| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
... ตายแล้วไปไหน ?"...
สลักธรรม 11แต่ทีนี้ รู้อย่างนี้ ก็อย่าระเริงว่าตอนนี้ทำชั่วได้ แล้วใกล้จะตายค่อยคิดดีๆ
คือ... เราไม่เคยรู้เวลาตายแน่นอน ...
เรื่องก่อนตายนั้น ทรมานมาก ทุรนทุรายมาก ลองดำน้ำนานๆ จนสุดๆ เลยสิ อาการที่เราว่าสุดๆ ก่อนขึ้นมาหายใจ ยังเทียบไม่ได้กับเวลาจะตายจริงๆ หรอก ก็ขนาดไม่ตายยังทรมานอย่างนั้น ...
แล้วเวลานั้น เราจะแยกจิตมาคิดเรื่องกุศลบุญได้หรือเปล่าล่ะ คงยากมากๆ ถ้าไม่เคยฝึกมาก่อน
เรื่องง่าย คือ ทำให้มันชินซะ ยกตัวอย่างว่าตักบาตรทุกวัน สวดมนต์นั่งสมาธิทุกวัน วันไหนไม่ได้ทำ จิตมันจะมุ่ง เรื่องนั้น... ทำบ่อยๆ มันก็ชิน มันนึกได้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบังคับตอนก่อนตายว่าเคยทำอะไรมามั่ง มันนึกออกเองเลย
แต่ถ้าทำชั่วประจำ จะมานึกว่าเคยสร้างพระไว้องค์นึง ตอนหนุ่มๆ ฮ่าๆๆ รับรองว่ายากที่จะนึกถึงได้ คงนึกได้แต่เรื่องชั่วๆ ที่ทำไว้เท่านั้น มันจะลอยมาปรากฏให้เห็นอัตโนมัติเช่นกัน ...
ทีนี้ มันก็มีแยกอีกว่า ตายน่ะ ถึงวาระหรือไม่ หรือโดนกรรมตัดรอนให้ตายก่อนวาระ ...
หากว่าเป็นอย่างนั้น มันก็ล่องลอยไป เป็นสัมภเวสี เหมือนหลงป่าหาทางไปไม่เจอ....
แล้วถ้าถึงเวลาตายจริงๆ แต่ดันนึกอะไรไม่ออกเลยก่อนตาย จะไปไหน ... สงสัยอีกซะอย่างงั้น ...
โน่นครับ ... ไปเจอกะลุงยมก่อนเลย ท่านเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราช เมตตาท่านสูง
ท่านจะถามเรา 3 ครั้งให้เรานึกว่าเราทำความดีอะไรบ้าง เรียกว่าถ้านึกออกลำดับใด ก็ส่งไปได้ก่อนเลย เรื่องของกรรมที่มีติดมานั้น มาว่ากันทีหลัง ท่านให้โอกาส...
แต่อย่างว่าแหละ คนเราไม่เคยตั้งจิตทำความดีให้ชิน พอถึงเวลานั้น มันก็นึกไม่ออกอีกแหละ
ถ้าตอนอุทิศส่วนกุศลนั้น เราเคยอุทิศให้ใครและบอกให้ใครมาเป็นสักขีพยานไว้ เขาก็จะมาเตือนเราให้นึกได้ นี่เราก็จะได้เปรียบ...
ถ้า 3 ที ตอบไม่ได้ ทีนี้ล่ะ สัตว์ทั้งหลาย คนทั้งหลายที่ได้เคยไปทำอะไรกับเขาไว้ จะมาร้องเรียนกันให้เพียบ ถึงตอนนั้น ก็ต้องว่ากันตามระเบียบ ไปนรกตามน้ำหนักของกรรม ...โดย ปุ๊ [6 พ.ค. 2547 , 11:18:15 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 12ถามว่าทำไม คนถึงเห็นผู้มารับในลักษณะที่แตกต่างกัน และดูน่ากลัว
ก็จิตมันรู้มาแบบนั้นนี่ครับ ท่านก็แสดงภาพให้เราเคารพเกรงกลัว ความจริงท่านทั้งหลายก็เป็นเทวดาทั้งนั้นล่ะ
..... ยาวไปแล้ว.... อย่างที่บอกครับ คนเราจะตายเมื่อไรไม่รู้ แต่มันตายแน่ๆ เกิดเท่าไหร่ ตายเท่านั้น ... ชัวร์ ...
นึกไว้เถอะว่าถ้าเกิดเราตายไปเดี๋ยวนี้ เวลานี้ เนี่ย ... พอใจหรือเปล่า ...
คิดให้เห็นแก่ตัวหน่อย ก็คือ กุศลบุญของเราที่ทำไว้มันพอรึยังนะ
คิดเผื่อคนอื่นหน่อย คือ กุศลบุญที่ทำให้คนรอบข้าง ผู้มีพระคุณ และประเทศชาติของเรา... พอรึยังนะ และคิดไกลอีกนิด คือ กุศลบุญที่ทำให้กับสรรพสัตว์ในโลกทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์นั้น... พอรึยังนะ ...
หมั่นสร้างกุศลบุญไว้เถอะครับ
และของแบบนี้ต้องปฏิบัติเอง รู้เอง
ผมเล่าให้คุณฟัง ไม่ได้หวังว่าคุณจะเชื่อผมหรือเปล่า หวังว่าคุณจะลองปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้รู้เองดูซิ ว่าใช่มั๊ย... แล้วค่อยมาบอกผมนะ ...โดย ปุ๊ [6 พ.ค. 2547 , 11:20:17 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 13....ตายแล้วไปไหน?...
เป็นคำถามตามวัยให้ต้องตอบ
วัยเด็กชอบถามผู้ใหญ่อย่างใคร่รู้
ทำงานคืออะไรใคร่ถามดู
อยากจะรู้อนาคตอย่างจดใจ
ครั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ใคร่ถามเด็ก
ตอนยังเล็กนี้อยากทำสิ่งไหน
เมื่ออยากแล้วก็รีบทำให้สมใจ
เพราะโตเป็นผู้ใหญ่ไร้เสรี
ครั้นชราถามกันว่าตายเมื่อไหร่
และตายแล้วจะไปไหนกันล่ะนี่
ไม่มีใครตอบได้เลยสักที
คำถามนี้ช่างมืดมนน่าสนใจ
เสียงพระท่านพลันแว่วแจ้วกังวาน
สาธยายขับขานอย่างแจ่มใส
ชีวิตคนเรานี้ไม่มีใด
เพราะมีกรรมจึงทำให้เราเกิดมา
เป็นวงจรศรรักปักข้ามชาติ
เป็นคนดีขี้ขลาดหรือเก่งกล้า
เป็นเพราะความชำนาญสานกรรมมา
เป็นนิสัยให้ปัญญาไม่เทียมกัน
ทั้งกรรมดีและชั่วที่กลั้วกล้ำ
ได้เคยทำไว้ตอนชาติก่อนนั้น
คือพืชเชื้อที่เพาะให้เหมาะพันธุ์
ตายแล้วเกิดทันควันไม่ล่องลอย
โดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:22:54 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 14เกิดขึ้นเป็นอะไรในชาติต่อ
เนื่องจากกรรมที่ก่อแม้เล็กน้อย
เป็นแรงส่งสู่คติภพต่อรอย
จากมนุษย์อาจด้อยเป็นนกกา
หรือจากสัตว์ที่บัดซบสู่ภพเปรต
หรือเข้าเขตนรกใหญ่มีไฟกล้า
หรือแรงบุญหนุนนำลำชีวา
เกิดในครรภ์มารดามนุษย์พงศ์
หรืออาจมีบุญหนักศักดิ์ประเสริฐ
ถือกำเนิดเป็นเทวาน่าใหลหลง
แต่จะเกิดเป็นอะไรให้คิดปลง
ว่ายังคงไม่พ้นทุกข์ที่รุกรน
เพราะชีวิตทั้งกายจิตนี้เป็นทุกข์
เดี๋ยวสนุกเดี๋ยวทุกข์โศกโรคสับสน
เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเสียใจให้ระคน
ทุกสิ่งเปลี่ยนไปพ้นจากจีรัง
คือสภาพของทุกข์ที่รุกเร้า
ไม่อาจทนอย่างเก่าให้ยืนยั่ง
ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนไปให้ระวัง
คำพระสั่งสอนไว้ในมนต์ตรา
คำถามว่าตายแล้วจะไปไหน
หากไม่สิ้นไร้ยางแห่งตัณหา
ต้องกำเนิดเกิดใหม่ในโลกา
เป็นอย่างไร..อยู่ที่ว่าทำกรรมใดโดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:25:02 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 15...ความจริงประการหนึ่งในชีวิตก็คือ เราจะต้องสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักของเรา เมื่อญาติหรือมิตรสหายสิ้นชีวิตลง เราย่อมเศร้าโศกยิ่งนักและรู้สึกว่ายากที่จะทนได้ พระธรรมคำสอนของพระผู้มีพระภาคช่วยให้เราเผชิญความจริงได้และรู้ความจริงของธรรมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเรื่องความทุกข์โศกอันเกิดจากการสูญเสียบุคคลผู้ที่เป็นผู้รักไว้มากทีเดียว
"ดูกรคฤหบดี ท่านไม่มีอินทรีย์ที่จะระงับจิตของท่าน อินทรีย์ของท่านมีอาการเป็นอย่างอื่นไป"
"ข้าแต่พระผู้เจริญ ทำไมข้าพระองค์จะไม่มีอินทรีย์เป็นอย่างอื่นเล่า เพราะว่าบุตรน้อยคนเดียวของข้าพระองค์ซึ่งเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ ได้ทำกาละเสียแล้ว"
"ดูกรคฤหบดี ข้อนี้เป็นอย่างนั้นๆ เพราะว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดแต่ของที่รัก มาแต่ของที่รัก"
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่ว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รักนั้น จักเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความจริง ความยินดี และความโสมนัส ย่อมเกิดแต่ของที่รัก มาแต่ของที่รัก"
ครั้งนั้นแล คฤหบดีนั้นไม่ยินดี ไม่คัดค้านพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป
คฤหบดีนั้นไม่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของพระธรรม เราควรจะพิจารณาให้เข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง เราควรพิจารณาให้เข้าใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเรื่อง โลก เรื่องของเราเอง เรื่องชีวิต และความตายไว้อย่างไรบ้าง พระผู้มีพระภาคทรงประมวลพระธรรมไว้ในอริยสัจธรรม ๔โดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:26:45 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 16...ในสังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ธรรมจักกัปปวัตตนวรรคที่ ๒ ตถาคตสูตรที่ ๑ มีข้อความว่า
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอริยสัจธรรม ๔ แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี อริยสัจธรรมที่ ๑ คือ ทุกขอริยสัจ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้ข้อนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์"
ขันธ์ ๕ คือนามธรรม และรูปธรรมทั้งภายในและภายนอกนั้นเป็นทุกข์ คงจะมีผู้สงสัยว่า ทำไมขันธ์ ๕ จึงเป็นทุกข์ เรายึดถือจิตใจว่าเป็นตัวตน แต่ที่เรายึดถือว่าเป็นจิตของเรานั้นก็เป็นแต่เพียงนามธรรมที่เกิดขึ้นแล้วดับไปทันที เท่านั้นเองเรายึดถือร่างกายว่าเป็นตัวตน แต่ที่เรายึดถือว่าเป็นร่างกายของของเรานั้น เป็นแต่เพียงรูปธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เมื่อไม่รู้ความจริงก็คิดว่าสภาพธรรมเหล่านั้นยั่งยืนและยึดถือว่าเป็นตัวตน
เช่น เราอาจจะคิดว่าความเศร้าโศกนั้นไม่หมดไป แต่ว่าในวันหนึ่งๆ นั้น ก็ไม่ได้มีแต่ความเศร้าโศก มีสภาพธรรมอื่นๆ อีกหลายอย่างด้วย เช่น มีการเห็น การได้ยิน การคิดนึก เป็นต้น ที่เราคิดว่าเศร้าโศกนั้น แท้จริงเป็นสภาพธรรมต่างๆ ชนิดที่เกิดดับสืบต่อกันอยู่เรื่อยๆโดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:28:19 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 17สภาพธรรมทั้งปวงที่ไม่เที่ยงนั้น ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ฉะนั้นจึงเป็นทุกข์ ถึงแม้จะใช้คำว่าทุกข์ ก็มิได้หมายเฉพาะความรู้สึกที่เป็นทุกข์เท่านั้น ทุกขอริยสัจ คือ สภาพของสังขารธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตลอดชีวิตของเรานั้นไม่มีอะไรเลยที่ไม่ใช่ทุกข์ ถึงแม้ความรู้สึกเป็นสุขนั้น ก็เป็นทุกข์ เพราะไม่เที่ยง อริยสัจจ์ที่ ๒ คือ เหตุให้เกิดทุกข์ ซึ่งได้แก่ ตัณหา ในพระสูตรเดียวกันมีข้อความว่า " .ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้แล คือตัณหา อันทำให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา" ตราบใดที่ยังมีตัณหาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใดก็ตาม ก็ยังมีปัจจัยให้เกิดอยู่ มีปัจจัยให้นามธรรมและรูปธรรมเกิดขึ้น ฉะนั้นก็จะต้องเป็นทุกข์
อริยสัจจ์ที่ ๓ คือ ทุกขนิโรธ ซึ่งได้แก่นิพพาน ในพระสูตรที่ได้กล่าวถึงแล้วนั้นมีข้อความว่า " .ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้แล คือความดับด้วยการสำรอก โดยไม่เหลือแห่งตัณหานั้นแหละ ความสละ ความวาง ความปล่อย ความไม่อาลัย" นิพพานเป็นธรรมที่ดับกิเลส เมื่อดับตัณหาแล้ว ก็ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดภพชาติอีกต่อไป ฉะนั้นจึงเป็นที่ดับของทุกข์ทั้งปวงโดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:29:53 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 18ในพระสูตรเดียวกัน แสดงอริยสัจจ์ที่ ๔ ว่าดังนี้
" .ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ นี้แล คืออริยมัคค์ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ
ซึ่งได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ฯ"
มัคค์มีองค์ ๘ หรืออริยมัคค์นั้น เป็นการเจริญปัญญารู้แจ้งสภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน เราเจริญปัญญาให้รู้ชัดในโลกทั้งภายในและภายนอก ไม่ใช่โดยการคาดคะเน แต่เป็นการรู้แจ้งด้วยตนเอง เรารู้แจ้งโลกได้อย่างไร เรารู้แจ้งโลกได้ในขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ทุกสิ่งที่ ปรากฏให้รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นรวดเร็วมาก เพราะธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นดับไปทันที ขณะที่เห็นก็เป็นโลกของสี ซึ่งไม่เที่ยง เกิดแล้วดับไปๆ ขณะที่ได้ยินก็เป็นโลกของเสียงซึ่งก็ไม่เที่ยง โลกของกลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ก็เช่นเดียวกัน โลกเหล่านี้ไม่เที่ยงเลย
โดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:35:10 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 19ในวิสุทธิมัคค์ (มรณสติ) มีข้อความเรื่องความสิ้นไปอย่างรวดเร็วของโลก ดังนี้ว่า " .
โดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของปวงสัตว์มีน้อยยิ่งนัก ฯ เปรียบดุจล้อรถแม้ที่หมุนอยู่ ก็ย่อมหมุนด้วยส่วน (แห่งดุม) อันเดียวเท่านั้น
แม้เมื่อหยุดก็หยุดด้วยส่วน (แห่งดุม) อันเดียวเหมือนกันฉันใด ชีวิตของสัตว์ก็ฉันเดียวกันนั่นแล เป็นไปเพียงขณะจิตดวงเดียว เมื่อจิตดวงนั้นพอดับแล้ว สัตว์ท่านก็เรียกว่าตายแล้วเหมือนกันฯ ."
ชีวิต อัตตภาพ และ สุข ทุกข์ ทั้งมวล
เกิดกับจิตดวงเดียว ขณะย่อมล่วงไปพลัน
ขันธ์ของคนที่ตายไป หรือของคนที่เป็นอยู่ก็ตาม ซึ่งดับไปแล้ว
ขันธ์ทั้งหมดก็เป็นเช่นเดียวกัน คือดับไปโดยไม่กลับมาเกิดอีก
สัตว์ชื่อว่าไม่เกิด เพราะจิตไม่เกิด
ชื่อว่าเป็นอยู่ เพราะจิตเกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน
ชื่อว่าตายแล้ว เพราะจิตดับ ดังนี้ .. ที่เรียกว่าตายนั้น ความจริงไม่ได้ต่างอะไรกับสภาพที่เป็นไปทุกขณะจิตนี้เอง ทุกขณะที่จิตดับไปก็เป็นการตายของจิต
จิตทุกดวงเกิดขึ้นแล้วก็ดับสิ้นไป ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดจิตดวงต่อไป เมื่อจิตดวงสุดท้ายของชาตินี้ คือ จุติจิตดับไปแล้ว จิตดวงแรกในชาติต่อไป คือ ปฏิสนธิจิต ก็เกิดต่อ ไม่มีตัวตนเลยสักขณะเดียวในชีวิต
ฉะนั้นจึงไม่มีอัตตาตัวตนที่ท่องเที่ยวไปจากชาตินี้สู่ชาติหน้า
อวิชชานั่นเองที่ทำให้คิดและกระทำเสมือนดังว่าร่างกายและจิตใจนั้นยั่งยืน เราติดข้องและยึดมั่นในร่างกายและจิตใจว่าเป็นตัวตน เราคิดว่าเป็นตัวตนที่เห็น ได้ยิน คิด และไปโน่นมานี่ การยึดถือว่าเป็นตัวตนนั้นทำให้เกิดความทุกข์ เราอยากจะประสบแต่อารมณ์ที่น่ายินดีเท่านั้น และเมื่อประสบกับสภาพธรรม เช่น ชรา พยาธิ และมรณะ ก็เศร้าโศก
คนที่ไม่เข้าใจสภาพธรรม ก็ไม่เข้าใจพระธรรมที่ว่า ความทุกข์เกิดจากความรัก ซึ่งเป็นอริยสัจธรรมที่สอง เราควรรู้ชัดว่านามธรรมและรูปธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน
โดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:37:53 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 20พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยงของสภาพธรรมทั้งหลายโดยประการต่างๆ พระองค์ตรัสเรื่องความไม่เที่ยงของรูปร่างกาย เพื่อทรงอนุเคราะห์ให้ละการยึดถือว่าเป็นร่างกายของเรา
พระองค์ตรัสเรื่องการพิจารณาความเป็นอสุภของร่างกายซึ่งเป็นการเจริญอสุภกรรมฐานลักษณะต่างๆ
ในทีฆนิกาย มหาสติปัฏฐานสูตร มีข้อความว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่งภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง ที่ขึ้นพองมีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี่แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้"
ในวิสุทธิมัคค์ (อสุภกรรมฐานนิเทส) มีข้อความอธิบายว่า " .. ร่างกายของคนตายเป็นของไม่งามแท้แม้ฉันใด แม้ร่างกายของคนเป็นก็เป็นของไม่งามอย่างเดียวกันฉันนั้น เป็นแต่ว่าในร่างกายของคนเป็นนี้ ลักษณะที่ไม่งามย่อมไม่ปรากฏเพราะถูกเครื่องประดับอันเป็นของจรปิดบังไว้"
เพื่อให้รู้ชัดในความเป็นปฏิกูลของร่างกายที่ยังเป็นอยู่นี้ด้วย พระผู้มีพระภาคจึงได้ทรงแสดงปฏิกูลมนสิการบรรพ ในมหาสติปัฏฐานสูตร
มีข้อความว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมามีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเยื่อใน กระดูก ไต หัวใจ ตับ "
โดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:39:58 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |