| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
โพธิปักขิยธรรม
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1สติตั้งมั่นพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม นี้ก็มีจุดประสงค์จำแนกได้เป็น ๒ ทาง คือ...
๑. สติตั้งมั่นในการพิจารณา บัญญัติ ....เพื่อให้จิตสงบ ซึ่งเรียกว่า สมถภาวนา มีอานิสงส์ให้บรรลุฌานสมาบัติ
๒. สติตั้งมั่นในการพิจารณา รูปนาม เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์
คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเรียกว่า วิปัสสนาภาวนา มีอานิสงส์ให้บรรลุถึงมัคค ผล นิพพาน
การกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ก็เพื่อให้รู้เห็นสภาพตามความเป็นจริงว่า สิ่ง ทั้งหลายล้วนแต่เป็นรูปนามเท่านั้น
และรูปนามทั้งหลายเหล่านั้น ก็มีลักษณะเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้เป็นแก่นสารยั่งยืนเลยจริงๆ การเข้าใจนี้เพื่อ จะได้ก้าวล่วงเสียซึ่งความเห็นผิด ไม่ให้ติดอยู่ในความยินดียินร้าย
อันเป็นการเริ่มต้นที่จะให้ถึงหนทางดับทุกข์ทั้งปวงได้ในที่สุดค่ะโดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 09:44:56 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 2สติปัฏฐาน...จึงเป็นทางสายเอก และเป็นทางสายเดียวที่ทำให้ผู้ดำเนินตาม ทางนี้ ....
ถึงความบริสุทธิหมดจดจนบรรลุพระนิพพาน
ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาจะบรรลุ มัคค ผล นิพพาน ต้องเริ่มต้นด้วยสติปัฏฐานนี้นะคะ
มหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวไว้ว่า....
ภควา เอตทโวจ เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้ว
ซึ่งพระพุทธวจนะดังนี้ว่า...
ดูก่อน พระภิกษุทั้งหลาย
อันว่าหนทางนี้เป็นหนทางเอก
เพื่อความบริสุทธิหมดจดแห่งสัตว์ ทั้งหลาย
เพื่อความก้าวล่วงเสียด้วยดี ซึ่ง ความโศกและความร่ำไร
เพื่อดับไปแห่ง เหล่าทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุญายธรรม
เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
สิ่งนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔
![]()
โดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 09:51:14 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 3คราวนี้มาดูคำว่า ญายธรรม...นะคะว่าคำนี้หมายถึงอะไร
ญายธรรม คือ ธรรมที่ควรรู้ มี ๕ ประการ ได้แก่
๑. สังขาร คือธรรมที่ปรุงแต่ง ได้แก่ อุปาทินนกสังขาร และอนุปาทินนกสังขาร นะคะ
๒. วิการ คือธรรมที่ผันแปรเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ความเปลี่ยนแปรของสัตว์ ที่เป็นไป ในภูมิต่าง ๆ
๓. ลักษณะ คือธรรมที่เป็นเหตุให้รู้เห็น ได้แก่ ลักษณะของสภาวะ
๔. นิพพาน คือธรรมที่พ้นแล้วจากกิเลส ได้แก่ ความดับที่ไม่เกิดอีกเลยค่ะ
๕. บัญญัติ คือธรรมที่เพียงแต่ใช้พูดจากล่าวขานกันเท่านั้น ได้แก่ อัตถบัญญัติ - สัททบัญญัติ
สติปัฏฐาน มี ๔ ประการ คือ
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนืองๆ ซึ่งกาย คือ รูปขันธ์ หรือรูปธรรม
มี ๑๔ ฐาน หรือ ๑๔ บรรพ (บรรพ = ข้อ)
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนือง ๆ ซึ่งเวทนา คือ เวทนาขันธ์
มี ๙ ฐาน หรือ ๙ บรรพ
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนือง ๆ ซึ่งจิต คือวิญญาณขันธ์
มี ๑๖ ฐาน หรือ ๑๖ บรรพ
๔. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนือง ๆ ซึ่งธรรม คือ รูปนามขันธ์ ๕
มี ๕ ฐาน หรือ ๕ บรรพ
รวมเป็น ๔๔ ฐาน หรือ ๔๔ บรรพ นี่เป็นการนับจำนวนโดยพิสดารนะคะ
แต่ถ้านับอย่างสังเขป ก็มีเพียง ๒๑ ฐาน หรือ ๒๑ บรรพ ...
คือ นับกาย ๑๔ ตามเดิม
เวทนานับเพียง ๑
จิตก็นับเพียง ๑
และธรรมคงนับ ๕โดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 10:04:08 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 4
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน... คือการมีสติตั้งมั่นพิจารณาเนือง ๆ ซึ่งกาย
คือ การกำหนด ให้เห็นรูปธรรมนั้น มี ๑๔ บรรพ ได้แก่
บรรพที่ ๑ .อานาปานสติ ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
บรรพที่ ๒ . อิริยาบถ ๔ ได้แก่ เดิน ยืน นั่ง นอน ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า อิริยาบถใหญ่
บรรพที่ ๓. สัมปชัญญะ ๗ ได้แก่ ..
(๑) ก้าวไปข้างหน้า และถอยไปข้างหลัง
(๒) แลไปข้างหน้า เหลียวไปข้างซ้าย เหลียวไปข้างขวา
(๓) คู้แขนเข้า เหยียดแขนออก
(๔) กิริยาที่นุ่งผ้า ห่มผ้า และใช้เครื่องใช้สอยอื่น ๆ
(๕) การเคี้ยว การกิน การดื่ม
(๖) การถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ
(๗) อาการเดิน ยืน นั่ง นอน จะหลับ เวลาที่ตื่นขึ้น การพูด การนั่ง
สัมปชัญญะ ๗ นี้ บางทีก็เรียกว่า .. อิริยาบถย่อยค่ะ
บรรพที่ ๔ ปฏิกูลสัญญา ได้แก่ อาการ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ เป็นต้น
บรรพที่ ๕. ธาตุทั้ง ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม
บรรพที่ ๖. อสุภะ ที่ตายได้เพียง ๑, ๒, ๓ วัน
บรรพที่ ๗ . อสุภะ ที่สัตว์กำลังกัดกินอยู่
บรรพที่ ๘ อสุภะ ที่เป็นกระดูก ยังมีเลือดเนื้อติดอยู่
บรรพที่ ๙ อสุภะ ที่ปราศจากเนื้อ มีแต่เส้นเอ็นยึดให้คงรูปอยู่
บรรพที่ ๑๐ อสุภะ ที่เหลือแต่โครงกระดูก ซึ่งยังคงเป็นรูปร่างอยู่
บรรพที่ ๑๑ อสุภะ ที่กระดูกเป็นท่อน ๆ เช่น ท่อนแขน ท่อนขา กระจัด กระจายอยู่
บรรพที่ ๑๒ อสุภะ ที่เก่ามาก จนกระดูกเป็นสีขาวเหมือนสังข์
บรรพที่ ๑๓ อสุภะ ที่ตากลมตากฝนมาตั้ง ๓ ปีแล้ว เหลือแต่กระดูกเป็น ชิ้น ๆ กระจัดกระจาย
บรรพที่ ๑๔ อสุภะ ที่กระดูกผุป่น ไม่เป็นรูปเป็นร่าง จนเป็นผงแล้ว
ทั้งหมดรวมได้ครบ ๑๔ บรรพแล้วนะคะ
โดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 10:09:56 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 5คราวนี้มาทำความเข้าใจใน บรรพที่ ๑ อานาปานสติ
อานาปานสตินี้เจริญได้ทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานะคะ หมายความถึงว่า....
ถ้ากำหนดพิจารณาลมหายใจเข้า
ลมหายใจออก.. โดยถือเอาบัญญัติ
คือลม เป็นที่ตั้งแห่งการเพ่ง เพื่อให้ได้ฌาน..
ก็เป็นสมถภาวนา
แต่ถ้ากำหนดพิจารณาความร้อนเย็น
ของลมหายใจที่กระทบริมฝีปากบน
หรือ ที่ปลายจมูก
เพื่อให้เห็นรูปธรรม ตลอดจนไตรลักษณ์.
ก็เป็นวิปัสสนาภาวนา
โดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 10:14:13 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 6บรรพที่ ๒.คือ อิริยาบถ ๔ บรรพที่ ๓. สัมปชัญญะ ๗ และบรรพที่ ๕ ธาตุทั้ง ๔
รวมทั้ง ๓ บรรพนี้... ใช้ในการเจริญวิปัสสนาภาวนาแต่อย่างเดียว จะเพ่งให้เกิด ฌานจิตไม่ได้
บรรพที่ ๔ ปฏิกูลสัญญา และบรรพที่ ๖ ถึง ๑๔ อสุภะ
รวม ๑๐ บรรพนี้ ใช้ในการเจริญสมถภาวนาแต่อย่างเดียวเท่านั้น
ควรจำด้วยนะคะว่า
บรรพที่ ๓ สัมปชัญญะ ๗ นั้น มีความหมายว่า
ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา จะเดินไปข้างหน้า
จะถอยหลัง เหลียวซ้าย แลขวา
ตลอดจนการเคลื่อนไหวทำการใด ๆ
จะต้องทำด้วยความมีสัมปชัญญะ
คือรู้ตัวอยู่ทุกขณะที่เคลื่อนไหว
ไม่ใช่ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้พินิจพิจรณานะคะ
หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็หมายถึง..
สัมปชัญญะ..คือการรู้ตัวนั้น
ต้องมีสติและชอบด้วยเหตุผล
ไม่ใช่ ทำไปตามอารมณ์หรือทำไปตามใจชอบ
แต่ต้องมีทั้งสติและปัญญาด้วย
จึงจะเรียกได้ว่ามี สติสัมปชัญญะค่ะ
โดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 10:27:35 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 7
พักก่อนนะคะ จะเพลอยู่แล้วคะ
แต่ไม่ใช่ว่าจะไปฉันเพลนะคะ
พักเปลี่ยนอิริยาบถก่อนคะ
โดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 10:29:36 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 8
สัมปชัญญะ มี ๔ ประการ
...คือ...
อตฺถปริคฺคณฺหนํ สตฺถกสมฺปชญฺญํ นาม ฯ
ธรรมชาติ (ปัญญา) ที่กำหนดรู้ แต่ในประโยชน์นั้น ได้นามว่า...สัตถกสัมปชัญญะ
สปฺปาย ปริคฺคณฺหนํ สปฺปายสมฺปชญฺญํ นาม ฯ
ธรรมชาติ (ปัญญา) ที่ กำหนด แต่การที่ควรนั้น
ได้นามว่า... สัปปายสัมปชัญญะ
กมฺมฏฺฐานสฺส ปน อวิชหน เมว โคจรสมฺปชญฺญํ นาม ฯ
การเจริญที่มิให้ พ้นจากอารมณ์กัมมัฏฐานนั้น
ได้นามว่า... โคจรสัมปชัญญะ
อภิกฺกมาทีสุ อสมฺมุยฺหนํ อสมฺโมหสมฺปชญฺญํ นาม ฯ
ธรรมชาติ (ปัญญา) ที่รู้ในการเคลื่อนไหว
โดยปราศจากการเคลือบแคลงนั้น
ได้นามว่า.... อสัมโมหสัมปชัญญะ
เมื่อกล่าวโดยย่อๆก็คือ
๑. สัตถกสัมปชัญญะ พินิจประโยชน์ รู้แน่ว่ามีประโยชน์จึงทำ
๒. สัปปายสัมปชัญญะ พินิจถึงการควร รู้แน่ว่าควรทำจึงทำ
๓. โคจรสัมปชัญญะ พินิจในอารมณ์ ไม่ให้คลาดไปจากอารมณ์กัมมัฏฐาน นั้น ๆ
๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ พินิจถึงไตรลักษณ์ รู้การเคลื่อนไหวโดยปราศจาก การเคลือบแคลง
คราวนี้ก็มาดูกันนะคะว่า..จะปฎิบัตินั้นจะต้องตั้งสติกันอย่างไรถึงจะเป็น...สติปัฏฐาน..นะคะ
โดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 12:01:46 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )
สลักธรรม 9เป็นข้อธรรมที่สำคัญมาก
และให้ประโยชน์มากมายแก่ชีวิต
ได้ทราบทั้งเรื่องของสมถะและวิปัสสนา
โดยเฉพาะการยกตัวอย่างของอานาปานสติ
ขอขอบพระคุณล่วงหน้านะคะที่กรุณาเสียสละเวลา
และอดทนต่อทุกขเวทนาเพื่อธรรมทานโดย น้องกิ๊ฟ [17 เม.ย. 2547 , 12:10:18 น.] ( IP = 203.209.109.223 : : )
สลักธรรม 10การตั้งสติพินิจกาย ที่เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้นนับได้ว่า เป็นวิธีการเบื้องต้น ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา เพื่อให้เห็นรูปธรรม
คำว่า กาย คือ รูปกายหรือสังขารนี้ เป็นที่ประชุมแห่งธรรม ๓ ประการ คือ ได้แก่
รูปธรรม ที่มีชื่อเรียกว่า กัมมชรูป ประการหนึ่ง
จิต ที่มีชื่อเรียกว่า วิบากจิต ประการหนึ่ง
และ เจตสิก ที่ประกอบกับจิตนั้น อีกประการหนึ่ง
ในการปฎิบัติแรกๆ ของผู้ที่เริ่มกำหนดนั้น ให้กำหนดดูเฉพาะรูปธรรมแต่อย่างเดียวก่อน
เหตุผลก็คือ.. เพราะรูปเป็นของ หยาบ เห็นได้ง่าย... ยังไม่ต้องพินิจพิจารณาจิตและเจตสิก ซึ่งเห็นได้ยากกว่าค่ะ
การกำหนดดูรูป..ต้องเข้าใจด้วยนะคะว่ากำหนดทำไมด้อย... ก็เพื่อจะได้รู้เห็นว่า..
ตามที่ได้เคยยึดถือรูปกายนี้ว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคลมีตัวตนเราเขานั้น.... แท้ที่จริงก็เป็นแต่เพียงรูปธรรมมาประชุมร่วมกันเป็น รูปกาย
แม้การเคลื่อนไหวกาย เช่นการเดินนั้น ก็สักแต่ว่าเป็นการประชุมแห่งรูป.. คือ รูปกายนี้ สังขารนี้
และกัมมชรูปนี้ เคลื่อนไหวไปด้วยอำนาจแห่งวาโยธาตุ ซึ่งก็เป็นรูป อีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากจิต..ไม่มีคนไหนเดิน หรือว่าเราเดิน เขาเดินเลยนะคะ
การรู้เช่นนี้ ชื่อว่าได้เกิดปัญญา รู้เห็นถูกต้องตรงตามสภาพแห่งความเป็นจริงส่วนหนึ่งแล้วคะ..
และที่กล่าวว่า..การเคลื่อนไหวกายเช่น การเดิน เป็นต้นนั้นนะ เคลื่อนไหวไปด้วยอำนาจแห่ง วาโยธาตุนั้น ในสติปัฏฐานอรรถกถา ก็มีแสดงไว้นะคะว่า
การเดิน = จิตฺตกฺริยวาโยธาตุ วิปฺผาเรน สกลกายสฺส ปุรโต อภินิหาโร คมนนฺติ วุจฺจติ ฯ
วาโยธาตุอันเกิดแต่จิต ...ที่ซ่านไปทั่วสกลกาย ยังให้เคลื่อนไหว นั้น เรียกว่า เดิน (คมนะ)
โดย อ.บุษกร เมธางกูร [17 เม.ย. 2547 , 12:19:52 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |