| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พลังงาน
สลักธรรม 1คุณธนภณคะ
ขออภัยนะคะที่ต้องเรียนให้ทราบว่า ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติในด้านนี้โดยตรง เพราะกิจกรรมหลักของมูลนิธิในขณะนี้เป็นไปในด้านส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานซึ่งใช้อารมณ์ปัจจุบันทางทวารทั้ง ๖ เป็นที่กำหนดค่ะ และการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้ก็ต้องใช้สมาธิเหมือนกันแต่ไม่แนบแน่นมากจนถึงนิมิตต่างๆ หรือเลยจากอารมณ์ปัจจุบันไปสู่บัญญัติกรรมฐาน
สำหรับคุณธนภณนี้เป็นผู้ที่มีปวิเวกชฺฌาสโย คือมีนิสัยชอบสงบ มีความพอใจออกจากหมู่คณะ แล้วอยู่ในที่สงัด เมื่อชอบความเงียบบวกกับชอบทำสมาธิ ... จึงทำให้รับรู้สึกในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนได้เร็วขึ้น แต่ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ เมื่อเกิดจากผลของการทำสมาธิแล้วก็สามารถสรุปลงในนิมิตได้ ๓ ประการคือ
บริกรรมนิมิต คำว่า บริกรรมแปลว่า การบำเพ็ญ ท่องบ่น หรือ กำหนดใจ นิมิต แปลว่า เครื่องหมาย บริกรรมนิมิตจึงรวมแปลว่า เครื่องหมายที่กำหนด เครื่องหมายที่เพ่ง ในที่นี้ก็ได้แก่ กัมมัฏฐาน ๔๐ มี กสิณ เป็นต้น
อุคคหนิมิต แปลว่า นิมิตติดตา หมายความว่า เมื่อเพ่งปฐวีกสิณจนดวงกสิณนั้นติดตา ไม่ว่าจะลืมตาอยู่หรือแม้จะหลับตา ก็เห็นดวงกสิณนั้นแจ่มแจ้งชัดเจนทุกกระเบียดนิ้ว จนกระทั่งว่าถ้ามีอะไรติดอยู่หรือมีรอยขีดอยู่ที่ดวงกสิณนั้นสักนิดเดียว ก็เห็นได้แจ่มชัด เหมือนหนึ่งว่า ลืมตามองเห็นอยู่ฉะนั้น
ปฏิภาคนิมิต มีความหมายว่า นิมิตคือ ดวงปฐวีกสิณนั้นติดตาอยู่เหมือน กัน แต่ว่าสีแห่งกสิณตลอดจนริ้วรอยหรือตำหนิอย่างใด ๆ ที่ดวงกสิณนั้นจะไม่ปรากฏเลย คงปรากฏว่าดวงกสิณนั้นใส สะอาด บริสุทธิ์ ดุจดวงแก้วมณี ตลอดจนจะขยายปฏิภาคนิมิตนั้นให้ใหญ่ขึ้นหรือย่อให้เล็กลง ก็ได้ตามความปรารถนา
มิสามารถอยู่นอกเหนือนิมิตทั้งสามนี้ไปได้ หากสิ่งที่ปรากฏขึ้นนี้อยู่นอกเหนือไป ก็มิใช่เกิดจากอำนาจของทำสมาธิแห่งตน หรืออาจเป็นภาพลักษณ์ที่ตนเองกำหนดขึ้นจากความคุ้นเคยที่เคยมีมาในอดีตก็เป็นได้ค่ะ
สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้จากใจของตนเองค่ะ ว่าเกิดขึ้นแล้วกลัวหรือไม่กลัว
หากกลัว..ก็เลิกทำกรรมฐานชนิดนั้น แล้วลองเปลี่ยนไปภาวนาอย่างอื่นดูสักพักสิคะ
อย่างไรก็ลองอ่านเพิ่มเติมในปริจเฉทที่ ๙ หรือในคัมภีร์วิสุทธิมรรคด้วยนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [16 เม.ย. 2547 , 10:15:43 น.] ( IP = 203.209.106.220 : : )
สลักธรรม 2
อ่านหลายรอบแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าต้องการถามเรื่องอะไร หรือให้ช่วยอะไร ...จะลองสรุปความคิดของผู้ถามดูนะคะ
ถ้าถามว่า ที่เรารู้สึกว่าขณะนั่งสมาธิจะมีพลังงานมาก มีพลังงานมาบนศรีษะ หรือบางครั้งเหมือนจะเข้ามาแทรกในตัว ถามว่าหมายถึงอะไร พลังงานเหล่านั้นมาจากไหน เข้ามาแทรกในตัวเราได้จริงหรือไม่
พลังงาน เป็นลักษณะของความสามารถบางอย่างที่มักมองไม่เห็น เช่น แสง เสียง ความร้อน มีความสามารถในการให้ผลในลักษณะต่างกัน จริงอยู่ที่ว่า จิตที่มีความมุ่งตรงต่องานตรงหน้า ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน จะมีความสามารถในการงานมากกว่าจิตที่ฟุ้งซ่าน การทำสมาธิเมื่อถึงระดับหนึ่ง ผลของสมาธิทำให้ผู้ทำ ดูเหมือนว่าจะมีความสามารถพิเศษเช่นกัน เกิดความรู้สึกแปลก ๆ ในร่างกาย เหมือนมีอะไรมาไต่ตามตัว รู้สึกตัวเบา ตัวลอย เป็นต้น ตามที่รับฟังต่อ ๆ กันมา
ถ้าได้ศึกษาให้ดีจะรู้ว่า ความรู้สึกดังกล่าวเป็นเพียงธรรมชาติของจิต และ สิ่งที่ประกอบกับจิต ซึ่งมีผลต่อเนื่องถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกาย ไม่ได้ทำให้ผู้ทำมีความพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไปเลย ทุกคนที่มีเหตุปัจจัยพร้อม มาทำเช่นนี้ก็จะได้ผลเช่นกัน ไม่ได้สงวนไว้เฉพาะผู้ที่คิดว่าตน (หรือให้คนอื่นบอกว่าตน) มาสร้างบารมีในชาตินี้
ความรู้สึกแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการทำงานร่วมกันของเจตสิกบางตัวเช่น วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา ประกอบกับความปรารถนาของตนที่จะทำ
โดยเฉพาะสภาพของปิติ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายมาก มักเป็นตัวเจ้าปัญหาสำหรับผู้ทำสมาธิโดยไม่มีความเข้าใจมาก่อน ไม่ใช่ว่ามีบุคคล หรือองค์ในใด ๆ มาแทรกแซงทั้งสิ้น เป็นความปรารถนาของเราเองโดยแท้โดย มาลี [16 เม.ย. 2547 , 13:02:08 น.] ( IP = 203.107.210.116 : : )
สลักธรรม 3
ความไม่รู้ธรรมชาติจริงของสภาพธรรมทั้งหลาย จึงเกิดการกระทำ และตัดสินสภาพธรรมที่เกิดขึ้นตามความคิดของตน มากกว่าการยอมรับธรรมชาติตามที่มันเป็น
หลายสำนักปฏิบัติ ฯ ใช้คำว่าพลังงาน มาอธิบายลักษณะความรู้สึกดังกล่าว ให้มีความวิจิตรพิสดารเหนือมนุษย์ เช่นเป็นพลังงานจากภายนอกที่มาช่วยเราสร้างบารมีในชาตินี้ ยกให้เป็นอำนาจแทรกแซงจากภายนอก เป็นต้น ถ้าเรามีปกติชอบไปตามสำนักต่าง ๆ โดยไม่มีบรรทัดฐานที่ถูกต้องก่อน ก็จะยิ่งสับสนกับเหตุผลและการอธิบายของแต่ละสำนักมากขึ้น ได้แต่ลองผิดลองถูกโดยหาประโยชน์แท้ไม่ได้
ผลของสมาธิมีความสงบในตัวเอง ระยะแรกทำให้ผู้ทำมีความสุขในความสงบนั้น เมื่อไหร่ที่คิดจะเผยแพร่ แต่ไม่มีความคิดที่แยบคาย ทำให้การอธิบายผิดจากความจริงไปมาก อ้างอิงความคิดตน ไม่ได้อ้างอิงสภาวะ บุคคลบางกลุ่มอาศัยผลอย่างหยาบ ๆ เบื้องต้นของสมาธิ เป็นที่มาของลาภ สักการะก็มีอยู่ไม่น้อยโดย มาลี [16 เม.ย. 2547 , 13:03:41 น.] ( IP = 203.107.210.116 : : )
สลักธรรม 4
เนื่องจากผู้ถามไม่ได้บอกว่าเมื่อเกิดความรู้สึกต่าง ๆ แล้ว มีความทุกข์ร้อนอย่างไร เช่น ชอบ ไม่ชอบ พอใจ เฉย ๆ รำคาญ กลัว หรือสงบ
จึงขอสรุปเป็น 2 แนวทาง คือ
ถ้ารู้สึกชอบ และไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน ก็ทำต่อไป ไหน ๆ ก็ทำมากว่า 10 ปีแล้ว จะเลิกก็คงต้องใช้ความอดทนมาก
แต่ถ้ารู้สึกรำคาญ ก็ลองสั่งหรือบอกตัวเองว่า เราไม่ได้เป็นผู้วิเศษอะไรที่เหนือมนุษย์ทั้งหลาย นี่ไม่ใช่การแทรกแซง เป็นเพียงผลของสมาธิที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา แล้วกำหนดดูความคิดที่เปลี่ยนไป เพราะความรู้สึกนั้น
อาจจะใช้เวลาหลายวันกว่าจะเปลี่ยนแนวคิดของเราได้ ถือว่าเป็นโอกาสพัฒนาความคิดให้หลุดจากกับดักความรู้สึกที่เราฝึกขึ้นมาเองก็แล้วกันนะคะ
โดย มาลี [16 เม.ย. 2547 , 13:12:16 น.] ( IP = 203.107.210.116 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |