มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การเจริญสติแบบนี้ถูกต้องมั๊ยครับ




เมื่อสักครู่นี้ผมได้เข้าส้วมแล้วก็นั่งอยูที่โถส้วม พอดีจิตใจกำลังสงบอยู่ก็เลยนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านซึ่งเขียนว่าเมื่อนั่งก็ให้รู้ตัวว่านั่งอยู่ ผมเลยลองทำดูโดยให้มีสติอยู่กับความรู้สึกที่ฝ่าเท้าที่สัมผัสพื้นเรื่อยมาจนถึงความรู้สึกส่วนของช่วงขาที่รับน้ำหนักและส่วนก้นที่ถูกแรงกดและสัมผัสกับโถโดยผมจะหลับตา(ที่หลับตาเพราะว่าไม่ต้องการให้สติถูกแบ่งแยกระหว่างตาที่เห็นรูปนั่งตัวเองกับกายที่สัมผัสกับโถ)ผมจะพยายามนั่งนิ่งๆ จนเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกของช่วงขา คือรู้สึกค่อยๆเมื่อยขึ้น พอเมื่อยถึงระดับหนึ่งจิตมันก็ไปรู้ถึงความอยากเปลี่ยนอิริยาบทเฉยเลย ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปตั้งใจกำหนดว่าให้ดูที่ความอยากหรือไม่อยากซะหน่อยหนึ่ง
ขอถามนะครับ 1. ที่ทำอยู่ถูกรึเปล่าครับ?
2. ถ้าผมทำจนชำนาญแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไปดีครับ พอจะอธิบายลำดับขั้นได้มั๊ยครับ
3. การเจริญสติในชีวิตประจำวันควรพิจารณาเลือกกำหนดฐานให้ถูกเหมาะสมด้วยใช่มั๊ยครับเช่นถ้าผมกำลังฟังครูสอนอยู่ควรมีสติอยู่กับเสียงที่ได้ยินแต่ถ้าเรารู้ลมหายใจไปพร้อมกับการฟังนี้จะได้มั๊ย ?
4.ถ้าผมมีเรื่องทุกข์ใจผมจะตั้งสติรู้ว่าลมหายใจเข้าออกและพิจารณาดูระดับความทุกข์ทางใจที่ค่อยๆลดลงไปพร้อมกันได้มั๊ยครับ?
ขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบครับ
ขอให้บุญกุศลที่ผมมีความตั้งใจเจริญสติโปรดอำนวยให้ทุกท่านที่ช่วยตอบและที่เข้ามาดูเฉยๆ ประสบผลสำเร็จในทางธรรมด้วยเถิด

โดย เล็ก [5 พ.ค. 2547 , 00:14:27 น.] ( IP = 203.151.38.5 : : 192.168.9.43, 203.151.38.3 ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

คำถาม 1. ถามว่าทำถูกหรือไม่

ตอบ ถูกในแง่ของการฝึกสติขั้นต้น แต่ยังไม่เป็นสติปํฎฐาน เพราะสติที่กำลังฝึกอยู่มีความต้องการ(ตัณหา)หนุนอยู่เบื้องหลัง โดยการพยายามบังคับให้สภาพธรรมบางอย่างเกิดขึ้น เช่น ใช้คำว่า พยายามนั่งนิ่ง ๆ ...หรือการหลับตาเพราะไม่ต้องการให้สติถูกแยก... เป็นต้น

ความพยายามและพฤติกรรมการสังเกตที่แสดงออกเป็นไปแบบไม่รู้ตัว ว่าถูกตัณหาชี้นำ ความเป็นตัวตนจึงถูกมองข้ามไป ตัวตนนี้อาศัยความพยายามเหล่านั้นเกิดขึ้น คิดว่าตนทำได้ เป็นการกระทำของตน อาจจะรู้สึกภูมิใจลึก ๆ ว่า "อืม...จิตเราก็ก้าวหน้าไปเหมือนกันนิ ถึงกับสังเกตได้ว่าพอเมื่อยถึงระดับหนึ่งจิตมันก็ไปรู้ถึงความอยากเปลี่ยนอิริยาบทเฉยเลย ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจกำหนด..." เป็นต้น ยังไม่เข้าใจว่าเป็นพียงการทำงานร่วมกันแก้ไขทุกข์ของรูป-นามเท่านั้น ดังนั้น


2. หลักการขั้นต้นคือ การศึกษาให้รู้ถึงลักษณะที่ต่างกันของรูป และนาม กับลักษณะของคำว่าตัวตน

ต่อมาคือการศึกษาว่า รูปนามนั้น เมื่อเกิดขึ้นตามทวารต่าง ๆ แล้ว มีชื่อเรียกว่าอย่างไร

ต่อมาคือการศึกษาถึง ลักษณะความเห็นผิดของรูปนามตามทวารทั้ง 6 เช่น เหตุผลของความเห็นผิดตามทวารนั้น ๆ

ถ้าศึกษาและปฏิบัติถึงตอนนี้ได้ จึงจะเริ่มศึกษาหลักการของสติปัฏฐานได้


3. ควรทำกิจทีละอย่าง และทำเมื่อว่างจากภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ การใช้ผิดที่ ผิดกาลเทศะย่อมไม่สามารถเข้าถึงสภาพธรรมที่เป็นจริง เพราะอะไรหรือ

ก็เพราะมีความต้องการหลายอย่าง ประกอบกับสติยังไม่ชำนาญพอที่จะรู้ทันการชี้นำของตัณหา สิ่งปิดบังธรรมชาติทั้งหลาย ทำให้ดูเหมือนว่าทำได้ แต่นั่นไม่ใช่ผลที่พึงประสงค์

อะไรเรียกว่าสิ่งปิดบังบ้าง ก็คือ ความสืบต่อเนื่อง อิริยาบถที่เปลี่ยนไป และกลุ่มก้อนของอัตตา


4. การย้ายอารมณ์จากความวิตกกังวล มารู้อยู่กับลมหายใจเป็นการบรรเทาความวิตกกังวลอยู่แล้ว

การรู้ลมหายใจกับการรู้ความกังวลเป็นสติคนละขณะ ไม่ได้ทำงานพร้อมกัน ไม่ใช่การรู้พร้อมกัน เพราะขณะใดรู้ลมหายใจ ขณะนั้นไม่ได้คิดเรื่องที่กังวล จึงดูเหมือนกังวลลดลง แต่อาจไม่ได้หมายถึงคิดตก หรือปลงตกแล้ว


โดย มาลี [5 พ.ค. 2547 , 13:35:19 น.] ( IP = 203.118.70.114 : : )


  สลักธรรม 2

คุณเล็กคะ

ความสงบของใจทำให้สามารถรับรู้สิ่งต่างๆที่เกิดกับตนทั้งภายนอกและภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สติที่สามารถรับรู้ความเปลี่ยนไปของธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนา แม้จะเริ่มจากการพยายามบังคับความสนใจให้เป็นไปตามช่วงต่างๆของร่างกายก็ตาม ....แต่ถ้าหากต้องการเจริญสติปัฏฐานแล้ว ก็ต้องมีความรู้ถูกต้องในสภาพที่ธรรมที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ คือส่วนของที่เรียกว่าปัญญา

อย่างคำว่า นั่งก็ให้รู้ว่านั่ง ..โดยทั่วไปก็เป็นการฝึกจิตให้มีสติอยู่กับอิริยาบถในปัจจุบัน ..แต่หากในความหมายของสติปัฏฐานแล้วจะมีความละเอียดลึกซึ้งกว่านั้น ....คือ อะไรนั่ง? ใครเป็นผู้นั่ง? รูปธรรมหรือนามธรรมเป็นผู้นั่ง? ..มิใช่รู้เฉยๆว่า เรานั่งอยู่

หรือความรู้สึกเมื่อยที่ค่อยๆเกิดขึ้น..... ความรู้สึกเมื่อยเป็นทุกขเวทนา เป็นนามธรรม ...การอยู่ในท่านั่งจนรู้สึกถึงปริมาณของความทุกข์ที่ได้รับอยู่นั้นว่าสมควรแก่การเปลี่ยนท่าแล้ว ....หากตอบด้วยความรู้สึกของตนเองก็คิดว่าอาการดังกล่าวของคุณเล็กไม่แปลกหรอกค่ะเนื่องจากมีสติตามดูอยู่ตลอดเวลา ....

โดย น้องกิ๊ฟ [5 พ.ค. 2547 , 15:04:42 น.] ( IP = 203.209.111.199 : : )


  สลักธรรม 3

เพราะความเมื่อยที่เพิ่งเกิดขึ้นในคราวแรกๆนั้น ยังไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนท่าแล้ว และมันมีปริมาณน้อยมาก จนกระทั่งอยู่ในระดับหนึ่งที่สมควรเปลี่ยนท่าแล้ว แม้จะยังเมื่อยไม่มากก็ตาม... แต่ใจนั้นรับรู้ว่าสมควรเปลี่ยนท่าแล้ว

แต่ยังไม่ครบถ้วนองค์ประกอบของไตรสิกขา จึงน่าจะเพิ่มปัญญาเข้าไปในการดูสภาพธรรมเหล่านั้นด้วยนะคะ

หากในขณะนี้คุณเล็กยังไม่ชำนาญในวิธีการดังกล่าว จะขอเสนอแนะวิธีการใหม่ที่มีประโยชน์มากขึ้นนะคะ

คือขอให้คุณเล็กอ่านกระทู้ที่ชื่อว่า มรรคาแห่งสันติสุข ทุกๆตอน เพื่อจะได้รับทราบถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเป็นลำดับขั้น ..ที่ใช้ทั้งสติและปัญญาในการปฏิบัติ

แต่ถ้าหากต้องการเพียงการฝึกสติแล้วก็ขอให้อ่านที่กระทู้ที่มีชื่อว่า บันไดสู่สติปัฏฐานไปก่อนนะคะ ....

สำหรับคำถามในข้อที่สามนั้น เป็นคำถามที่กระทำผิดกาละเทศะ ...เพราะเมื่ออยู่ในระหว่างการเรียน ก็ต้องตั้งใจฟังเพื่อทำความเข้าใจ ..มิใช่ตั้งใจเพียงฟังเสียงของครู หรือมุ่งกำหนดลมหายใจ เพราะจะทำให้ไม่ได้รับความรู้ในวิชานั้นเลย ..หากเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนนักเรียนที่ไม่เอาใจใส่ในการเรียนน่ะค่ะ ..เพราะฉะนั้นก็ควรทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเสียก่อน จึงค่อยหาช่วงเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมมาปฏิบัติธรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [5 พ.ค. 2547 , 15:05:40 น.] ( IP = 203.209.111.199 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบคุณที่ช่วยตอบข้อสงสัย วันนี้ขอไปอ่านมรรคาแห่งสันติสุขก่อนแล้วถ้าไม่เข้าใจจะมาถามต่อนะครับ

โดย เล็ก [5 พ.ค. 2547 , 21:53:01 น.] ( IP = 203.209.117.31 : : )


  สลักธรรม 5

ไม่เข้าใจครับ
จากที่ผมทราบ ผัสสะ = อายตนะ+อารมณ์+วิญญาณ
ที่นี้ถ้าผมมองเห็นแจกันใบหนึ่ง ผมจะกำหนดที่ตัวแจกันว่ารูปหนอ หรือ กำหนดว่านามเห็นหนอ ก็น่าจะได้มั๊ยครับ(นามเห็นคือจักขุวิญญาณใช่มั๊ยครับ)ซึ่งทั้ง2อย่างมันดูคล้ายๆกันชอบกลแต่ต่างกันที่การกำหนดรึเปล่า ? พออ่านที่มรรคาแห่งสันติสุข กลับให้คำนิยามของรูปคือสิ่งที่ตาเห็นได้ แต่ตามความเข้าใจเดิมของผมรูปคือองค์ประกอบฝ่ายวัตถุรวมถึงพลังงานต่างๆเช่นความร้อนด้วย
และทำไมบทความมรรคาแห่งสันติสุขถึงกำหนดต่างกันครับระหว่างเวลาเห็นก็กำหนดนามเห็นแต่เวลาชิมอาหารก็กำหนดเป็นรูปรส จะกำหนดเป็นนามเป็นผู้รับรสได้มั๊ย
กลับมาเรื่องแจกันต่อครับ ที่นี้ถ้าแจกันใบนั้นสวย โดยความรู้สึกที่เราคิดว่าสวยมันคือสัญญาใช่มั๊ยครับ
พอต่อมาผมเกิดความอยากได้แจกันใบนั้นซึ่งความอยากได้หรือโลภะคือสังขารใช่มั๊ยครับ แล้วจิตของเราก็ไปรู้ถึงตัวสังขาร(นาม) ถ้าอย่างนั้นการที่เราบอกว่าจิตมีโลภะก็น่าจะเปลี่ยนเป็นจิตรับรู้โลภะใช่มั๊ยครับส่วนจิตเป็นผู้รู้เฉยๆ จึงไม่มีโลภะได้แต่เอ๊ะ
ถ้าผมจำไม่ผิดในการเจริญจิตนุปัสนานั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเมื่อจิตเกิดโทสะ,โลภะ,โมหะก็ให้รู้ว่าจิตเกิด โทสะ ,โลภะ,โมหะ สรุปได้ว่าตอนนี้ผมงงครับ

โดย เล็ก [6 พ.ค. 2547 , 13:13:47 น.] ( IP = 203.151.38.5 : : 192.168.9.144, 203.151.38.3 )


  สลักธรรม 6

สวัสดีค่ะคุณเล็ก

การมองเห็นแจกัน ...ต้องกำหนดว่า นามเห็น
นามในที่นี้คือ จักขุวิญญาณ หมายถึงจิตชนิดหนึ่ง และเป็นนามธรรม
หากปราศจากจิตแล้ว ต่อให้มีแจกันมาวางตั้งอยู่ตรงหน้าคนที่พึ่งตายใหม่ๆ
การรู้ว่ามีแจกันนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ในที่นี้ ผัสสะคือ การกระทบกันระหว่างธรรมสามชนิด คือ
รูปารมณ์ คือสีต่างๆ
จักขุปสาท คือประสาทตา
จักขุวิญาณ คือจิตที่มาทำงานที่ประสาทตา

เมื่อสามอย่างนี้มากระทบกันในจังหวะที่พอดี ...การเห็นจึงเกิดขึ้น
และกว่าจะทราบว่า เป็นแจกันสักใบ ก็ต้องอาศัย..ผัสสะ..ไม่รู้กี่ร้อยล้านพันล้านครั้ง ที่จะประมวลสีต่างๆที่มาปรากฏทางจักขุปสาทนั้นให้จิตรับรู้แล้วนำไปเทียบเคียงกับฐานข้อมูลเดิม จนกระทั่งออกมาเป็นความเข้าใจว่า ..แจกัน

เพราะฉะนั้นจะทราบเหตุผลสำคัญแล้วนะคะว่าที่รู้ว่าเป็นอะไรนั้นคือ จิต

ถามว่าทำไมจึงกำหนดว่า นามเห็น
ตอบ ๑. เพราะตามความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เป็นผู้เห็นนั้นคือ จิตซึ่งเป็นนามธรรม ส่วนวัตถุคือแจกัน(รูปารมณ์)นั้นเป็นผู้ถูกเห็น
๒. เพราะปกติแล้วเมื่อไม่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะเข้าใจว่าเป็น "เราเห็น" ด้วยอำนาจของความวิปลาสที่เป็นตัวตนว่าเป็นเขาเป็นเราที่ฝังแน่นมาจนกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติในการรับรู้ ..โน่นก็ของเรา นี่ก็ของเรา เราเห็น เราได้ยิน... ..จึงต้องคลายความวิปลาสเหล่านี้ออกไปให้ปัญญาเข้ามาทำหน้าที่ตามความเป็นจริงแทนค่ะว่า ..นามหรอกจ้ะที่เป็นผู้เห็น

แรกๆก็คงจะเหมือนท่อง ก็ท่องนั่นแหละค่ะ ..แต่ท่องสิ่งที่ดีที่เป็นปัญญาแม้จะเหมือนว่าเลียนแบบก็ตาม ..แต่พอกำหนดไปนานเข้าๆ ความชำนาญก่อจะให้เกิดความไวของสติและปัญญาามากำหนดว่า ..นามเห็น..ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องไม่คอยนึกแล้วว่า ที่เห็นทางตานั้นต้องกำหนดนาม ...

และก็ไม่ต้องมีคำว่า "หนอ"ต่อท้ายด้วยค่ะ ...เพราะสภาพของคำว่า "หนอ"นั้น คือบัญญัติธรรม ไม่ใช่ปรมัตถธรรม ..เป็นเพียงเสียงที่บัญญัติขึ้นใช้ในการรำพึง เป็นต้น ภายใต้คำว่า "หนอ" ไม่มีทั้งจิต เจตสิก และรูป จึงไม่มีสภาวะรองรับเหมือนดังเช่นคำว่า "นาม" เพราะมีสภาวะรองรับว่าเป็นจิต และเจตสิก

อย่างคำว่า ผัสสะ ก็มีสภาวะของปรมัตถธรรมมารองรับคือ ทำหน้าที่กระทบระหว่างธรรมสามอย่างนั่นเอง



โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2547 , 22:31:06 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )


  สลักธรรม 7

และไม่เฉพาะคุณเล็กหรอกค่ะที่งงเรื่องของรูป ที่มีถึง ๒๘ ชนิด ..ในความรู้สึกส่วนตัวนั้นคิดว่า เรื่องรูปเป็นเรื่องที่เข้าใจยากพอสมควร ..ไม่ใช่จำว่ารูปไหนชื่ออะไรนะคะ ...

แต่ในที่นี้มาถึงรูปที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จากรูป ๒๘ ชนิด ตั้งแต่ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ...ไปจนถึงรูปที่เป็นช่องว่าง(ปริจเฉทรูป)นั้น รวมความแล้วนำมาใช้เพียง ๖ อย่างเท่านั้นเองค่ะ ..คือใช้เฉพาะที่มาปรากฏตามทวาร

อย่างที่มีอธิบายไว้ว่า รูปที่มาปรากฏทางตา คือสีต่างๆ (รูปารมณ์) เป็นต้น และที่มาปรากฏทางใจก็เรียกว่า ธัมมารมณ์ (สุขุมรูป๑๖)....ไม่ทราบว่ายิ่งพูดจะยิ่งงงหรือเปล่านะคะ...

ที่ในกระทู้มรรคาแห่งสันติสุขได้มีการทบทวนไว้ว่า...

เวลาเห็น ต้องกำหนด นามเห็น
เวลาได้ยิน ต้องกำหนด นามได้ยิน
เวลาได้กลิ่น ต้องกำหนด รูปกลิ่น
เวลารู้รส ต้องกำหนด รูปรส
เวลายืน เดิน นั่ง นอน ต้องกำหนด รูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอน
เวลารู้สึกเมื่อย ต้องกำหนด นามเมื่อย (หรือนามเป็นทุกข์)
เวลารู้สึก รักเกลียด ชอบ ชัง ต้องกำหนด นามรัก นามเกลียด นามชอบ นามชัง
เวลาอากาศร้อน อากาศหนาว ต้องกำหนด รูปร้อน รูปหนาว

และก็ยังมีอื่นๆที่นอกจากนี้ด้วยนะคะ ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ..นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างมาให้ทราบ

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2547 , 22:43:04 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )


  สลักธรรม 8

เวลาเห็น ทำไมกำหนดนามเห็น
เวลาชิมอาหาร ทำไมกำหนดรูปรส

คำตอบคือ กำหนดสิ่งที่ถูกต้องลงไปแทนความหลงผิดที่คลาดเคลื่อนไปน่ะค่ะ

สิ่งที่สามารถเห็นได้ก็คือ นามธรรม = นามเห็น
ถ้าไม่กำหนดว่านามเห็นก็จะกลายเป็นว่า "เราเห็น" นั่นเอง

สิ่งที่มีรสชาติให้เกิดความยินดีติดใจกลายเป็นโลภ หรือโทสะขึ้นมาได้ ก็คือ รสะ หรือรสที่ปรากฏอยู่ในอาหาร ..

ถามว่าอะไรอร่อย? ...คงไม่ตอบว่าจิตอร่อยหรอกนะคะ แต่ถ้าตอบแบบธรรมดาก็คืออาหารอร่อย

ถามว่าอะไรหวาน?..ก็ต้องตอบว่า"รส"หวาน ไม่ใช่จิตหวาน ..

ฉะนั้นในขั้นต้นนี้จึงไถ่ถอนความเห็นผิดออกไปโดยแยก"รส"ออกมาเป็นตัวที่ถูกกำหนด ...และสำหรับบางท่านก็อาจสามารถกำหนดว่า นามรู้(ว่ารสหวาน) ก็ได้ค่ะ ..ไม่ผิดหรอกค่ะเพราะเป็นการทันอารมณ์คนละช่วงกัน แต่ไม่ควรเริ่มต้นฝึกหัดอย่างนี้ ...

ด้วยประการฉะนี้ จึงต้องกำหนดต่างกันเพื่อกันความวิปลาสไม่ให้เกิดขึ้นไงคะ

ทางรูปารมณ์ที่มากระทบก็กันความเป็นตัวตนว่า "เราเห็น" เพราะสิ่งที่เป็นผู้เห็นคือ จิต = นาม
ทางรสารมณ์ที่มากระทบก็กันความเป็นตัวตนว่า "เราเผ็ด" เพราะสิ่งที่เผ็ดก็คือ รสชาติ = รูป

ทางทวารอื่นที่สงสัยก็นัยเดียวกันนี้แหละค่ะ ...ที่จะต้องทราบว่า กำหนดอย่างนี้เพื่อให้เกิดปัยญาทำลายอะไร ...เหมือนกับการรับประทานอาหารอย่างนี้เพราะต้องการสารอาหารประเภทใดนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2547 , 22:57:59 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )


  สลักธรรม 9

ความรู้สึกว่าแจกันสวย ..เป็นโลภมูลจิตที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิดที่เรียกว่า สุภวิปลาส

ไม่ใช่เพียงแค่สัญญาเจตสิกธรรมดาหรอกค่ะ..แต่มีการทำงานของจิตและเจตสิกเกิดขึ้นเป็นวัฏฏะกรรมแล้วทั้งยังมีเวทนาขันธ์เกิดขึ้นด้วยคือความถูกใจความโสมนัสนั่นเอง

ต่อมาก็เกิดความอยากได้ ..นี่ก็เป็นโลภมูลจิตอีกเช่นกันที่เรียกว่า กามตัณหานั่นแหละค่ะ เพราะเป็นความต้องการในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ

นี่ก็ยิ่งเป็นวงจรของวัฏฏะ(ปฏิจจสมุปบาท)ชัดเจนเข้าไปอีกนะคะ

จากการที่มีการกระทบของธรรมสามอย่าง(ผัสสะ) ต่อมาก็ก่อให้เกิดเวทนาคือความพึงพอใจ(โสมนัสเวทนา)
จากนั้นก็เกิดความต้องการที่จะได้มาเป็นของตน ...เข้าสู่กามตัณหา...แล้วอุปาทาน ..กรรมก็จะเกิดขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่

แต่ถ้ากำหนดว่า "นามเห็น" เสียตั้งแต่แรก ความรู้สึกพึงพอใจก็จะถูกตัดขาดไป ความเห็นผิดว่าสวยก็ไม่เกิดขึ้น เพราะปัญญามาเป็นใหญ่ในการทำงานว่าเป็นนาม ..และความต้องการอยากได้ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะมีความรู้จริงว่าเป็นเพียง "นามเห็น"เท่านั้น กรรมที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า วิวัฏฏคามินีกุศลค่ะ ..เพราะไม่เป็นทาสของตัณหาให้ต้องสร้างวงจรกรรมเพื่อการเกิดอีก

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2547 , 23:10:37 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )


  สลักธรรม 10

รูปขันธ์ หมายถึง รูปธรรมทั้งหลายในร่างกาย
เวทนาขันธ์ หมายถึง ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ เป็นเวทนาเจตสิก
สัญญาขันธ์ หมายถึง ความจำได้ ความทรงไว้ได้ เป็นสัญญาเจตสิก
สังขารขันธ์ หมายถึง การปรุงแต่งจิตโดยเจตสิกที่เหลืออีก ๕๐ ชนิด
วิญญาณขันธ์ หมายถึง จิตทั้งหมดค่ะ

นั่นคือขันธ์ห้าที่ใครๆต่างก็ชอบพูดถึง
สิ่งที่คุณเล็กเข้าใจอยู่เป็นการใช้คำศัพท์ทางธรรมที่สับสนและไม่ถูกต้อง ...แต่คำอธิบายจัดอยู่ในลักษณะของจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

เพราะฉะนั้นในคราวนี้ขอแนะนำกระทู้ใหม่ค่ะ ที่มีเนื้อหาเข้มข้นขึ้นกว่านั้น ไปที่รวมกระทู้วิปัสสนาเลยค่ะ

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=3295

อ่านแล้วเข้าใจอย่างไร..กรุณากลับมาบอกด้วยนะคะ ..ตอนนี้ต้องขออนุญาตไปทำงานอื่นก่อนนะคะ

อันนี้แถมค่ะ น่าอ่านมากเพราะเกี่ยวกับที่คุณเล็กถามมา

http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=5093

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ค. 2547 , 23:19:53 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org