| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สังเวชคือญาณประกอบด้วยโอตตัปปะ
สลักธรรม 1
พระพุทธองค์พร้อมอรหันตสาวกผู้เป็นเลิศในอภิญญาล่องหนจากราหูสถานสู่พรหมโลกอันลี้ แลแสดงอรหัตตฤทธิ์บนพรหมโลกนั้นทีละองค์ๆ จนหลายองค์อยู่พร้อมพระพักต์ ลอยอยู่เหนือพรหมอาสน์ ยังความสังเวชแก่คณะพรหมนั้นใด ผู้มีทิฏฐิเป็นมิจฉาแล้ว ให้เป็นสัมมา ฯโดย วิทยาธร ป่าหิมพานต์ [21 เม.ย. 2547 , 16:51:50 น.] ( IP = 202.12.74.9 : : unknown )
สลักธรรม 2สวัสดีค่ะคุณแววตะวัน
นานแล้วที่ไม่ได้พบกัน....ตอนแรกนึกว่าจะนำความรู้มาฝาก
แต่มาถามอย่างนี้ ...ต้องรอท่านผู้รู้จริงในเรื่องนี้ก่อนนะคะโดย น้องกิ๊ฟ [21 เม.ย. 2547 , 19:35:03 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )
สลักธรรม 3สวัสดีค่ะคุณ แววตะวัน ที่นับถือ...คิดถึงนะคะ ยังระลึกถึงพระคุณอยู่เสมอที่คุณแววตะวันนำธรรมะมาลงเสมอๆคะ
ส่วนคำถามที่คุณแววตะวันถามไว้นั้น...มีความว่า... การเกิดญาณประกอบด้วยโอตตัปปะเป็นอย่างไร? นั้น พี่ดอกแก้วต้องขอย้อนไปถึงเรื่องราวที่กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคนะคะ
โดย พี่ดอกแก้ว [21 เม.ย. 2547 , 23:02:59 น.] ( IP = 210.86.188.6 : : )
สลักธรรม 4
สวัสดีค่ะคุณแววตะวัน..เช้านี้พี่มาอ่านคำตอบที่ตอบไปพี่เองยังงงเลย เอาเป็นว่าตอบใหม่นะคะ..ต้องอธิบายเรื่องญาณจิตด้วยค่ะจึงจะเข้าใจมากขึ้นนะคะ
เรื่องของศีลนี้นั้น ผู้รู้พรรณนาไว้ว่า มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐาน
โอตตัปปะและ
หิรินั่นแล เป็นปทัฏฐาน..แห่งศีลนั้น ตรงกับประเด็นที่คุณแววตะวันถามมาด้วยนะคะ
แท้จริงศีลนี้นั้นมีความสะอาดที่ตรัสไว้ว่า..
ความสะอาด ๓ คือ ความสะอาดทางกาย ความสะอาดทางวาจา ความสะอาดทางใจ " เป็นปัจจุปัฏฐาน ...หมายความว่า ศีลนั้นย่อมปรากฏ
คือ ถึงความเป็นคุณที่ควรถือเอาโดยความเป็นธรรมชาติสะอาด
ส่วนหิริและโอตตัปปะ นักปราชญ์ทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐาน
อธิบายว่า เป็นอาสันนเหตุ ( เหตุใกล้ ) แห่งศีลนั้น
เพราะเมื่อหิริและโอตตัปปะ..มีอยู่ ศีลจึงเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้
เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี ศีลก็เกิดไม่ได้ ตั้งอยู่ไม่ได้
ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานแห่งศีล
สาธุชนพึงทราบ ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้
เมื่อมีการกล่าวไว้เช่นนี้ ก่อนอื่นต้องมาดูว่า อานิสงส์ของศีลนั้นเป็นอย่างไรก่อนนะคะ
โดย พี่ดอกแก้ว [22 เม.ย. 2547 , 09:46:31 น.] ( IP = 210.86.188.6 : : )
สลักธรรม 5อานิสงส์ของศีล
ข้อว่า ศีลมีอานิสงส์อย่างไร ? แก้ว่า มีอันได้รับคุณเป็นอเนก มีความไม่ต้องเดือดร้อนเป็นต้น
เป็นอานิสงส์ สมคำ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า " ดูกรอานนท์ ก็แลศีลเป็นกุศล มีความไม่ต้องเดือดร้อนใจเป็นผล มีความไม่ต้องเดือดร้อนใจเป็นอานิสงส์ " ( องฺ.ทสก.๒๔/๑ ) ดังนี้
ตรัสไว้อื่นอีกก็มีว่า " ดูกรคฤหบดีทั้งหลายอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล ๕ ประการนี้
อานิสงส์ ๕ ประการเป็นไฉน ?
ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมได้ประสบกองโภคะใหญ่
มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๑ แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล
ดูกรคฤหบดีทั้งหลายข้ออื่นยังมีอยู่อีก กิตติศัพท์อันงามของผู้มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมฟุ้งไป
นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๒ แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล
ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ผู้มีศีล ถึง
พร้อมด้วยศีล จะเข้าไปสู่บริษัทใดๆ จะเป็นขัตติยบริษัทก็ตามพราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดีบริษัท
ก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม ย่อมเป็นผู้องอาจ ไม่เคอะเขินเข้าไป นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๓ แห่งศีลสมบัติ ของ
ผู้มีศีล
ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา
นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๔ แห่ง ศีลสมบัติของผู้มีศีล
ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีกผู้มีศีลถึง
พร้อมด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๕
แห่งสมบัติของผู้มีศีล " ( ที.มหา.๑๐/๑๐๒ )
โดย พี่ดอกแก้ว [22 เม.ย. 2547 , 09:51:49 น.] ( IP = 210.86.188.6 : : )
สลักธรรม 6อานิสงส์ของศีลเป็นอเนกอื่นอีกเล่า มีความเป็นที่รักที่ชอบใจเป็นเบื้องต้น มีความสิ้นอาสวะเป็นที่สุด
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยว่า...
" ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจเป็นที่เคารพ เป็นที่ยกย่อง ของสหพรหมจารีทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเถิด "
( อากังเขยยสูตร ม.มุ.๑๒/๔๘ )
ศีลมีคุณเป็นอเนกมีความไม่ต้องเดือดร้อนใจเป็นต้นเป็นอานิสงส์ มีประการดังกล่าวมาฉะนี้
อีกนัยหนึ่ง
เว้นศีลใดเสียแล้ว ที่พึ่ง ( อื่น ) ของกุลบุตรในพระศาสนาหามีไม่ ใครเล่าจะพึงกล่าวกำหนดอานิสงส์ของศีลนั้นได้
น้ำคือศีลย่อมชำระมลทินอันใดของสัตว์มีชีวิตในโลกนี้ได้ ...แม่น้ำใหญ่ทั้งหลาย คือแม่น้ำคงคาก็ดี ยมุนาก็ดี สรภูก็ดี สรัสวดีก็ดี แม่น้ำอจิรวดีก็ดี
หาอาจชำระมลทินอันนั้นได้ไม่ ....
ศีลที่บุคคลรักษาดีแล้วเป็นอริยศีลนี้ มีความเย็นอย่างยิ่งย่อมระงับความเร่าร้อนอันใด ของสัตว์ทั้งหลายโลกนี้ได้ ลมเจือฝนก็ระงับความเร่าร้อนอันนั้น
ไม่ได้
และแม้แก่นจันทร์แดงก็ระงับไม่ได้ สร้อยมุกดาก็ไม่ได้ แก้วมณีก็ไม่ได้ รัศมีอ่อนๆ แห่ง
จันทร์ก็ไม่ได้ กลิ่นที่เสมอด้วยกลิ่นศีล ซึ่งฟุ้งไปได้ทั้งในที่ตามลมและทวนลมเท่าๆ กัน
จักมีแต่ที่ไหนสิ่งอื่นที่จะเป็นบันไดขึ้นสู่สวรรค์ หรือจะเป็นประตูในอันที่จะยังสัตว์ให้แจ้งพระนิพพาน อันเสมอด้วยศีล จักมีแต่ที่ไหน
โดย พี่ดอกแก้ว [22 เม.ย. 2547 , 09:55:34 น.] ( IP = 210.86.188.6 : : )
สลักธรรม 7วสี คือความชำนาญ ความแคล่วคล่องว่องไว
...ผู้ที่ได้ รูปาวจรฌาน ดังที่ได้กล่าวแล้ว จะเข้าฌานสมาบัติก็ดีจะเจริญสมถภาวนาต่อเพื่อให้ได้ทุติยฌานก็ดี จะต้องมี วสี ..ในปฐมฌานนั้นเสียก่อน ....คือต้องหมั่นเข้าปฐมฌานจนชำนาญ มีความแคล่วคล่องว่องไวถึง ๕ ประการ นะคะ
ได้แก่ ...
(๑) อาวชฺชนวสิตา ชำนาญในการนึกเข้าฌาน อีกนัยหนึ่งว่า ชำนาญในการกำหนดพิจารณาองค์
ฌานแต่ละองค์ โดยวิถีจิตที่ติดต่อกันไปตามลำดับ โดยมีภวังคจิตคั่นไม่มากนัก
(๒) สมาปชฺชนวสิตา ชำนาญในการเข้าฌานได้โดยรวดเร็ว
(๓) อธิฏฺฐานวสิตา ชำนาญในการหยุดอยู่ในฌานเป็นเวลาช้าเร็วกี่ชั่วโมง กี่วัน ก็จะอยู่ในฌานสมาบัติ
ได้ตามกำหนดที่ได้ตั้งความปรารถนาอย่างแรงกล้าไว้นั้น
(๔) วุฏฺฐานวสิตา ชำนาญในการออกจากฌานได้โดยว่องไว ไม่ให้เกินเวลาที่ตนได้อธิษฐานไว้
(๕) ปจฺจเวกฺขณวสิตาชำนาญในการพิจารณาองค์ฌานด้วยชวนจิตอันเกิดในลำดับแห่งมโนทวาราวัชชนะติดต่อกันเป็นลำดับไป โดยมีภวังคคั่นไม่มากนัก
โดย พี่ดอกแก้ว [22 เม.ย. 2547 , 09:59:59 น.] ( IP = 210.86.188.6 : : )
สลักธรรม 8เมื่อปฐมฌานลาภีบุคคล มีวสีในปฐมฌานแคล่วคล่องว่องไวเป็นอย่างดีแล้ว ก็สามารถจะเข้าฌานสมาบัติ หรือเจริญภาวนาต่อไปเพื่อให้ถึงทุติยฌานได้
ปฐมฌานลาภีบุคคล จะต้องเข้าปฐมฌานบ่อย ๆ จนชำนาญในวสีภาวะทั้ง ๕ ก็จะเห็นโทษของวิตก
จึงประสงค์จะละวิตกอันเป็นสิ่งที่หยาบนั้นเสีย เพื่อให้ถึงทุติยฌานซึ่งประณีตกว่า ต้อง เริ่มเพ่งปฏิภาคนิมิตโดย พี่ดอกแก้ว [22 เม.ย. 2547 , 10:02:47 น.] ( IP = 210.86.188.6 : : )
สลักธรรม 9. ปฐมฌานลาภีบุคคล จะต้องเข้าปฐมฌานบ่อย ๆ จนชำนาญในวสีภาวะทั้ง ๕ ก็จะเห็นโทษของวิตก จึงประสงค์จะละวิตกอันเป็นสิ่งที่หยาบนั้นเสีย เพื่อให้ถึงทุติยฌานซึ่งประณีตกว่า ต้อง เริ่มเพ่งปฏิภาคนิมิต
. ฌานลาภีบุคคล ปรารถนาจะเจริญให้ถึง ตติยฌาน จตุตถฌาน และปัญจมฌาน ก็จะต้องปฏิบัติให้เป็น ไปในทำนองเดียวกันนี้ ตามลำดับแห่งฌาน จะข้ามไปลัดไม่ได้
. กสิณ ๑๐ นี้ใช้เป็นกัมมัฏฐานในการเจริญสมถภาวนาได้ตั้งแต่ ปฐมฌาน ตลอดไปตามลำดับจนถึง
ปัญจมฌาน คือถึงรูปฌานได้ทั้ง ๕ ฌานโดย พี่ดอกแก้ว [22 เม.ย. 2547 , 10:06:44 น.] ( IP = 210.86.188.6 : : )
สลักธรรม 10
วิสุทธิมรรคนี้ แม้ทรงแสดงโดยมุข
คือศีลสมาธิและปัญญา
อันประมวลไว้ซึ่งคุณเป็นอเนกอย่างนี้แล้ว
ก็ยังนับว่าเป็นอันทรงแสดงโดยสังเขปอยู่นั่นเอง
เพราะฉะนั้น จึงยังไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือแก่ชนทุกจำพวกได้
เพราะเหตุนั้น เพื่อจะแสดงความพิสดารแห่งวิสุทธิมรรคนั้น
จึงมีปัญหากรรม ( การตั้งปัญหา ) นี้ ปรารภศีลก่อน
คือ
อะไรเป็นศีล ?
ที่เรียกว่าศีล เพราะอรรถว่ากระไร ?
อะไรเป็นลักษณะ เป็นรส เป็นปัจจุปัฏฐาน เป็นปทัฏฐานของศีลนั้น ?
ศีลมีอานิสงส์อย่างไร ?
ศีลนั้นมีกี่อย่าง ?
อะไรเป็นความเศร้าหมอง และอะไรเป็นความผ่องแผ้วของศีลนั้น ? ( ต่อไป ) นี้เป็นคำแก้ในปัญหากรรมนั้น
ปัญหาข้อว่า " อะไรเป็นศีล "
แก้ว่า " ธรรมทั้งหลายมีเจตนาเป็นต้นของบุคคลผู้เว้นจากโทษมีปาณาติบาตเป็นต้นก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติก็ดี เป็นศีล
" ข้อนี้ สมคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ ในปฏิสัมภิทาว่า " ถามว่า อะไรเป็นศีล
ตอบว่า ..เจตนาเป็นศีล เจตสิกก็เป็นศีล สังวรก็เป็นศีล ความไม่ก้าวล่วงก็เป็นศีล "
โดย พี่ดอกแก้ว [22 เม.ย. 2547 , 10:11:31 น.] ( IP = 210.86.188.6 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |