มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


นางมาคันทิยาผูกอาฆาตพระศาสดา




นางมาคันทิยาผูกอาฆาตพระศาสดา



ก่อนที่นางมาคันทิยาจะได้รับการอภิเษกเป็นมเหสีของพระเจ้าอุเทนนั้น เดิมทีนางเป็นธิดาของเศรษฐีในแคว้น กุรุ เนื่องจากนางมีรูปร่างงามดุจนางเทพอัปสรจึงมีเศรษฐี คฤหบดี ตลอดจนพระราชาจากต่างเมืองต่าง ๆ ส่งสารมาสู่ขอมากมายแต่บิดามาดาของนางก็ปฏิเสธทั้งหมดด้วยคำว่า “ พวกท่านไม่คู่ควรแก่ธิดาของเรา ” นางจึงครองความเป็นโสดเรื่อยมา พระบรมศาสดาทรงพิจารณาเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหันของสองสามีภรรยา จึงเสด็จมายังแคว้นกุรุ

ฝ่ายพราหมณ์ผู้บิดาได้เห็นแล้วก็ชื่นชมในความสง่างามของพระพุทธองค์ รำพึงในใจว่า โอ้หนอ...ตั้งแต่เราเกิดมา ยังมิเคยเห็นผู้ใดที่มีความสง่างามดุจสมณะรูปนี้เลย ดูแล้วบุตรสาวของเราช่างเหมาะสมควรคู่กับสมณะท่านนี้เสียจริงๆ

อย่ากระนั้นเลย เรายกนางให้แก่สมณะท่านนี้เถิด คิดดังนั้นแล้วจึงร้องขึ้นว่า

“ หยุดก่อนท่านสมณะ ท่านเหมาะสมกับบุตรสาวของเรายิ่งนัก เชิญท่านหยุดรอ อยู่ที่นี่ก่อนประเดี๋ยวหนึ่ง ข้าพเจ้าจักเข้าเรือนไปแต่งตัวบุตรสาวให้งดงามเสียก่อน แล้วจักมอบนางให้เป็นภรรยาแด่ท่าน ”

ฝ่ายพระบรมศาสดามิได้ประทับอยุ่ที่ตรงเดิม แต่ได้อธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้แล้วเสด็จไปประทับในที่ไม่ไกลจากที่นั้น

ว่าแล้วพราหมณ์ก็เข้าเรือนไปบอกภรรยาให้รีบแต่งตัวบุตรสาวให้งดงามโดยไว ครั้นเสร็จแล้วก็พากันมาที่หน้าเรือน แต่หาได้พบพระพุทธองค์ไม่

พราหมณ์จึงชักชวนให้ออกเดินตามหา แต่ภรรยาพราหมณ์ได้สังเกตเห็นรอยพระบาทที่พระพุทธองค์ทรงประทับทิ้งเอาไว้ จึงกล่าวแก่สามีว่า

“ ท่านอย่าตามหาให้เหนื่อยเปล่าเลย เพราะอันธรรมดารอยเท้าของบุคคลที่มีโทสะจะหนักส้น บุคคลที่มีโมหะจะจิกปลาย บุคคลที่มีราคะจะแอ่นกลาง แต่รอยเท้านี้มีความราบเรียบเสมอกันตลอด ตั้งแต่ต้นจรดปลาย ย่อมเป็นรอยเท้าของผู้ที่ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง ท่านย่อมไม่มีความปรารถณาในบุตรสาวของเราดอก ”


โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:29:25 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แต่พราหมณ์สามียังคงดื้อดึง ออกตาม หาจนมาพบพระบรมศาสดาที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงเข้าไปถวายบังคมยืนยันจุดประสงค์เดิมที่จะมอบนาง มาคันทิยา ให้พระพุทธองค์เช่นเดิม พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ

“ ดูก่อนพราหมณ์ แม้ว่าบุตรสาวของท่านจะเลอโฉมงดงามก็จริง แต่เราใช่ว่าจะไม่เคยพบเห็นสตรีที่เลอโฉมก็หาไม่ สมัยที่เรายังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ เราห้อมล้อมด้วยเหล่านางสนมที่ล้วนแล้วแต่งดงามเลือกเฟ้นมาอย่างดี แต่เราก็เกิดความเบื่อหน่ายในที่สุด เพราะความงามนั้นไม่ยั่งยืน แท้จริงร่างกายอันมีอาภรณ์ปกปิดนี้ เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล อันมี น้ำมูก น้ำลาย น้ำปัสสาวะ อุจจาระ เป็นต้น หลั่งไหลออกจากทวารทั้ง ๙ อยู่เสมอๆ อย่าว่าแต่จะสัมผัสบุตรสาวท่านด้วยปลายนิ้วมือเราเลย แม้แต่ปลายเท้า เราก็ไม่อยากจะสัมผัส ”

ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมเทศนา แสดงโทษของกาม อานิสงค์ของทาน ศีล ภาวนา และการดำริออกจากกาม เพื่อกล่อมเกลาจิตใจของพราหมณ์ทั้งสองให้อ่อนโยนลงแล้ว จึงแสดงธรรมอันละเอียดลุ่มลึกอันมี อริยสัจจ์สี่ เป็นต้น จนกระทั่งพราหมณ์ทั้งสองบังเกิดความแจ่มแจ้งได้บรรลุ อนาคามีผล และทูลขอบรรพชา ต่อมาก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ .....

ฝ่ายนางมาคันทิยา ได้ยินพระดำรัสของพระศาสดาโดยตลอด รู้สึกโกรธที่พระพุทธองค์ตำหนิประณามว่าร่างกายของนางเต็มไปด้วยอุจจาระปัสสาวะไม่ปรารถนาจะสัมผัสถูกต้องแม้ด้วยเท้า จึงผูกอาฆาตจองเวรต่อพระศาสดา เมื่อบิดามารดาออกบวชหมดแล้ว นางจึงได้ไปอาศัยอยู่กับน้องชายของบิดาผู้เป็นอา ต่อมาอาของนางคิดว่า หลายสาวผู้มีความงามเป็นเลิศอย่างนี้ ย่อมคู่ควรแก่พระราชาเท่านั้น จึงนำไปถวายเป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน

โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:31:30 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 2

สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จมายังเมืองโกสัมพี มีพระอานนท์เถระมาด้วย พระนางมาคันทิยาได้โอกาส จึงว่าจ้างทาส กรรมกร และนักเลงพวกมิจฉาทิฏฐิ ผู้ไม่เลื้อมใสในพระรัตนตรัย ให้ติดตามด่าพระพุทธองค์ไปในทุกหนทุกแห่งทั่วทั้งเมืองด้วยคำด่า ๑๐ ประการ คือ เจ้าเป็นโจร เป็นคนพาล เป็นคนบ้า เป็นอูฐ เป็นลา เป็นวัว เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์ดิรัจฉาน สุคติของเจ้าไม่มี เจ้ามีแต่ทุคติอย่างเดียว พระอานนท์เถระได้ฟังแล้วสุดที่จะทุนไหว จึงกราบทูลให้พระพุทธองค์ไปยังเมืองื่น พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า

“ อานนท์ ถ้าคนที่เมืองนั้นด่าเราอีก เราจะทำอย่างไร ? ”

“ ก็เสด็จไปที่เมืองอื่นต่อไปอีก พระเจ้าข้า ”

“ ถ้าคนที่เมืองนั้นด่าเราอีก เราจักทำอย่างไร ? ”

“ ก็เสด็จต่อไปอีกเมื่องอื่นอีก พระเจ้าข้า ”

“ ดูก่อนอานนท์ ถ้าอย่างนั้นเราก็จะหนีกันไม่สิ้นสุด ทางที่ถูกนั้นอธิการณ์เกิดขึ้นในที่ใด ก็ควรให้อธกรณ์สงบระงับในที่นั้นก่อนแล้วจึงไป ”

พระพุทธองค์ตรัสต่อไปอีกว่า

“ ดูก่อนอานนท์ ธรรดาอธิกรณ์เกิดขึ้นแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว ย่อมไม่เกิน ๗ วัน ก็จะสงบไปเอง ”

โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:33:21 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 3

พระนางมาคันทิยา เมื่อไม่สามารถจะทำให้พระพุทธองค์อับอายจนหนีไปยังเมืองอื่นได้ก็ยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น จึงคิดอุบายใส่ความแก่พระนางสามาวดีและบริวารผู้มีศรัทธาในพระพระพุทธองค์ โดยส่งข่าวไปบอกแก่อาของตนขอให้ส่งไก่เป็น ที่ยังมีชีวิตมาให้ ๘ ตัว และไก้ตายอีก ๘ ตัว เมื่อได้ไก่มาตามต้อการแล้วจึงเข้าไปกราทูลพระเจ้าอุเทนว่า

“ ข้าแต่สมมติเทพ ท่านปุโรหิตส่งไก่มาเป็นบรรณาการแด่พระองค์ เพคะ ”

“ ผู้ใด ทีความชำนาญในการแกงอ่อมไก่บ้าง ? ” พระราชาตรัสถาม

พระนางสามาวดีกับหญิงบริวาร เพคะ พระนางมีฝีมือในการปรุงแกงไก่เป็นเลิศนักหนา” พระนางมาคันทิยา กราบทูล

พระเจ้าอุเทนราชจึงสั่งให้ราชบุรุษนำไก่เหล่านั้นไปให้พระนางสามาวดีปรุงมาถวาย เมื่อราชบุรุษนำไก่มายังที่ประทับของพระนางสามาวดีและแจ้งพระราชประสงค์ของพระเจ้าอุเทนราชแล้ว เนื่องจากไก่นั้นยังเป็นไก่ที่มีชีวิต พระนางสามาวดีบัดนี้ได้เป็นโสดาบันแล้ว ไฉนเลยจะล่วงปาณาติบาตเช่นนั้นได้ พระนางจึงสั่งให้ราชบุรุษนำไก่กลับไปถวายคืน

พระนางมาคันทิยาจึงรีบกราบทูลต่อพระเจ้าอุเทนราชว่า

ดูสิเพคะ พระนางสามาวดีมิได้มีความเคารพยำเกรงต่อพระองค์เลย พระนางเคารพพระบรมศาสดายิ่งกว่า หากไม่ทรงเชื่อ ลองส่งไก่กลับไปใหม่แล้วรับสั่งให้ปรุงไปถวายแก่พระบรมศาสดา ดูสิเพคะ

เมื่อพระเจ้าอุเทนราชทำตาม ระหว่างทางที่นำไก่กลับไปยังที่ประทับของพระนางสามาวดี ปุโรหิตที่เป็นอาก็แอบฆ่าไก่ให้ตายเสียทั้งหมดก่อน ด้วยครั้งนี้ไก่ทั้งหมดนั้นไม่มีชีวิตแล้ว พระนางสามาวดีจึงยอมรับมาและปรุงไปถวายแก่พระบรมศาสดา

ดังนั้นพระนางมาคันทิยาจึงทูลว่า

พระองค์เห็นหรือไม่ว่า พระนางสามาวดีไม่ยอมปรุงแกงไก่มาถวายพระองค์ แต่กลับยอมปรุงไปถวายพระบรมศาสดา พระนางไม่เคารพยำเกรงพระองค์เลย

แต่พระเจ้าอุเทน ได้สดับของพระนางมาคันทิยาแล้วทรงอดกลั้นนิ่งเฉยไว้อยู่ จนกระทั้งพระนางมาคันทิยาต้องคิดหาอุบายใส่ร้ายด้วยวิธีอื่นต่อไป

โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:35:14 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 4

ตามปกติ พระเจ้าอุเทนจะเสด็จไปประทับที่ปราสาทของพระมเหสีทั้ง ๓ คือ พระนางสามาวดี พระนางวาสุลทัตตา และพระนางมาคันทิยา ตามวาระแห่งละ ๗ วัน ครั้นอีก ๒ – ๓ วัน จะถึงวาระเสด็จไปประทับที่ปราสาทของพระสามาวดี พระมาคันทิยาได้วางแผนส่งข่าวไปถึงอา ให้ส่งงูพิษที่ถอนเขี้ยวออกแล้วมาให้พระนางด่วน

เมื่อได้มาแล้วจึงใส่งูเข้าไปในช่องพิณซึ่งพระเจ้าอุเทนทรงเล่นและนำติดพระองค์เป็นประจำแล้วนำช่อดอกไม้ปิดช่องพิณไว้ ก่อนที่พระเจ้าอุเทนจะเสด็จไปยังปราสาทของพระนางสามาวดีนั้น พระนางมาคันทิยาได้ทำทีเป็นกราบทูลทัดทานว่า “ ขอพระองค์ อย่าเเสด็จไปเลย เพราะเมื่อคืนหม่อมฉันฝันไม่เป็นมงคล เกรงว่าพระองค์จะได้รับอันตราย” เมื่อพระราชาไม่เชื่อคำทัดทานจึงขอติดตามเสด็จไปด้วย

ขณะที่พระนางสามาวดีและหญิงบริวารปรนนิบัติพระเจ้าอุเทนอยู่ และทรงวางพิณไว้บบนพระแท่นบรรทมนั้นพระนางมาคันทิยาก็ทำเป็นเดินมาใกล้ ๆ บริเวณนั้น เมื่อไม่มีใครสังเกตเห็นจึงดึงช่อดอกไม้ที่ปิดช่องผิณออก และงูที่อดอาหารมาหลายวันได้เลื่อยออกมาพ่นพิษแผ่พังพาน พระราชาทอดพระเนตรเห็นงูก็ตกพระทัยกลัวมรณภัยจะมาถึง จึงด่าตวาดพระนางสามาวดีที่คิดปลงพระชนม์ และตำหนิพระองค์เองที่ไม่เชื่อคำทัดทานของพระนางมาคันทิยา ด้วยเพลิงแห่งความโกรธจึงตัดสินพระทัยประหารชีวิตพระนางสามาวดีและหญิงบริวารด้วยพระองค์เอง

โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:35:55 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 5

พระเจ้าอุเทนทรงยกคันธนูประจำพระองค์ขึ้นสายแล้วพาดลูกศรอาบยาพิษโก่งคันธนูเล็งเป้าไปที่พระอุระของพระนางสามาวดี ซึ่งประทับอยู่ข้างหน้าแห่งหญิงบริวาร ก่อนที่ลูกศรจะเเล่นออกจากคันธนูนั้น พระนางสามาวดีได้ให้โอวาทแก่หญิงบริวารว่า

“ แม่หญิงสหายทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เธอทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตให้สม่ำเสมอส่งไปให้แก่พระราชา แก่พระเทวีมาคันทิยา และแก่ตนเอง อย่าถือโทษโกรธต่อใคร ๆ เลย ”

ครั้นให้โอวาทจบลง หญิงเหล่านั้นก็ปฏิบัติตาม เมื่อพระราชาปล่อยลูกศรออกไป แทนที่ลูกซรจะพุ่งเข้าสู่พระอุระพระนางสามาวดี แต่หวนกลับพุ่งเข้าหาพระอุระของพระองค์เสียเอง จึงสดุ้งตกพระทัยพลางดำริว่า

“ ธรรมดาลูกศรนี่ย่อมแทงทะลุแม้กระทั้งแผ่นหิน บัดนี้ สิ่งที่เป็นวัตถุที่จะกระทบในอากาศก็ไม่มี เหตุใดลูกศรจึงหวนกลับเข้าหาเรา ลูกศรนี้แม้จะไม่มีชีวิตจิตใจ แต่ยังรู้จักคุณของพระนางสามาวดี เราเสียอีกแม้เป็นมนุษย์กลับไม่รู้คุณของพระนาง ”

ทันใดนั้น ท้าวเธอทิ้งคันธนูแล้วประนมหัตถ์ประคองอัญชลี กราบที่พระบาทของพระนางสามาวดี อ้อนวอนให้พระนางยกโทษให้ และขอถึงพระนางเป็นที่พึ่งตลอดไป พระนางสามาวดีกราบทูลให้พระราชาทรงถึงพระบรมศาสดาเป็นสรณที่พึ่งเหมือนอย่างที่พระนางกระทำอยู่ ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้าอุเทนทรงมีศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา ทรงรักษาศีลฟังธรรมร่วมกับพระนางสามาวดีตามกาลเวลาและโอกาสอันสมควร

โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:36:45 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 6

ความจริงแล้ว พระนางมาคันทิยา มีความโกรธแค้นต่อพระบรมศาสดาที่ทรงประณามว่า “ นางมีร่างกายเต็มไปด้วยอุจจาระปัสสาวะ ไม่ปรารถนาจะสัมผัสแม้ด้วยเท้า ” และนางก็ได้ชำระความแค้นด้วยการว่าจ้างนักเลงให้ตามด่าพระพุทธองค์ไปส่วนหนึ่งแล้ว ในส่วนของพระนางสามาวดีนั้น ที่นางต้องโกรธแค้นด้วยก็สาเหตุหนึ่งเป็นพระมเหสีคู่แข่ง แต่ที่สำคัญก็คือพระนางไม่มีศรัทธาในพระพุทธสมณโคดม เมื่อแผนการทำลายพระนางสามาวดีที่ทำไปหลายครั้งแล้วนั้น ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ครั้งหลังสุดยังทำให้พระเจ้าอุเทนพระสวามีไปมีศรัทธาเลื่อมใสในพระสมณโคดมอีกด้วย ยิ่งทำให้พระนางมาคันทิยาเพิ่มความโกรธแค้นยิ่งขึ้นแล้วแผนการอันโหดเหี้ยมของพระนางก็เกิดขึ้น

ลำดับนั้น ขณะที่พระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสราชอุทยาน พระนางมาคันทิยาสั่งคนใช้ให้เอาผ้าชุบน้ำมันแล้วนำไปพันที่เสาทุกต้น ในปราสาทของพระนางสามาวดี พูดเกลี้ยกล่อมให้พระนางและบริวารเข้าไปรวมอยู่ในห้องเดียวกันแล้วจึงลั้นกลอนข้างนอกแล้วจุดไฟเผาพร้อมทั้งปราสาท

เปลวเพลิงได้ลุกโชนขึ้นที่พระตำหนักอย่างรวดเร็ว เหมือนไฟที่ต้องเชื้อน้ำมันอย่างรุนแรงจนยากแก่การดับได้ พระอานนท์เห็นเหตุการณ์ครั้งนั้นจึงเข้าไปกราบทูลพระบรมศาสดา

” บัดนี้เพลิงได้เผาผลาญพระตำหนักของพระนางสามาวดีจนหมดสิ้นแล้ว พระเจ้าข้า”

” ดูก่อนอานนท์ วันนี้เป็นวันที่ ๗ ที่มีคนพวกหนึ่งคอยเดินตามแล้วด่าทอเราใช่ไหม ”

” วันนี้เป็นวันที่ ๗ แล้วพระเจ้าข้า ”

” อานนท์ เธอจงดูต่อไป พรุ่งนี้จักไม่มีคนเหล่านั้นเดินตามเราอีกแล้ว ..........”

พระนางสามาวดี ขณะเมื่อไฟกำลังลุกลามเข้ามาใกล้ตัวอยู่นั้น มีสติมั่นคงไม่หวั่นไหว ให้โอวาสแก่หญิงบริวารทั้ง ๕๐๐ ให้เจริญเมตตาแผ่ไปยังบุคคลทั่ว ๆ ไป แม้พระนางมาคันทิยา ให้ทุกคนมีสติ ไม่ประมาท ให้มีจิตตั้งมั่นในเวทนาปริคคหกัมมัฏฐานอย่างมั้นคง พวกหญิงบริวารปฏิบัติตามทุกประการ จนบางพวกได้บรรลุสกทาคามิผล บางพวกบรรลุอนาคามิผล ก่อนที่จะถูกไฟเผาผลาญกระทำกาละถึงแก่กรรม ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ด้วยกันทั้งหมด

โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:37:29 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 7

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัตในกรุงพาราณสี ได้ถวายภัตาหารแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์เป็นประจำ และนางสามาวดีกับหญิงสหาย ๕๐๐ คน ก็เกิดอยู่ในพระราชนิเวศน์นั้นด้วย ได้ช่วยทำกิจบำรุงเลี้ยงพระปัจเจกพุทธะทั้ง ๘ นั้นด้วย ต่อมาพระปัจเจกพุทธะองค์หนึ่งได้ปลีกตัวไปเข้าฌานสมาบัติในดงหญ้าริมแม่น้ำ

ส่วนพระราชาได้พาหญิงเหล่านั้นไปเล่นน้ำกันทั้งวันพวกผู้หญิงพออาบน้ำนาน ๆ ก็หนาว จึงพากันขึ้นมาก่อไฟที่กองหญ้าผิง พอไฟไหม้กองหญ้าหมดก็เห็นพระปัจเจกพุทธะถูกไฟไหม้ ต่างพากันตกใจ เพราะเป็นพระปัจเจกพุทธะของพระราชา ด้วยเกรงว่าจะถูกลงโทษ จึงช่วยกันทำลายหลักฐานด้วยการช่วยกันหาฟืนมาสุมจนท่วมองค์พระปัจเจกพุทธะจนแน่ใจว่าหมดฟืนนี้พระปัจเจกพุทธะก็คงจะถูกเผาไม่เหลือซาก แล้วพากันกลับพระราชนิเวศน์

ความจริง บุคคลแม้จะนำฟืนตั้ง ๑,๐๐๐ เล่มเกวียนมาสุมก็ไม่อาจทำให้พระปัจเจกพุทธะเกิดความรู้สึกแม้ว่าอุ่น ๆ ได้ ดังนั้น ในวันที่ ๗ พระปัจเจกพุทธะออกจากสมาบัติแล้วก็เสด็จไปตามปกติ ส่วนหญิงเหล่านั้นเมื่อตายแล้วถูกไหม้ในนรกหลายหลายพันปี พ้นจากนรกแล้วถูกเผาอย่างนี้อีก ๑๐๐ ชาติ นี้เป็นผลกรรมของนางสามาวดีกับหญิงสหาย

โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:38:28 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 8

พระเจ้าอุเทน ทรงรู้สึกสลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ที่พระนางสามาวดี ประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ ทรงมีพระดำริว่า ถ้าคุกคามถามพระนางมาคันทิยาก็คงจะไม่ยอมรับ จึงออกอุบายตรัสปราศรัยกับอำมาตย์ทั้งหลายว่า

“ ท่านทั้งหลาย เมื่อก่อนนี้ เราจะลุกจะนั่งจะไปในที่ใด ๆ ก็หวาดระแวงสังสัยกลัวภัยอยู่รอบข้าง ด้วยพระนางสามาวดีคิดประทุษร้ายต่อเราเป็นนิตย์ บัดนี้พระนางตายแล้ว เรารู้สึกสบายใจไม่ต้องหวาดระแวงอีกแล้ว และการกระทำอันนี่ก็คงเป็นการกระทำของคนที่รักและห่วงใยในตัวเรา ปรารถนาดีต่อเราอย่างแน่นอน เราขัดเคืองนางมานานนัก วันนี้มีผู้มากำจัดนางเสียได้ ช่างรู้ใจเราเหลือเกิน อยากจะตกรางวัลอย่างงามให้แก่ผู้นั้นเสียนี่กระไร ”

พระนางมาคันทิยาได้ฟังมิทันเฉลียวใจในอุบายของพระเจ้าอุเทน จึงเฉลยความจริงออกมาทั้งหมดว่า พระนางคบคิดกับปุโรหิตลอบวางเพลิงพระตำหนักเอง พระเจ้าอุเทนราชจึงตรัสต่อไปว่า

ดีแล้ว เราจะให้รางวัลแก่เธอและบรรดาญาติของเธอด้วย พรุ่งนี้เช้าเธอจงพาปุโรหิตและญาติของเธอทั้งหมดมาเข้าเฝ้าเถิด

พระนางมาคัณฑิยาจึงประกาศไปยังญาติของตนทุกคน รวมทั้งบุคคลที่ไม่ใช่ญาติแต่ได้เคยรับการว่าจ้างให้เดินตามพระบรมศาสดาเหล่านั้นด้วย รุ่งเช้าวันต่อมา บุคคลดังกล่าวเหล่านั้นก็มารวมกันในพระราชวัง พระเจ้าอุเทนได้พระราชทานรางวัลแก่ทุกๆคนตามที่ตรัสไว้ จากนั้นสั่งให้ราชบุรุษคุมตัวคนเหล่านั้นออกไปนอกกำแพงพระนคร ให้ขุดหลุมใหญ่แล้วโยนคนเหล่านั้นลงไป เอาฟางและน้ำมันราดแล้วจุดเพลิงเผาคนเหล่านั้นเสียทั้งสิ้น ส่วนพระนางมาคันทิยาให้ทรมานด้วยการต้มน้ำมันร้อนๆเดือดๆกรอกใส่ปากจนกว่าจักสิ้นใจ นี่เป็นผลกรรมที่นางได้กล่าวร้ายต่อพระพุทธองค์นั่นเอง

ส่วนพระนางสามาวดี ผู้ปกติอยู่ประกอบด้วยเมตตา ( เมตตาวิหาร) ได้รับยกย่อจากพระบรมศาสดา ในเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลายในฝ่าย ผู้อยู่ด้วยเมตตา...


โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:39:18 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 9

http://www14.brinkster.com/chirohasu/atukkatere/13.html

โดย TaRa [28 เม.ย. 2547 , 01:40:13 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 10

อนุโมทนาสาธุครับ
กับการช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบนะครับ


ผมมั่นใจว่ามีคนจำนวนมากที่รักดีพร้อมๆกับต้องการความรู้ได้เข้ามาอ่านมากครับแต่ท่านเหล่านั้นไม่ได้แสดงความคิดเห็นเท่านั้น…อย่าท้อนะครับผม

โดย 英志. [28 เม.ย. 2547 , 08:05:21 น.] ( IP = 210.86.188.7 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org