มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ขออนุญาติเรียนถามเรื่องพระไตรสิกขาครับ





๏ วอนผู้เมตตา ฯ
กล่าวกันว่า พระไตรสิกขา ประกอบด้วย อธิสีล ๑ อธิสมาธิ ๑ อธิปัญญา ๑ ฯ กระผมยังไม่ทราบชัดว่า
๑) องค์อธิปัญญาในพระไตรสิกขานี้เป็น 'มรรค' หรือ 'ผล' ขอรับ?
๒) พระไตรสิกขา คือ พระอธิคม หรือขอรับ?
สาธุ ๚ะ๛

โดย วิทยาธร [1 เม.ย. 2547 , 14:37:12 น.] ( IP = 202.12.74.6 : : unknown ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ไตรสิกขา (สิกขาสาม) แปลว่า "ข้อที่พึงศึกษาอย่างยิ่ง 3 ประการ" หรือข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษา ๓ อย่าง คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เรียกกันง่าย ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา

1. อธิสีลสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางประพฤติ (ทางกาย วาจา) อย่างสูง
2. อธิจิตตสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกหัดอบรมจิตเพื่อให้เกิดสมาธิอย่างสูง
3. อธิปัญญาสิกขา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกหัดอบรมปัญญา เพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง (รู้แจ้งไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

คำว่า ไตรสิกขา แยกออกเป็น ไตร + สิกขา = ไตรสิกขา คำว่า ไตร หรือตรีเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า 3 ตรงกับภาษามคธหรือบาลีว่า ติ หรือ เต ซึ่งก็แปลว่า 3 เช่นกัน

คำว่า สิกขา เป็นภาษามคธหรือภาษาบาลี แปลว่า "ข้อที่พึงหรือข้อที่ต้องศึกษาและปฏิบัติ" ตรงกับภาษาสันสกฤตว่า ศิกฺษา ซึ่งภาษาไทยนำมาใช้เป็นคำว่า "ศึกษา"

ไตรสิกขามีในพระไตรปิฎก 2 เล่ม คือ เล่มที่ 11 และที่ 20 (เป็นพระสุตตันตปิฎก ทั้ง 2 เล่ม)

มรรคมีองค์ 8 ย่อลงเป็นไตรสิกขา คือ อธิปัญญาสิกขา เป็นการฝึกปรือปัญญาให้เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลาย เป็นการฝึกอบรมปัญญาขั้นสูง คือการศึกษาหรือปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริง จิตใจหลุดพ้นจากกิเลส เป็นการรวมเอาองค์มรรคข้อสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะเข้ามาด้วยกัน


๑) องค์อธิปัญญาในพระไตรสิกขานี้เป็น 'มรรค' หรือ 'ผล' ขอรับ?

องค์ของอธิปัญญาคือสัมมาทิฏฐิ(ปัญญาเจตสิก) และสัมมาสังกัปปะ(วิตกเจตสิก)ในมรรคอันมีองค์แปด เป็นการเจริญวิปัสสนาญาณได้มรรคผล คือพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตตผล ... อธิปัญญาสิกขาจึงอยู่ในทั้งมรรคและผล เพราะผู้ที่ได้ชื่อว่ามีอธิปัญญาอันยิ่งแล้วก็คือพระอรหันตผลบุคคล


http://www.geocities.com/toursong1/kam/ch.htm

ที่มา: มหาสีหนาทสูตร ๙ [๒๗๑] ๒๔๙.

โดย TaRa [1 เม.ย. 2547 , 18:11:47 น.] ( IP = 202.129.47.2 : : )


  สลักธรรม 2

อธิคม แปลว่า ความสำเร็จ ประสบผล ในทางธรรมหมายถึงมรรคจิตและผลจิตโดยตรง อ่านตรงนี้

http://www.geocities.com/i4058980/milin/ml17.htm

โดย TaRa [1 เม.ย. 2547 , 18:16:21 น.] ( IP = 202.129.47.2 : : )


  สลักธรรม 3


๏ขอกราบขอบพระคุณท่านมากนะขอรับ ฯ
คำเฉลยของท่านมีความชัดและลึกโดยอรรถยิ่งนัก
กระผมเข้าใจเพียงบางส่วน แต่ก็ยินดีเป็นที่ยิ่ง
๑. สีล คือ วินัย ใช้ควบคุมตนเองมิให้กระทำกิจที่ไม่ใช่ธุระ
๒. สมาธิ คือ ความตั้งใจ กระทำกิจธุระนั้นแต่สิ่งเดียวให้ลุล่วง
๓. ปัญญา ช่วยให้เกิดมนสิการ เอื้อการรักษาศีลวิสุทธิ์แลฉลาดในสมาธิ
เป็นองค์แห่งไตรสิกขา เป็น 'มรรค' นำไปสู่ 'ผล' คือ อภิปัญญา หรือ อภิญญา ซึ่งประกอบด้วยญาณชนิดต่างๆ ดังนี้ กระผมเข้าใจถูกต้องไหมขอรับ ? ๚ะ๛

โดย วิทยาธร [2 เม.ย. 2547 , 00:31:08 น.] ( IP = 202.12.74.9 : : unknown )


  สลักธรรม 4

เป็นความเข้าใจถูกอย่างกว้างๆ เพราะศีล สมาธิ และปัญญา คือไตรสิกขานี้ย่อมปรากฏอยู่ในหมวดธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีระดับความเข้มข้นที่ต่างกัน โดยเฉพาะองค์แห่งสมาธินั้นทำให้เกิดฌาน อภิญญา และวิชชาที่ประกอบกับจิตทั้งโลกียะและโลกุตร

ส่วนองค์ของปัญญานั้นหากกล่าวถึงคำว่า อธิปัญญาแล้วย่อมหมายถึงมรรคอันมีองค์แปดที่นำสู่ความรู้เพื่อการประหารกิเลสเพียงประการเดียว ไม่ก่อให้เกิดการแสดงฤทธิ์ใดๆ


อภิญญา เป็นชื่อของปัญญาที่มีการรู้อารมณ์ที่เป็นพิเศษ ความรู้อย่างยิ่งสูงกว่ามี ๖ (๓) อย่างคือ
๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๒. ทิพพโสต หูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้
๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
๕. ทิพพจักขุ ตา ทิพย์
๖. อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป

ลำดับ ๑ - ๕ อย่างแรกเป็นโลกียอภิญญา ลำดับที่ ๖เป็นโลกุตตรอภิญญา


ผู้ที่จะได้ อภิญญา จะต้องเป็นผู้บรรลุจตุตถฌานอย่างประณีตจนชำนาญดีแล้วเท่านั้น จึงสามารถน้อมโน้มจิตไปตามที่ตนปรารถนาได้ เรียกว่าต้องอาศัยสมาธิสัมปทาย่อมจะบรรลุอภิญญา ๖ (พระอภิธรรมปิฎก ฉบับอรรถกถา เล่มที่ ๗๕ หน้า ๕๓)


โดย TaRa [2 เม.ย. 2547 , 18:26:22 น.] ( IP = 203.170.149.210 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณนะขอรับ ฯ
กระผมเชื่อถูกไหมขอรับว่า คำกล่าว "อธิปัญญาแล้วย่อมหมายถึงมรรคอันมีองค์แปดที่นำสู่ความรู้เพื่อการประหารกิเลสเพียงประการเดียว ไม่ก่อให้เกิดการแสดงฤทธิ์ใดๆ" เป็นมิจฉาทิฏฐิ แลเป็นเหตุให้พระอรหันต์ฉฬภิญโญว่างเปล่าจากแผ่นดินนับแต่หลังพุทธศก ๑๐๐๐ เป็นต้นมา ฯ ความเชื่อนี้ หากมีพระเสขะที่มีชื่อเสียงเป็นผู้เทศนา แลบริษัทจำนวนมากเกิดเชื่อถือตามๆกัน จักทำให้อธิคมสูญ เป็นที่มาของความเลอาะเลือนของพระสัทธรรมใช่ไหมขอรับ แลการเทศนาเกินภูมิธรรมแห่งตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นปุถุชน แต่บรรลือสีหนาถแสดงโลกุตรธรรม จัดเป็นการอวด 'มรรค' หรือไม่ขอรับ ? แลพระสงฆ์ที่แสดงธรรมเกินกว่าภูมิที่ตนเข้าถึงนี้ ต้องถึงปาราชิกข้อ ๔ แลปาจิตตีย์ข้อ ๘ หรือไม่ขอรับ ฯ

โดย วิทยาธร ป่าหิมพานต์ [2 เม.ย. 2547 , 19:43:30 น.] ( IP = 202.12.74.6 : : unknown )


  สลักธรรม 6

กระผมยังเชื่อถูกไหมขอรับว่า อภิญญาที่ ๑-๕ ไม่ใช่โลกียอภิญญาโดยสิ้นเชิง เพราะอวิญญาทั้งห้านั้นสามารถใช้เพื่อโลกุตรการ เช่น การที่พระอุปัชฌาย์จะบอกกรรมฐานแก่ผู้บวชใหม่ได้ถูกต้องนั้นจำเป็นต้องเห็นจิตในจิตของพระบวชใหม่นั้น ด้วยทิพยจักขุญาณ (จะต้องใช้อายตนะภายในมี จักษุ โสต เป็นอาทิ เพื่อสังเกตจริตของพระลูกศิษย์ที่เพียรอุปัฏฐากเพื่อแสดงจริต ตามที่พระวิสุทธิมรรคสอน เสมอไปก็หาไม่) ก็แล ในการคัดพระทุศีลออกจากธรรมสภาระหว่างมีการแสดงพระปาฏิโมกข์อันเป็นธรรมเพื่อความหลุดพ้นนั้น ก็ต้องอาศัยอภิญญานั้นสอดส่องดู เช่น คราวที่พระมหาโมคคัลลานะมหาเถระท่านแสดงไว้ อนึ่งแล การยังให้พระพรหมถึงความสังเวชก็ต้องใช้อิทธิฤทธิ์ไปปรากฏกายบนพรหมโลกนั้นๆ ดังนี้ จักไม่สรรเสริญอภิญญาย่อมไม่ควร ก็การสังคายนาพระไตรปิฏกที่ถูกต้องนั้นพึงกระทำโดยพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา ๖ เท่านั้นมิใช่ฤาขอรับ แลพระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญฤทธิ์เสมอปัญญา จึงตั้งอัครมหาสาวกเบื้องหนึ่งเป็นเอตทัคคะ (expert) ด้านอิทธิฤทธิ์มิใช่ฤาขอรับ ฯ พระสัทธรรมขั้นโลกุตรจะคำรงอยู่ได้นานถ้าโลกนี้ไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ผู้มีอภิญญา ๖ ดังนั้น พระสูตรจึงว่าพระสัทธรรมจักดำรงอยู่ได้ ๑๐๐๐ ปีใช่ไหมขอรับ?

โดย วิทยาธร ป่าหิมพานต์ [2 เม.ย. 2547 , 20:06:00 น.] ( IP = 202.12.74.6 : : unknown )


  สลักธรรม 7

อธิปัญญาย่อมหมายถึงส่วนของปัญญาคือสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ ปรากฏอยู่ในขณะจิตเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างกล้า จนกระทั่งถึงมรรคผล สำหรับ อภิญญานั้นเกิดขึ้นพร้อมกับมหัคตจิตอันเป็นจิตที่มีอำนาจสมาธิอย่างกล้าเป็นบาทฐานคือฌานที่สี่(พระสูตร)หรือฌานที่ห้า(พระอภิธรรม)ซึ่งมีทั้งในโลกีย์และโลกุตรภูมิ

การแสดงฤทธิ์เป็นอำนาจที่เกิดจากสมาธิ ความรู้ที่เกิดขึ้นในจิตที่มีสมาธิกล้าถึงฌานที่ห้า(ปัญจมฌาน) จึงมีความแตกต่างจากความรู้ที่เกิดในมหากุศลจิตในขณะบริกรรมภาวนา

ผู้ที่เจริญจิตด้วยสมาธิจนได้ฌานมาก่อนก็ย่อมมีสิทธิที่จะสำเร็จมรรคผลได้เช่นกัน และมีอำนาจตามองค์ฌานนั้นติดตามมาด้วย มิได้สูญหายไปที่ใด

พระเทวทัตเองก็มีความรู้พิเศษที่สามารถหยั่งทราบใจของพระเจ้าอชาตศัตรูได้แต่ฤทธิ์อันเป็นโลกีย์นั้นก็เสื่อมลงด้วยอำนาจของอนันตริยกรรม

การถ่ายทอดความรู้ทางธรรมด้วยเมตตาจิตนับเป็นสิ่งประเสริฐจัดเป็นทานชั้นยอด คือ ธรรมทาน มิได้มีการห้ามว่าผู้ที่ยังไม่บรรลุเป็นพระอริยบุคคลห้ามถ่ายทอดแสดงธรรมแก่ผู้ใด

การกล่าวอ้างในสิ่งที่ตนไม่มีว่าตนมี เป็นการอวดอุตริ และจะอวดอุตริหรือไม่ ย่อมเป็นที่ทราบแก่ใจของผู้กระทำและผลกรรมนั้นย่อมติดตามไปอย่างแน่นอน

โดย TaRa [2 เม.ย. 2547 , 21:31:44 น.] ( IP = 203.209.106.246 : : )


  สลักธรรม 8

หากเป็นปุถุชนธรรมดาใช้อภิญญาจิต อภิญญาที่เกิดขึ้นในขณะนั้นก็เป็นโลกีย์ตามจิต หากเป็นพระอรหันต์ก็เรียกว่า อภิญญาโลกุตระเพราะใช้อภิญญากิริยาจิต และหากเป็นการใช้อภิญญาตามข้อ ๑ - ๕ ก็ได้ชื่อว่าเป็นไปในทางโลกีย์ด้วยไม่เกี่ยวกับการประหารกิเลสและมรรคจิต ผลจิต

เนื้อความที่มีกล่าวไว้ในพระสูตรย่อมเป็นจริงตามนั้นแล้ว

โดย TaRa [2 เม.ย. 2547 , 21:36:02 น.] ( IP = 203.209.106.246 : : )


  สลักธรรม 9

๏ ขอขอบพระคุณสำหรับเวลาและแรงกายของท่านที่
กรุณาตอบคำถามของกระผมอย่างชัดเจนละเอียดละ
ออ ฯ
๑. ฤทธิ์ คือ ความสามารถภายนอก หรือในหนังจีน
เรียก 'วิทยายุทธ' ส่วน ฌาน คือ ความสามารถภาย
ใน หรือในหนังจีนเรียก 'กำลังภายใน' ใช่ไหมครับ?

๒. ครั้งหนึ่ง พระนารายณ์ถามมารว่าจะให้ทำลาย
ฤทธิ์ หรือ ฌาน มารนั้นเลือกให้ทำลาย ฌาน อย่า
ทำลายฤทธิ์เลย ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะครับ?

๓. กระผมเข้าใจถูกไหมครับว่า "การถ่ายทอดความรู้
ทางธรรมด้วยเมตตาจิตนับเป็นสิ่งประเสริฐจัดเป็น
ทานชั้นยอด คือ ธรรมทาน" เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะ
ว่า การถ่ายทอดโดยที่ตนไม่รู้แจ้ง เห็นจริง แต่จำจาก
ตำรามาท่องบ่น หรือใส่ข้อวินิจฉัยส่วนตนปะปนลงไป
จะนำความฉิบหายมาสู่มหาชน (โดยเฉพาะพระเกจิ
ที่มีชื่อเสียง บวชมานาน คนเข้าหามาก แต่มีความ
ดำริผิด) ทานจากผู้รู้ไม่จริงนี้จะทำสาธุชนบรรลุธรรม
ล่วงประตูอมตะไปมิได้ ดังนั้น จักเรียกว่าเป็น
'ธรรมทาน' จะเหมาะสมหรือครับ เพราะแท้จริงคือ
'วิทยาทาน' คือ ให้แค่ความรู้ เท่านั้น
มิได้ให้ความหลุดพ้น

๔. กระผมเข้าใจถูกไหมครับว่า ในสมัยพระพุทธองค์
พระสงฆ์ที่ไม่บรรลุธรรม จักไม่กล้าแสดงธรรมที่เกิน
กว่าภูมิธรรมที่ตนบรรลุ ซึ่งต่างจากปัจจุบัน เช่น
- พระอัสสชิ ที่ปฏิเสธจะแสดงพระธรรมแก่ปริพาชก
สารีบุตร บอกแต่ contents เท่านั้นว่าพระพุทธองค์
สอนอะไร
- ในการประกาศพระธรรมโดยคณะสงฆ์ครั้งแรก
พระพุทธองค์ทรงสอนพระสงฆ์จำนวน ๖๐ องค์จนบรรลุอรหันต์แล้ว ค่อยส่งไปเผยแผ่พระธรรม เส้นทางละ ๑ รูป
- พระเหียนจั๋ง (พระถังซำจั๋ง) ก่อนจาริกไปอินเดีย
ท่านแสดงธรรม แต่ไม่มีโลกุตรธรรมเลย เทวดาจึง
ทักว่าท่านไม่ได้แสดงโลกุตรธรรมเลย พระเหียนจั๋ง
ยอมรับว่าตนยังไม่มีภูมิธรรมขั้นโลกุตร จึงไม่แสดง
มิใช่หรือครับ ๚ะ๛

โดย วิทยาธร ป่าหิมพานต์ [3 เม.ย. 2547 , 12:23:18 น.] ( IP = 202.12.74.9 : : unknown )


  สลักธรรม 10

ฤทธิ์เกิดขึ้นภายกลังการทำฌาน เมื่อทำฌานได้แล้วจึงอธิษฐานเพื่อทำฤทธิ์ต่างๆ ฌานที่มีขั้นต่างกันก็จะทำฤทธิ์ได้ต่างๆกัน

กำลังภายในอาจเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ก็ได้ แต่นักยิมนาสติกแม้ไม่ได้ทำฌานก็ยังสามารถหกคะเมนตีลังกาได้

พระนารายณ์และมารในมหากาพย์นั้นเป็นเรื่องราวของพราหมณ์ จึงไม่อาจตัดสินได้ว่า เพราะเหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น

"การถ่ายทอดความรู้ ทางธรรมด้วยเมตตาจิตนับเป็นสิ่งประเสริฐจัดเป็น ทานชั้นยอด คือ ธรรมทาน" อาจเป็นคำที่กว้างและเข้าใจได้ทั้งด้านดีและไม่ดี ขอบคุณมากที่ท้วงติง เพราะธรรมทานนั้นย่อมต้องมีองค์ประกอบของสัมมาทิฏฐิเป็นส่วนสำคัญที่สุด ผู้ใดก็แล้วแต่ที่ถ่ายทอดโดยปราศจากเหตุผลอันเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ย่อมไม่สมควรที่จะได้รับคำว่าธรรมทาน
(พระไตรปิฎกเล่มที่ เล่มที่ ๒๕ ข้อ ๓๔ ... การให้ธรรมเป็นทาน ย่อมชำนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรม ย่อมชำนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม ย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง ..)

การแสดงธรรมสามารถแสดงได้แม้มิได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเรียกเป็นลำดับต่างๆ ดังนี้
ถ้าภิกษุแสดงธรรมเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุธรรมกถึก
ถ้าภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุปฏิบัติ ธรรมสมควรแก่ธรรม
ถ้าภิกษุเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะความหน่าย เพราะความ คลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นอวิชชา ควรจะกล่าวว่า ภิกษุ บรรลุนิพพานในปัจจุบัน ฯ (จากธรรมกถิกสูตร )

คำว่ากล้าแสดงธรรมเกินภูมิของตนคงจะหมายถึงการอวดอุตริมนุษยธรรมกระมัง ถ้าเช่นนั้นก็เป็นบาปอย่างแน่แท้

โดย TaRa [5 เม.ย. 2547 , 19:10:05 น.] ( IP = 203.209.107.90 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org