มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บันไดสู่สติปัฏฐาน...ตอน ๒/๑




การตั้งต้นทำตนเป็นคนดี เพื่อเดินทางสู่มรรคผลนิพพาน คือสิ้นสุดการเกิดได้อย่างไร หลักสำคัญๆที่ให้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันนั้นก็คือ

๑. ให้เว้นจากทุจริต คือความประพฤติชั่วทางกาย วาจาและใจ

๒. ให้ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบทางกาย วาจาและใจ เมื่อเว้นแล้ว และกระทำแล้ว

๓. ให้ทำใจของตนให้หมดจดจากกิเลส คือเครื่องเศร้าหมองของจิตใจ เครื่องเศร้าหมองของจิตใจนั้น ทุกคนก็ย่อมมีอยู่ แต่ยังไม่รู้จัก เครื่องเศร้าหมองนั้นก็คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

เมื่อมีความอยากได้จิตใจก็เศร้าหมอง ต้องการอยู่นั่นแหละ ไม่เป็นอิสรภาพเลย เพราะถูกปรุงแต่งด้วยอกุศล เริ่มมีความโกรธ จิตใจก็เศร้าหมอง ไม่มีอิสระเลย เราเป็นผู้รับทั้งสิ้น เมื่อมีความหลงผิดเราก็มืดมิด บอดสนิทในการรู้ของจริง ดังนั้น เราจึงต้องมี ศีลสมาธิ ปัญญา

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [28 เม.ย. 2547 , 06:54:55 น.] ( IP = 203.156.28.44 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ใครเรียนตามหลักของพระองค์แล้ว จะรู้ว่าเป็นไป เพื่อละกิเลส ไม่ใช่สั่งสมกิเลส


หลัก ๘ ประการสำหรับนักปฏิบัติคือ เมื่อศึกษาเล่าเรียนแล้วก็จะเป็นไปเพื่อ

๑. คลายความกำหนัด ยินดีติดใจในสิ่งต่างๆ

๒. ปราศจากความทุกข์ เพราะเรารู้ว่าที่กระทบคือวิบากที่กำลังกระทำนั้นคือกรรม

๓. ไม่สั่งสมกิเลส เพราะเป็นเหตุทำให้เกิด

๔. เป็นคนมักน้อย เพราะว่าความมักมากนั้นเป็นทุกข์

๕. มีความสันโดษ สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ก็สลัดจากโลภะ ไม่ต้องรอพึ่งใคร พึ่งตัวเอง เพราะรอพึ่งเขา เราแย่ เราต้องเป็นผู้ช่วยตัวเอง หมอดูที่เก่งที่สุดคือตัวเราเองสามารถทำนายทายทักได้แม่นยำว่า การกระทำนั้นให้ผลดีหรือร้ายต่อตัวเอง

๖. สงบสงัดจากหมู่คณะ เมื่อมีความสันโดษแล้ว ก็สงบสงัดจากหมู่คณะที่ฟุ่มเฟือยไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ มีความจำเป็นที่ตรงหน้าอย่างเดียว เรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับเรา ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วหยุดแค่นั้น

๗. มีความเพียร เมื่อว่างจากภารกิจที่ฟุ่มเฟือยไปในทางไม่มีประโยชน์ ก็จะมีความเพียรเกิดขึ้น

๘. เลี้ยงชีพง่าย คือ การทำมาหากิน ความเป็นอยู่ เป็นไปอย่างง่าย คือ กินเพื่อแก้ทุกข์ ทำเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินหรือทำเพื่อแก้อยาก

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [28 เม.ย. 2547 , 06:56:16 น.] ( IP = 203.156.28.44 : : )


  สลักธรรม 2

การไม่ทุกข์ คือการสิ้นสุดการเกิด เพราะมีเหตุประจวบและเหตุประกอบกันคือ มีเหตุปัจจัย จึงกระทำได้ แต่การกระทำตามหลักคำสอนก็จะต้องอาศัย “สติ” เป็นเครื่องช่วยอันสำคัญ

สติ เป็นจอมทัพของกุศล

ถ้าผู้ใดฝึกฝนสติให้เกิดความชำนิชำนาญ พัฒนาให้เกิดความเคยชินแล้ว สติจะมีกำลังสามารถปฏิบัติต่อไป และควบคุมจิตของเราได้ ให้เป็นไปด้วยความละเอียดและถูกต้องตามหลักของการกระทำทุกขั้นทุกตอน

จนกระทั่งได้ สัมมาสติ คือ สติที่ถูกต้องตามทางเดินสู่มรรคผล และก็มีองค์ประกอบต่างๆ เพื่อเพิ่มให้เกิดเป็น “มหาสติ” ซึ่งจะได้ทำลายมหาภูตรูป คือรูปอันหลอกหลอนตัวเองดุจปีศาจนั่นเอง



ทำไมจึงจะต้องเจริญสติ ได้สอนหลักไว้ว่า แทบทุกคนมีสติ แต่เป็นสติที่มีไว้แค่กันหลงกันลืม กันชนโต๊ะ กันหกล้ม มันไม่มีกำลังพอ เราจะต้องให้ความสำคัญกับตัวละครนี้มากมายนัก

เพราะว่าชีวิตของเราแต่ละคนเปรียบเสมือนละครโรงใหญ่ ซึ่งมีผู้แสดงเปลี่ยนสลับฉากมาเรื่อยๆ เช่น โลภะ โทสะ อวิชชา ตัณหา ทิฏฐิ มานะ อุทธัจจะ วิจิกิจฉา ปฏิฆะ อันเป็นเจตสิกเข้ามาแสดง คือปรุงแต่งจิตทั้งนั้น โดยที่เราให้ความสำคัญ

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [28 เม.ย. 2547 , 06:57:59 น.] ( IP = 203.156.28.44 : : )


  สลักธรรม 3

ทำไมจึงให้ความสำคัญ เช่น เมื่อเกิดโทสะขึ้น มันก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่เราให้ความสนใจคือยึดมั่นถือมั่น ให้ความสนิทสนม เมื่อเป็นของเรามันจึงมีอำนาจจัดเจนเวที

สติก็เป็นตัวละครตัวหนึ่ง คือเจตสิกที่ปรุงแต่งจิตเช่นเดียวกัน แต่เราไม่เคยให้ความสนใจแก่สตินั้นเลย จึงจะต้องเริ่มให้ความสนใจแก่สติ เพื่อให้สติออกมาเล่นอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งเจนเวทีเพื่อปราบโมหะ



สนามรบที่สำคัญที่สุดระหว่างสติกับโมหะก็ได้แก่ ปัจจุบันธรรม การเจริญมหาสติปัฏฐานนั้นยากมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เคยศึกษาเล่าเรียน และไม่ได้เพียรเพื่อพ้นทุกข์ แต่เพียรเพื่อสะสมกองกิเลส


ดังนั้น การฝึกหรือขัดเกลากิเลสให้หมดไปนั้น จะต้องฝึกด้วยการมีสติ เพื่อทำลายโลภะ โทสะ โมหะ

เพียงแค่ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็เข้าไม่ได้


เช่น เวลาตื่นนอน การตื่นนอนได้ เราไม่ใช่เจ้าของตัวเอง เรานี้คือรูปกับนามทำงานกัน

การตื่นของแต่ละคนเหมือนกันหมดคือ รูปต้องตื่น แต่ถ้ารูปไม่มีนามสั่งก็เดินเองไม่ได้ ยืนเองไม่ได้ ลืมตาเองไม่ได้ เพราะรูปนั้นก็เปรียบเสมือนคนตาย ตายวันเดียวก็ยังมีรูป คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำไมไม่ลืมตาลุกขึ้นเดิน เพราะไม่มีนามมาสั่งแล้ว ไม่มีเหตุปัจจัย จึงไม่สามารถทำงานได้

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [28 เม.ย. 2547 , 06:59:47 น.] ( IP = 203.156.28.44 : : )


  สลักธรรม 4

การฝึกอบรมจิตนั้น มีความสำคัญยิ่งยวด เพื่อจะให้สติมีกำลังอันแก่กล้าด้วยการกระทำที่ว่าค่อยๆ พัฒนาให้เกิดความเคยชิน

ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาไป เรามีการกระทบอารมณ์พอใจกับไม่พอใจอยู่ทุกขณะจิต จึงทำให้เรานั้นฟุ้งเฟ้อไปในเรื่องราวของความไม่จริง ทำให้สัญญาวิปลาส คือการจดจำสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงนั้น มีกำลังสามารถปรุงแต่งจิตอยู่เสมอไป



การเริ่มต้นปฏิบัติโดยไม่มีจุดมุ่งหมายก็ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น การกระทำต้องตั้งเป้าหมาย กระทำไปเพื่ออะไร

การเข้าห้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็เพื่อเข้าไปดูให้รู้แจ้งความจริง เมื่อเรารู้เห็นความจริงแล้ว มันจะเกิดความเบื่อหน่าย



เพราะว่าในความจริงนั้น เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง บังคับบัญชาไม่ได้ มันจะเกิดนิพพิทาขึ้นมาเอง คือความเบื่อหน่าย เมื่อนิพพิทาเกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้อยากหนีความเบื่อหน่าย คือ วิราคะ อยากจะสลัดให้พ้นนามรูป ไปเรื่อยๆ เพื่อญาณปัญญา

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [28 เม.ย. 2547 , 07:00:41 น.] ( IP = 203.156.28.44 : : )


  สลักธรรม 5

เราจะสามารกระทำได้โดยเร็วหรือไม่ ก็อยู่ที่ความชำนิชำนาญที่เราสามารถหลับตาแล้วคลำของได้โดยที่ไม่หันมามอง เพราะว่าเรามีความชำนาญกับวัตถุสิ่งของซึ่งอยู่กับความยึดมั่นถือมั่น และเคยทำมาเป็นประจำ

เช่น นั่งอยู่ตรงนี้ จะหยิบปากกา ก็จำได้ว่ามันอยู่ตรงนี้ แล้วเราก็หยิบโดยที่เราไม่ได้หันไปมอง นี่คือความไม่เป็นระเบียบของตัวเอง



การที่เราจะหยิบอะไรสักอย่าง ตาจะต้องเห็น มือจึงไปหยิบถูก แต่เราให้ความชำนาญด้วยสัญญาวิปลาส นี่คือการสั่งสมเอาไว้ ทำให้จิตของเราไม่จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะตาเราก็มองทางนี้ ซึ่งเป็นวัตถุที่เห็น มือเราไปอีกทางหนึ่ง


ตัวการที่สำคัญที่สุดที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน หัวใจในปริยัติ สอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่ในทางปฏิบัติสอนเรื่อง “สติเป็นหัวใจ”

โดย พี่เณร..นำมาฝาก [28 เม.ย. 2547 , 07:05:08 น.] ( IP = 203.156.28.44 : : )


  สลักธรรม 6

อนุโมทนาสาธุครับ
กับการช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบนะครับ


ผมมั่นใจว่ามีคนจำนวนมากที่รักดีพร้อมๆกับต้องการความรู้ได้เข้ามาอ่านมากครับแต่ท่านเหล่านั้นไม่ได้แสดงความคิดเห็นเท่านั้น…อย่าท้อนะครับผม

โดย ฮิเดชิซัง.英志. [28 เม.ย. 2547 , 07:59:45 น.] ( IP = 210.86.188.7 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ สำหรับพระธรรมอันล้ำค่าที่นำมามอบให้เป็นธรรมทาน

โดย ปราณี [28 เม.ย. 2547 , 10:22:07 น.] ( IP = 203.148.162.224 : : 10.199.199.95 )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณในของฝากอันมีค่าค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [28 เม.ย. 2547 , 23:58:16 น.] ( IP = 202.129.44.34 : : )


  สลักธรรม 9



กราบขอบพระคุณในความเมตตาค่ะ
ที่ได้นำเรื่องของสติมาให้ย้ำคิดย้ำทำค่ะ




โดย น้องฟู [30 เม.ย. 2547 , 14:26:12 น.] ( IP = 210.86.188.3 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org