| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
วิญญาณผสม ...มาแล้วครับ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ข้อว่า ..และในวิญญาณทั้ง ๒ นั้น... วิญญาณที่มีภาวะมี ๒ อย่างนั้น..
อธิบายว่าและแม้ในวิญญาณมีภาวะนั้น ปฏิสนธิวิญญาณใดมีภาวะ ปฏิสนธิวิญญาณนั้นก็มี ๒ อย่างเหมือนกัน เพราะเกิดขึ้นพร้อมกับอิตถีภาวะ
หรือปุริสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง
ข้อว่า มีรูปกลาป ๒ ทสกะ หรือ ๓ ทสกะ เป็นอย่างต่ำ
ย่อมเกิดพร้อมกับวิญญาณที่ผสมกับรูปเบื้องต้น มีอรรถาธิบายว่า.. ก็รูปกลาปมี ๒ ทสกะ โดยเป็นวัตถุทสกะ และกายทสกะ ..
หรือมี ๓ ทสกะ โดยเป็นวัตถุทสกะ กายทสกะ และภาวทสกะบ้างเป็นอย่างต่ำ
ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณที่ผสมกับรูป อันเป็นประเภทต้น
ใน ๒ ประเภท คือวิญญาณผสม และ ไม่ผสมนั้น รูปกลาปลดลงไปยิ่งกว่านี้ไม่มี
ปฏิสนธิวิญญาณ..ที่มีปริมาณรูปกลาปอย่างต่ำดังกล่าวนี้นั้น
เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดเป็นสิ่งที่ได้ชื่อว่า กลละ อันมีประมาณเท่าหยดหัวเนยใส ที่ใช้ขนแกะเส้นหนึ่ง จุ่มยกขึ้น
ในกำเนิด ๒ ที่มีชื่อว่า อัณฑชะ และชลาพุชะ ในกำเนิดและคติเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบความมีขึ้นแห่งกำเนิดทั้งหลาย ที่แตกต่างกันด้วยอำนาจคติ ดังต่อไปนี้โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:33:19 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 2
กำเนิด
ก็ในกำเนิดทั้งหลายนั้น กำเนิด ๓ ข้างต้น ..ย่อมไม่มีในนรกและในพวกเทพ เว้นภุมมเทพ กำเนิดทั้ง ๔ ย่อมมีในคติ ๓
ในบทเหล่านั้นด้วย จ ศัพท์ (ซึ่งแปลว่าและ)
ในบทว่า เทเวสุ จ นี้ กำเนิด ๓ ข้างต้น พึงทราบว่า ไม่มีในนรก และในพวกเทพ เว้นภุมมเทพ....ฉันใด... ก็ย่อมไม่มีในพวกนิชฌามตัณหิกเปรตด้วย ฉันนั้น....
เพราะพวกนิชฌามตัณหิกเปรตนั้น ก็เป็นโอปปาติกะเหมือนกัน
ส่วนในคติ ๓ ที่เหลืออันได้แก่ดิรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ และในพวกภุมมเทพที่เว้นไว้ก่อนด้วย ย่อมมีกำเนิดครบทั้ง ๔
โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:37:10 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 3รูปกลาป
ในคติ และ กำเนิดเหล่านั้น รูป ๓๙ ย่อมเกิด...ในพวกรูปพรหม
อนึ่ง โดยกำหนดอย่างสูง รูป ๗๐ ย่อมเกิด
ในสัตว์จำพวกที่เกิดในกำเนิดสังเสทชะและโอปปาติกะ หรือ โดยกำหนดอย่างต่ำ รูป ๓๐ ย่อมเกิด
อันดับแรก รูป ๓๙ ด้วยอำนาจแห่งกลาป ๔
คือจักขุทสกะ
โสตทสกะ
วัตถุทสกะ
และชีวิตนวกะ
ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณ ในเหล่าสัตว์ผู้กำเนิดเป็นโอปปาติกะในจำพวกรูปพรหม
ส่วนว่าโดยกำหนดอย่างสูง รูป ๗๐ ด้วยอำนาจแห่ง กลาป ๗ คือ
จักขุทสกะ
โสตทสกะ
ฆานทสกะ
ชิวหาทสกะ
กายทสกะ
วัตถุทสกะ
และภาวทสกะ
ย่อมเกิดขึ้นพร้อมด้วยปฏิสนธิวิญญาณ ในเหล่าสัตว์ที่เกิดในกำเนิดสังเสทชะ และโอปปาติกะจำพวกอื่นเว้นจำพวกรูปพรหม อนึ่ง รูปทั้ง ๗๐ นั้นย่อมเกิดขึ้นในจำพวกเทพเป็นนิตย์
โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:40:30 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 4ในทสกะเหล่านั้น กลุ่มรูปมีปริมาณรูป ๑๐ นี้
คือ วรรณะ ๑
คันธะ ๑
รสะ ๑
โอชา ๑
อีกธาตุ ๔
จักขุปสาทะ ๑
และชีวิต ๑
ชื่อว่าจักขุทสกะ (๑๐ ทั้งจักขุ) โสตทสกะเป็นต้น
ที่เหลือก็พึงทราบโดยนัยดังนี้
ส่วนว่าโดยกำหนดอย่างต่ำ รูป ๓๐ ด้วยอำนาจแห่งกลาป ๓ คือ
ชิวหาทสกะ
กายทสกะ
และ วัตถุทสกะ
ย่อมเกิดขึ้นแก่คนตาบอดแต่กำเนิด .....คนหูหนวกแต่กำเนิด คนจมูกด้วน (ไม่มีฆานประสาท) แต่กำเนิด และคนกะเทยแต่กำเนิด
โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:43:10 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 5พึงทราบการกำหนด รูปกลาป
ในระหว่างปริมาณรูปอย่างสูง
และรูปอย่างต่ำ
คือในระหว่างรูป ๗๐ และ ๓๐ ตามควร
จุติปฏิสนธิต่าง ๆ
ครั้นทราบอย่างนี้แล้ว
พึงกำหนดรู้ธรรมพิเศษแห่ง
ความแตกต่าง และไม่แตกต่าง
แห่งจุติและปฏิสนธิ
๑. โดยขันธ์
๒. โดยอารมณ์
๓. โดยคติ
๔. โดยเหตุ
๕. โดยเวทนา
๖. โดยปีติ
๗. โดยวิตก
๘. และโดยวิจาร
ความแห่งคาถานั้นว่า ก็ปฏิสนธิจิต ๒ อย่าง ..โดยเป็นปฏิสนธิผสม และปฏิสนธิไม่ผสมนั้นใด..... และจุติอันมีในลำดับที่เป็นอดีต แห่งปฏิสนธินั้น พึงทราบธรรมพิเศษแห่งความแตกต่าง และไม่แตกต่างแห่งปฏิสนธิ และจุตินั้น โดยขันธ์เป็นต้นเหล่านี้
เป็นอย่างไร ? ก็บางทีปฏิสนธิอันมีขันธ์ ๔ ไม่แตกต่างกันกับจุติ แม้โดยอารมณ์ มีขึ้นในลำดับแห่งอรูปจุติที่มีขันธ์ ๔ เหมือนกันก็มี
บางทีปฏิสนธิมีอารมณ์เป็นมหัคคตะและเป็นภายใน มีขึ้นในลำดับแห่งจุติที่มีอารมณ์ไม่เป็นมหัคคตะและเป็นภายนอกก็มี นี่เป็นนัยในพวกอรูปภูมิเท่านั้นก่อน
โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:48:12 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 6บางทีกามาวจรปฏิสนธิอันมีขันธ์ ๕ มีในลำดับแห่งอรูปจุติที่มีขันธ์ ๔ (คือจุติจากอรูปภูมิมาปฏิสนธิในกามาวจรภูมิ) ก็มี
บางทีอรูปปฏิสนธิที่มีขันธ์ ๔ มีในลำดับแห่งกามาวจรจุติอันมีขันธ์ ๕ บ้าง แห่ง รูปาวจรจุติบ้าง (คือจุติจากกามาวจรภูมิบ้าง รูปาวจรภูมิบ้าง ไปปฏิสนธิในอรูปภูมิ) ก็มี
อย่างนี้เป็นปฎิสนธิ มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน มีในลำดับแห่งจุติมีอารมณ์เป็นอดีต
โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:50:00 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 7ทุคติปฏิสนธิบางอย่าง มีในลำดับแห่งสุคติจิตบางอย่าง
(เช่นคนบางคนตายไปเกิดเป็นสัตว์บางชนิด) ก็มี
สเหตุกปฏิสนธิ มีในลำดับแห่งอเหตุกจุติก็มี
ติเหตุปฏิสนธิ มีในลำดับแห่งทุเหตุกจุติก็มี
ปฏิสนธิเป็นโสมนัสสหรคต มีในลำดับแห่งจุติ เป็นอุเปกขาสหรคตก็มี
ปฏิสนธิประกอบด้วยปีติ มีในลำดับแห่งจุติที่ไม่มีปีติก็มี
ปฏิสนธิประกอบด้วยวิตก มีในลำดับแห่งจุติที่ไม่มีวิตกก็มี
ปฏิสนธิมีวิจาร มีในลำดับแห่งจุติที่ไม่มีวิจารก็มี
ปฏิสนธิที่มีทั้งวิตกวิจาร มีในลำดับแห่งจุติที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี
พึงประกอบเข้าตามที่ควรประกอบ ได้โดยคำตรงกันข้ามแห่งบทนั้น ๆโดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:52:09 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 8โดยปรมัตถ์
วิญญาณนี้
เป็นเพียงธรรมที่มีปัจจัยอันได้แล้ว
ย่อมเข้าถึงภพอื่น ด้วยประการฉะนี้
วิญญาณนั้น จึงไม่มีการเลื่อนไปจากภพนี้
เว้นเหตุแต่ภพอดีตแล้ว
วิญญาณก็หาปรากฏไม่
ก็วิญญาณที่ได้ปัจจัยดังกล่าวมาฉะนี้ นั่นก็เป็นแต่เพียงธรรมอาศัยรูป และอรูป เมื่อเกิดขึ้นอยู่ ก็เรียกว่า เข้าถึงภพอื่น วิญญาณนี้ มิใช่สัตว์ มิใช่ชีวะ(อัตตา) จึงไม่มีการก้าวจากภพอดีตมาภพนี้ แต่ว่าเว้นเหตุจากอดีตภพนั้นเสีย ความปรากฏขึ้นในภพนี้ของวิญญาณก็ไม่มีโดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:54:32 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 9การปฏิสนธิของมนุษย์ในภพใหม่
ความเป็นไปแห่งวิญญาณดังกล่าวนี้นั้น 00โดยทางสืบปฏิสนธิจากจุติแห่งมนุษย์ซึ่งเห็นได้ชัด...ก็ในอดีตภพ .....เมื่อบุคคลผู้จวนจะตายโดยสภาวะตามปกติ หรือเพราะการกระทำ ร้ายก็ตาม ไม่อาจทนความเสียดแทงแห่งศัสตรา ซึ่งมีมรณัตติกเวทนา (ความเจ็บชนิดถึงตาย) ทั้งหลาย ซึ่งเชือดเฉือนเส้นเอ็นทั่วอวัยวะใหญ่น้อยเหลือที่จะทน
ครั้นร่างกายซูบซีดไปโดยลำดับ ดุจใบตาลสดที่เขาวางไว้ในแดดค่อยเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น
ครั้นอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้นดับ กายินทรีย์ มนินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ เหลืออยู่แต่ในหทยวัตถุ
วิญญาณซึ่งอาศัยหทยวัตถุ เท่าที่เหลืออยู่ในขณะนั้น ก็ปรารภเอากรรม ซึ่งได้แก่สังขารอันได้ปัจจัยที่เหลืออย่างใดอย่างหนึ่ง
ครุกรรม (กรรมหนัก)
สมาเสวิตกกรรม (กรรมที่ทำเนื่อง ๆ)
อาสันนกรรม (กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย)
ปุพเพกตกรรม (กรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน) อย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือปรารภอารมณ์ กล่าวคือ กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต ที่เข้าไปปรากฏแล้วแก่วิญญาณนั้นเป็นไป วิญญาณนั้นนั่นแหละ เมื่อเป็นไป เพราะละตัณหา และอวิชชายังไม่ได้จึงถูกตัณหาให้น้อมไป สังขารอันเป็นสหชาตธรรมย่อมซัดไปในอารมณ์นั้นอันเป็นโทษ อันอวิชชาปกปิดแล้วนั้น
โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 19:57:59 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : )
สลักธรรม 10วิญญาณนั้นถูกตัณหาให้น้อมไป อันสังขารทั้งหลายซัดไปอยู่ ด้วยอำนาจแห่งสันตติอยู่นั้น ก็ละทิ้งที่อาศัยคือหทัยวัตถุอันมีมาก่อน ได้ที่อาศัยใหม่อันกรรมสร้างขึ้นบ้าง ไม่ได้สร้างบ้าง เป็นไปด้วยปัจจัยทั้งหลายมีอารมณ์เป็นต้นทีเดียว
ดุจคนหน่วงเชือก ซึ่งผูกต้นไม้ที่ฝั่งนี้ไว้ข้ามคลองไป ( ฝั่งโน้น ) ฉะนั้นแล
ก็แล ในวิญญาณที่เป็นไปนี้ วิญญาณดวงก่อนเรียกว่า จุติวิญญาณ เพราะเคลื่อนไป ดวงหลังเรียกว่า ปฏิสนธิวิญญาณ เพราะสืบต่อมาจากภพอื่น
ปฏิสนธิวิญญาณนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า มิใช่จากภพก่อน มาในภพนี้ อีกทั้งเว้นเหตุมีกรรม สังขาร ตัณหาผู้ชัก และวิสัยเป็นต้นจากภพก่อนนั้นเสีย ก็ไม่ปรากฏมีขึ้นอีก
จุติปฏิสนธิ....เปรียบเหมือนเสียงสะท้อนเป็นต้น พึงเป็นอุทาหรณ์ ...ได้ในเรื่องนี้ ก็เสียงสะท้อนนั้น มิใช่เป็นเสียงเดียวกัน ...มิใช่เป็นเสียงต่างกันกับเสียงเดิม เพราะเนื่องกันด้วยความสืบต่อ
โดย พี่เณร [5 เม.ย. 2547 , 20:00:37 น.] ( IP = 202.176.91.129 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |