มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปุจฉา..ปัญหา..น่าคิด 6.




มาลองตอบคำถามต่อไปนี้กันบ้างนะครับ เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในกาลต่อไปนะครับผม …

1. สมถกรรมฐาน ๔๐ แบ่งออกเป็นกี่หมวด คืออะไรบ้าง ?

2. กรรมฐานที่ได้ถึงอุปจารภาวนาเท่านั้น อัปปนาภาวนาคือฌานย่อมไม่เกิด มีเท่าไร คืออะไรบ้าง ?

3. กรรมฐานที่สำเร็จได้ถึงอัปปนาคือฌาน มีเท่าไร คืออะไรบ้าง ?

4.คำว่า บริกรรม บริกรรมภาวนา อุปจาร อุปจารภาวนา อัปปนา อัปปนาภาวนา หมายความว่าอย่างไร ?

แค่ 4 ข้อพอหอมปากหอมคอนะครับผม

โดย พี่เณร [31 มี.ค. 2547 , 15:47:41 น.] ( IP = 203.107.203.210 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

พี่เณรคร้าบบบบบ

ขอเวลานอกไปเปิดตำราก่อนนะครับ

โดย น้องจุก [31 มี.ค. 2547 , 17:08:20 น.] ( IP = 203.118.74.43 : : )


  สลักธรรม 2

๑. สมถกรรมฐาน ๔๐ แบ่งออกเป็นกี่หมวด คืออะไรบ้าง ?

ตอบ สมถกรรมฐาน ๔๐ แบ่งออกเป็น ๗ หมวด คือ กสิณ๑๐ อสุภ๑๐ อนุสสติ๑๐ อัปปมัญญา๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา๑ จตุธาตุววัตถาน๑ และอรูป๔

กสิณ ๑๐ แบ่งเป็น
ภูตกสิณ (ปฐวี อาโป เตโช วาโยกสิณ)
วัณณกสิณ (นีล ปีต โลหิต โอทาตกสิณ)
อากาสกสิณ(ปริฉินนากาศ)
อาโลกกสิณ(แสงสว่าง)

โดย น้องกิ๊ฟ [31 มี.ค. 2547 , 20:04:56 น.] ( IP = 202.129.45.206 : : )


  สลักธรรม 3

อสุภ ๑๐ ได้แก่

๑. อุทธุมาตกอสุภ คือ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายขึ้นบวมพอง

๒.วินีลกอสุภ เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว ปะปนคน สีแดงในที่มีเนื้อมาก สีขาวในที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองมาก สีเขียวที่มีผ้าสีเขียวคลุม ร่างของผู้ตายส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยผ้า สีเขียวจึงมากกว่า ดังนั้นจึงเรียกว่า วินีลกะ แปลว่าสีเขียว

๓.วิปุพพกอสุภ เป็นซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ

๔.วิฉิทททกอสุภ คือซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลาง มีกายขาดออกจากกัน

๕.วิกขายิตกอสุภ เป็นร่างกายของซากศพที่ถูกสัตว์ยื้อแย่งกัดกิน

๖.วิขิตตกอสุภ เป็นซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่าง ๆ กระจัดกระจาย

๗.หตวิกขิตตกอสุภ คือซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่เรี่ยราด

๘.โลหิตกอสุภ คือซากศพที่มีเลือดไหลอออกเป็นปกติ

๙.ปุฬุวกอสุภ คือซากศพที่ทิ้งไว้หลายวันมีหนอนไต่คลานกินอยู่

๑๐.อัฏฐกอสุภ คือซากศพที่เหลือแต่กระดูก


อนุสสติ ๑๐ได้แก่

๑. พุทธานุสสติ ระลึกเนือง ๆ ถึงคุณพระพุทธเจ้า
๒. ธัมมานุสสติ ระลึกเนือง ๆ ถึงคุณพระธรรม
๓. สังฆานุสสติ ระลึกเนือง ๆ ถึงคุณพระอริยสงฆ์
๔. สีลานุสสติระลึกเนือง ๆ ถึงคุณของสีล
๕. จาคานุสสติ ระลึกเนือง ๆ ถึงคุณของการบริจาค
๖. เทวตานุสสติ ระลึกเนือง ๆ ถึงคุณของการเป็นเทวดา
๗. อุปสมานุสสติ ระลึกเนือง ๆ ถึงคุณของพระนิพพาน
๘. มรณานุสสติ ระลึกถึงบ่อย ๆ ถึงความที่จะต้องตาย
๙. กายคตาสติ ระลึกเนือง ๆ ถึง กายโกฏฐาส มีเกสา โลมา เป็นต้น
๑๐. อานาปาณสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้า ลมหายใจออก


โดย น้องกิ๊ฟ [31 มี.ค. 2547 , 20:07:13 น.] ( IP = 202.129.45.206 : : )


  สลักธรรม 4

อัปปมัญญา ๔ได้แก่
๑. เมตตา การแผ่ความรักใคร่ ความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งหลายให้มีความสบายความสุขโดยทั่วกัน ไม่เลือกชาติ ชั้น วัณณะ
๒. กรุณา การแผ่ความสงสารต่อสัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความทุกข์อยู่หรือที่จะได้รับความทุกข์ต่อไปในภายหน้า โดยไม่เลือก ชาติ ชั้น วัณณะ
๓. มุทิตา การแผ่ความชื่นชมยินดีต่อสัตว์ทั้งหลายที่กำลังได้รับความสุขอยู่ หรือที่จะได้รับความสุขต่อไปในภายหน้า โดยไม่เลือก ชาติ ชั้น วัณณะ
๔. อุเบกขา การวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอาการวางตนเป็นกลาง ไม่รักใคร่ ไม่สงสาร ไม่ชื่นชมยินดี ไม่มีอคติแต่ประการใดๆ โดยไม่เลือกชาติ ชั้น วัณณะ


อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ คือ การพิจารณาอาหารที่บริโภคเข้าไปนั้น ว่าเป็นของที่น่าเกลียด จนมีความรู้สึกเป็นไปตามที่พิจารณาเห็นนั้น

จตุธาตุววัตถาน ๑ คือ การพิจารณาธาตุทั้ง ๔ มี ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ ที่ปรากฏอยู่ในร่างกาย เพื่อให้เห็นว่าร่างกายนี้ก็คือ ธาตุต่าง ๆ ที่มาประชุมคุมกันอยู่เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนเราเขาแต่อย่างใด

อรูป ๔ ได้แก่ กสิณุคฆาฏิมากาสบัญญัติ อากาสานัญจายตนฌาน นัตถิภาวบัญญัติ อากิญจัญญายตนฌาน

โดย น้องกิ๊ฟ [31 มี.ค. 2547 , 20:13:27 น.] ( IP = 202.129.45.206 : : )


  สลักธรรม 5

๒. กรรมฐานที่ได้ถึงอุปจารภาวนาเท่านั้น อัปปนาภาวนาคือฌานย่อมไม่เกิด มีเท่าไร คืออะไรบ้าง ?

ตอบ มีกรรมฐาน ๑๐ คือ อนุสสติ ๘ (ยกเว้น กายคตาสติ และอานาปานสติ) อาหาเรปฏิกูลสัญญา๑ และจตุธาตุววัตถาน๑

โดย น้องกิ๊ฟ [31 มี.ค. 2547 , 20:21:08 น.] ( IP = 202.129.45.206 : : )


  สลักธรรม 6

๓. กรรมฐานที่สำเร็จได้ถึงอัปปนาคือฌาน มีเท่าไร คืออะไรบ้าง ?

อยากจะตอบว่าที่เหลือน่ะค่ะ (เพราะเวลาใกล้หมดแล้ว..อิอิ)

ตอบ กสิณ๑๐ อสุภ๑๐ อนุสสติ ๒ (กายคตาสติ และอานาปานสติ) อัปปมัญญา๔ และอรูป๔

๔. คำว่า บริกรรม บริกรรมภาวนา อุปจาร อุปจารภาวนา อัปปนา อัปปนาภาวนา หมายความว่าอย่างไร ?

ตอบ บริกรรม หมายถึง วิถีจิตที่เป็นเหตุแห่งการเจริญกรรมฐานเบื้องต้น

บริกรรมภาวนา หมายถึง วิถีจิตที่ชื่อบริกรรมที่โยคาวจรกระทำให้เกิดติดต่อกันอยู่เรื่อยๆและมากขึ้น

อุปจาร หมายถึง วิถีจิตที่เกิดขึ้นใกล้ขอบเขตของอัปปนาฌาน

อุปจารภาวนา หมายถึง วิถีจิตที่ชื่ออุปจารที่โยคาวจรกระทำให้เจริญขึ้นเรื่อยๆและมากยิ่งขึ้น

อัปปนา หมายถึง ธรรมชาติที่ยกสัมปยุตตธรรมขึ้นสู่อารมณ์เฉพาะหน้า(วิตก) เป็นองค์ฌานที่ประกอบกับมหัคคตจิตและโลกุตรจิต

อัปปนาภาวนา หมายถึง ธรรมชาติที่เป็นอัปปนาและถึงพร้อมด้วยความเจริญด้วย

ส่วนอีกกระทู้หนึ่งนั้นขอติดไว้ก่อนนะคะ..ยังอ่านโจทก์ไม่เข้าใจเลยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [31 มี.ค. 2547 , 20:44:28 น.] ( IP = 202.129.45.206 : : )


  สลักธรรม 7


1. สมถกรรมฐาน ๔๐ แบ่งออกเป็นกี่หมวด คืออะไรบ้าง ?
ตอบ...สมถกรรมฐาน ๔๐ แบ่งออกเป็น ๗ หมวด คือ

๑) กสิณ ๑๐
๒) อสุภะ ๑๐
๓) อนุสสติ ๑๐
๔) อัปปมัญญา ๔
๕) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑
๖) จตุธาตุววัตถาน ๑
๗) อรูปกรรมฐาน ๔

2. กรรมฐานที่ได้ถึงอุปจารภาวนาเท่านั้น อัปปนาภาวนาคือฌานย่อมไม่เกิด มีเท่าไร คืออะไรบ้าง ?
ตอบ...มี ๑๐ อย่าง คือ
-- อนุสสติ ๘ ได้แก่ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ
จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อุปสมานุสสติ และ มรณานุสสติ
-- อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑
-- จตุธาตุววัตถาน ๑

โดย น้องจุก [31 มี.ค. 2547 , 21:41:37 น.] ( IP = 210.86.192.135 : : )


  สลักธรรม 8


3. กรรมฐานที่สำเร็จได้ถึงอัปปนาคือฌาน มีเท่าไร คืออะไรบ้าง
ตอบ...มี ๓๐ อย่าง คือ

-- กสิณ ๑๐
-- อสุภะ ๑๐
-- กายคตสติ
-- อานาปานัสสติ
-- อัปปมัญญา ๔
-- อารุปปะ ๔

4.คำว่า บริกรรม บริกรรมภาวนา อุปจาร อุปจารภาวนา อัปปนา อัปปนาภาวนา หมายความว่าอย่างไร ?
ตอบ...
บริกรรม  หมายความว่า   มหากุศล มหากิริยาที่เกิดขึ้นก่อนๆ นับตั้งแต่ได้เริ่มต้นเจริญสมถกรรมฐานใหม่ตลอดมา จนถึงขอบเขตแห่งอุคคหนิมิตนั้น

บริกรรมภาวนา  หมายความว่า  วิถีจิตที่จัดปรุงแต่งอัปปนา หรือวิถีจิตที่เป็นเหตุแห่งการเจริญกรรมฐานเบื้องต้นนี้ พระโยคีบุคคลควรกระทำให้เกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ และทวีมากยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ
หรือหมายถึงวิถีจิตใดชื่อว่า บริกรรมด้วย ชื่อว่าภาวนาด้วย คือวิถีจิตทีเกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่กำลังบริกรรมว่า ปถวีๆ เป็นต้น
องค์ธรรมได้แก่ มหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘

อุปจาร  หมายความว่า  วิถีจิตที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกันกับขอบเขตของอัปปนาฌาน
องค์ธรรมได้แก่ มหากุศล มหากิริยา ที่เกิดขึ้นใกล้กันกับอัปปนาฌาน

อุปจารภาวนา  หมายความว่า  วิถีจิตที่ชื่ออุปจาระนี้แหละ พระโยคีบุคคลควรกระทำให้เกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ โดยให้ทวีมากยิ่งขึ้นไป

อัปปนา  หมายความว่า  ธรรมชาติที่ยกสัมปยุตตธรรมขึ้นสู่อารมณ์เฉพาะหน้า เป็นชื่อของวิตกองค์ฌานที่ประกอบกับมหัคคต โลกุตตรธรรม

อัปปนาภาวนา  หมายความว่า  ธรรมชาติใดเป็นอัปปนาด้วย เป็นการกระทำที่ถึงแล้วซึ่งความเจริญนั้นด้วย
ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าอัปปนาภาวนา

โดย น้องจุก [31 มี.ค. 2547 , 21:43:57 น.] ( IP = 210.86.192.135 : : )


  สลักธรรม 9

1. สมถกรรมฐาน ๔๐ แบ่งออกเป็นกี่หมวด คืออะไรบ้าง ?


ตอบ.. สมถกรรมฐาน ๔๐ แบ่งออกเป็น ๗ หมวด

คือ ๑. กสิณ ๑๐
๒.อสุภะ ๑๐
๓. อนุสสติ ๑๐
๔. อัปปมัญญา ๔
๕. สัญญา ๑
๖. ววัตถาน ๑
๗.อารุปปะ ๔


2. กรรมฐานที่ได้ถึงอุปจารภาวนาเท่านั้น อัปปนาภาวนาคือฌานย่อมไม่เกิด มีเท่าไร คืออะไรบ้าง ?

มี ๑๐ อย่าง คือ ... อนุสสติ ๘ มีพุทธานุสสติ เป็นต้น จนถึงมรณานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑
จตุธาตุวัตถาน ๑


โดย เทพธรรม [1 เม.ย. 2547 , 05:42:17 น.] ( IP = 203.107.204.61 : : )


  สลักธรรม 10


3. กรรมฐานที่สำเร็จได้ถึงอัปปนาคือฌาน มีเท่าไร คืออะไรบ้าง


ตอบ..กรรมฐานที่ทำให้สำเร็จถึงอัปปนา
คือ ฌาน มี ๓๐ คือ
กสิณ ๑๐
อสุภะ ๑๐
กายคตาสติ ๑
อานาปานัสสติ ๑
อัปปมัญญา ๔
อรูปกรรมฐาน ๔



4.คำว่า บริกรรม บริกรรมภาวนา อุปจาร อุปจารภาวนา อัปปนา อัปปนาภาวนา หมายความว่าอย่างไร ?


ตอบ..บริกรรม หมายความว่า

มหากุศล มหากิริยาที่เกิดขึ้นก่อน ๆ
นับตั้งแต่ได้เริ่มต้น
เจริญสมถกรรมฐานใหม่ ๆ ตลอดมา
จนถึงจดขอบเขตแห่งอุคคหนิมิตนั้น ชื่อว่า บริกรรม


บริกรรมภาวนา หมายความว่า วิถีจิตที่จัดแจงปรุงแต่ง อัปปนา หรือวิถีจิตที่เป็นเหตุแห่งการเจริญกรรมฐานเบื้องต้นนี้ พระโยคีบุคคลควรกระทำให้เกิดขึ้นติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ และทวีมากยิ่งขึ้นไปเป็นลำดับ ฉะนั้นวิถีจิตนั้น ชื่อว่าบริกรรมภาวนา

อุปจาร หมายความว่า มหากุศล มหากิริยา ที่เกิดขึ้นใกล้กันกับอัปปนาฌาน ชื่อว่า อุปจาร

อุปจารภาวนา หมายความว่า วิถีจิตที่ชื่อว่า อุปจาระนี้แหละ พระโยคีบุคคลควรกระทำให้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ โดยให้ทวีมากยิ่งขึ้นไป ฉะนั้นวิถีจิตนั้น ชื่อว่าอุปจารภาวนา

อัปปนา หมายความว่า เป็นชื่อของวิตกโดยตรง ส่วนมหัคคตจิต โลกุตตรจิต เจตสิก ที่เรียกว่า อัปปนา นั้น.. เป็นการเรียกโดยอ้อม.. ตามนัยอวยรูปจารนัย หมายความว่า ยกชื่อของวิตกขึ้นมา ตั้งไว้ในธรรมที่ประกอบกับวิตก อัปปนาภาวนา หมายความว่า .. ธรรมชาติที่เป็นอัปปนาด้วย เป็นการกระทำที่ถึงแล้วซึ่งความเจริญด้วย.

โดย เทพธรรม [1 เม.ย. 2547 , 05:54:40 น.] ( IP = 203.107.204.61 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org