จะมาเกิด ยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่ทารกที่จะมาเกิดยังไม่ปรากฏ ความเกิดแห่งทารก ก็ยังไม่มีก่อน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดมารดาบิดาอยู่ร่วมกันด้วย มารดามีระดูด้วย ทารกที่จะมาเกิดก็ปรากฏด้วย เพราะความประชุมพร้อมแห่งปัจจัย ๓ ประการอย่างนี้ ความเกิดแห่งทารกจึงมี ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดาย่อมรักษาทารกนั้นด้วยท้องเก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง เมื่อล่วงไปเก้าเดือน หรือสิบเดือน มารดาก็คลอดทารกผู้เป็นภาระหนักนั้น ด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก และเลี้ยงทารกผู้เป็นภาระหนักนั้นซึ่งเกิดแล้ว ด้วยโลหิตของตนด้วยความเสี่ยงชีวิตมาก. (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๑๒/๔๕๒/๔๘๗.)
โดย TaRa [2 เม.ย. 2547 , 22:01:19 น.] ( IP = 203.209.106.246 : : )
สลักธรรม 17ขอขอบพระคุณท่านมากนะขอรับ ฯ
๑. ถ้าคนผู้หนึ่งยังไม่สำเร็จโสดาบันแต่มีปกติไม่
เสพเมถุน นอนคนเดียว จะควรกราบไหว้อริยบุคคล
ที่เสพเมถุน กอดก่ายบุตรแลภรรยา (สามี) ไหมขอ
รับ?
๒. บางตำรา (เช่น สัจจะธรรมวิจัย) ว่า ชมพูทวีป คือ
โลกมนุษย์มิใช่หรือขอรับ? คือ พระพุทธเจ้าล้วนมา
เกิดในโลกมนุษย์เท่านั้น
๓. กาละ คือ พิจารณามาเกิดในยุคทองของปรัชญา
ยุคที่คนมีกิเลสเบาบาง ยุคที่ความก้าวหน้าทางวิทยา
ศาสตร์มีน้อย-ไม่มี มิใช่หรือขอรับ?
๔. ท้าวสหัมบดีพรหมบรรลุธรรมขั้นไหนขอรับ แลที่
ท่านเจริญอินทรีย์ ๕ มากจนเป็นอมตะ หมายความ
ว่าอย่างไรขอรับ?
๕. พระ บ. เป็นพระอรหันต์ตามที่ปรากาศ จริงไหม
ครับ ทำไมจึงยังแสวงหาเงินทอง ทำไมเห็นตำแหน่ง
ที่มนุษย์อุปโลกขึ้นมาทีหลังเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งที่พระพุทธองค์ทรงกล่าว ว่าพระองค์ไม่ได้ตั้งใครเป็นศาสดาแทน แต่ทรงตั้งพระธรรมเป็นศาสดา กระผม
ไม่นึกเลื่อมใสพระ บ. เลย จะบาปไหมขอรับ?โดย วิทยาธร ป่าหิมพานต์ [3 เม.ย. 2547 , 13:05:57 น.] ( IP = 202.12.74.6 : : unknown )
สลักธรรม 18ปุถุชนควรกราบไหว้พระอริยบุคคล เพราะพระอริยบุคคลคือพระสุปฏิปันโน (สังฆานุสสติ คือ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ซึ่งมีอยู่ ๙ ประการ ตามนัยสังฆานุสสติปาฐะ คือ บทสุปฏิปันโนฯ )
ตามพระไตรปิฏกแสดงภูมิที่เกิดของมนุษย์ว่า มนุสสภูมิ คือที่เกิดของมนุษย์นั้น มี ๔ ทวีป คือ
๑. ปุพพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขาสิเนรุ
๒. อมรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขาสิเนรุ
๓. ชมพูทวีป (คือโลกนี้) อยู่ทางทิศใต้ของภูเขาสิเนรุ
๔. อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของภูเขาสิเนรุ
เมื่อพูดโดยเฉพาะแล้วย่อมหมายถึงแผ่นดินที่พระโพธิสัตว์มาบังเกิด
กาละ หมายถึงกาล ในที่นี้คือช่วงที่เหมาะสมแก่การมาปฏิสนธิ กาละใช้ได้กับคำหลายประเภททั้งในพุทธศาสนาและนอกพระพุทธศาสนา
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=4566
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=2867โดย TaRa [5 เม.ย. 2547 , 19:28:55 น.] ( IP = 203.209.107.90 : : )
สลักธรรม 19ความอมตะ ไม่เคยปรากฏมีแก่ชีวิต ไม่ว่าของผู้ใด ทุกชีวิตต้องตาย ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่ตาย หลักปฏิจจสมุปบาทกล่าวถึงเหตุผลของชีวิตไว้อย่างแน่แท้ ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรา มรณะ...
ขออภัยที่ต้องให้อ่านเอง
ลักษณะของพระอรหันต์
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=4526
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=4503
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=4037โดย TaRa [5 เม.ย. 2547 , 19:42:24 น.] ( IP = 203.209.107.90 : : )
สลักธรรม 20ขอบพระคุณคุณทาร่ามากนะครับ
ขอนั้นเป็นจริงครับว่าสรรพชีวิตในโลกนี้ต้องตาย
แต่กรณี อมตะ ที่กระผมนึกไปถึง คือ ไปเกิดในภูมิ
อื่นแล้วเป็นอมตะในภูมินั้น เช่น ท้าวสหัมบดีพรหม ที่คอยอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เผยแผ่ธรรมมาหลายพุทธันดรแล้วนะครับ แล้วก็ทรงยืนยันกับพระ
พุทธองค์ว่า อินทรีย์ ๕ นี้ถ้าเจริญให้มากแล้วจักไม่
ตาย (เป็นอมตะ) ต.ย. ที่เห็นจะๆ
๑. พระมหาโมคคัลลานะเถระ ที่ถูกโจรฆ่ามรณภาพแล้ว ยังต่อกระดูกฟื้นคืนชีพได้
๒. พระสูตรบอกว่า ถ้าพระพุทธองค์ปรารถนา ก็
สามารถมีอายุยืนถึงกัลป์หนึ่งหรือนานกว่านั้น
๓. ท้าวสหัมบดีพรหมยืนยันว่าพระองค์เป็นอมตะ
๔. พระนารทมหาฤาษี (พ่อแก่ครูโขน ละคร) เป็นอมตะ
๕. พระทศฤาษีบรมครูของพรามณ์ในคัมภีร์พระเวท เป็นอมตะ (สังเกตว่าศาสนาพราหมณ์เป็นอมตะคู่โลกนี้ ข้อนี้ในพระสูตรก็บอกว่า พระโพธิสัตว์จะเกิดในระหว่าง ๒ วรรณะ คือ กษัตริย์ หรือ พราหมณ์ แสดงว่าโลกจะบรรลัยกัลป์ด้วยไฟ น้ำ หรือลม ก็ไม่
ทำให้พราหมณ์เสื่อมสูญ เช่น ในอินเดีย ศาสนาพุทธเสื่อมไป แต่พราหมณ์ก็ยังอยู่)
๖. ในประเทศจีน เซียนเป็นอมตะ ซึ่งเซียนตรงกับฤาษีในอินเดีย (ข้อนี้มีบันทึกในประวัติศาสตร์จีน เช่น เรื่องของเจียงกั๊วเหลา) ตัวอย่างผู้เป็นอมตะ คือ องค์โป๊ยเซียน และองค์ซีเทียนไต่สี่ เป็นต้น
๗. ผมจึงเชื่อว่าอมตะผลมีจริงครับโดย วิทยาธร ป่าหิมพานต์ [6 เม.ย. 2547 , 01:12:21 น.] ( IP = 202.12.74.9 : : unknown )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |