| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
... ตายแล้วไปไหน ?"...
สลักธรรม 21การพิจารณาความปฏิกูลของร่างกายทำให้คลายความยึดมั่นลงได้ แต่ประโยชน์ที่สุดคือการรู้ลักษณะของรูปธาตุต่างๆ ชนิดที่ประชุมรวมกันเป็นร่างกาย เมื่อรู้ลักษณะของรูปธาตุต่างๆ เหล่านั้น ก็จะรู้ว่าลักษณะที่แท้จริงของร่างกายนั้นเป็นอย่างไร ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงเรื่องของร่างกายโดยความเป็นธาตุต่างๆ ในมหาสติปัฏฐานสูตร มีข้อความว่า " ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ตั้งอยู่ตามปรกติ โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุดินปรากฏให้รู้ในลักษณะแข็งและอ่อน ธาตุน้ำปรากฏให้รู้ในลักษณะไหลและเกาะกุม ธาตุไฟปรากฏให้รู้ในลักษณะร้อนและเย็น ธาตุลมปรากฏให้รู้ในลักษณะไหวและตึง ไม่ว่าเป็นวัตถุภายนอกหรือร่างกาย ธาตุเหล่านั้นก็มีลักษณะ (ของธาตุเหล่านั้น) เหมือนกัน เราไม่ได้ยึดถือรูปภายนอกว่าเป็นร่างกายของเรา ไฉนจึงยึดถือร่างกายว่าเป็นตัวตนอยู่อีกเล่า
เราควรรู้จักโลกตามความเป็นจริงด้วยการรู้ชัดลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตัวอย่างเช่น เมื่อสภาพร้อนปรากฏที่กาย สภาพร้อนนั้นก็เป็นสิ่งที่สติระลึกรู้ได้ เมื่อสภาพอ่อนปรากฏ สภาพอ่อนนั้นก็เป็นสิ่งที่สติระลึกรู้ได้ เมื่อมีสติระลึกรู้เช่นนี้ ก็จะรู้ชัดในลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรม การรู้ลักษณะที่ต่างกันของสภาพธรรมที่ปรากฏนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมเหล่านั้น ก็จะยึดถือสภาพธรรมเหล่านั้นเป็นตัวตน เช่น เราอาจจะคิดว่า ความอ่อนที่กายนั้นเป็น "กายของเรา" เมื่อรู้ลักษณะของรูปอ่อนบ่อยขึ้น ก็จะรู้ลักษณะที่อ่อนนั้นก็เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนที่วัตถุภายนอกหรือที่ร่างกาย เรารู้ได้ว่าลักษณะที่อ่อนนั้นเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรมไม่ใช่ตัวตน ดังนั้นเราก็จะค่อยคลายการยึดถือว่าเป็น "ร่างกายของเรา" ลงทุกที เมื่อสติระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม เช่น การเห็น ความเสียใจ ความสุข และการคิดนึก ก็จะรู้ได้ว่าเป็นลักษณะของนามธรรมแต่ละชนิดที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นทุกข์ ตาเป็นทุกข์ การเห็นเป็นทุกข์ ความรู้สึกที่เนื่องมาจากสิ่งที่เห็นก็เป็นทุกข์
โดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:41:39 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 22การเจริญสติรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ปรากฏในชีวิตประจำวันนั้น มิใช่ว่าทุกคนมีฉันทะพอใจจะปฏิบัติ แต่ก็จะต้องพิจารณาให้รู้ว่า เราต้องการอะไรอย่างแท้จริงในชีวิต
เราอยากจะหลงยึดถือร่างกายและจิตใจเป็นตัวตนต่อไปอีกกระนั้นหรือ? เราอยากจะมีชีวิตอยู่ในความมืดมน หรือว่าใคร่จะเจริญปัญญาให้ถึงความสิ้นทุกข์ ถ้าเราตัดสินใจว่าจะดำเนินทางที่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์แล้ว
เราจะต้องเจริญปัญญาในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เห็น ได้ยิน คิดนึก เป็นทุกข์ เป็นสุข ทางนี้เป็นทางเดียวที่จะรู้แจ้งว่าอะไรเป็นทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นธรรมที่ดับทุกข์ และอะไรเป็นทางปฏิบัติให้ถึงธรรมที่ดับทุกข์
เมื่อรู้ว่า อวิชชา ความไม่รู้ของเรานั้นหนาแน่นเพียงใด และเราหลงยึดมั่นในตัวตนมากเพียงใด เราก็จะปรารภความเพียรเจริญสติรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมต่อไปเรื่อยๆ
พระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องมรณสติ (การระลึกถึงความตาย) เนืองๆ พระผู้มีพระภาคตรัสเรื่องความตายเพื่อทรงเตือนให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงทุกๆ ขณะ ชีวิตนั้นสั้นนัก
ฉะนั้นจึงไม่ควรให้เวลาล่วงไปโดยไร้ประโยชน์ แต่ควรเจริญอนิจจสัญญาเสียในขณะนี้ อวิชชาจึงจะหมดสิ้นไปได้
อวิชชานั้นจะละให้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็วไม่ได้ เมื่อบรรลุอริยสัจจธรรมขั้นพระอรหันต์แล้ว ไม่มีอกุศลธรรมอีกต่อไป อวิชชาดับหมดสิ้น
ในทีฆนิกาย มหาปรินิพพานสูตร เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงดับขันธปรินิพพานนั้น บุคคลผู้ยังมีปัจจัยของโทมนัสก็โศกเศร้าคร่ำครวญ ดังข้อความในพระสูตรว่า
"เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานแล้ว บรรดาภิกษุทั้งหลายนั้น ภิกษุเหล่าใดยังมีราคะไม่ไปปราศแล้ว ภิกษุเหล่านั้นบางพวกประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงเกลือกกลิ้งไปมา (ดุจมีเท้าอันขาดแล้ว) รำพันว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระสุคตเสด็จปรินิพพานเสียเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธานเสียเร็วนัก"โดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:44:14 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 23ส่วนภิกษุเหล่าใดที่ราคะไปปราศแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีสติสัมปชัญญะอดกลั้นโดยธรรมสังเวชว่า..
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นเหล่าสัตว์จะพึงได้สังขารนี้แต่ที่ไหนฯ
ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธเตือนภิกษุทั้งหลายว่า "อย่าเลย อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านอย่าเศร้าโศก อย่าร่ำไรไปเลย เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคตรัสบอกไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นต้องมี
เพราะฉะนั้นจะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่าขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย
ดังนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้"
ในพระสูตรเดียวกันนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า "ดูกรอานนท์ บัดนี้ เราแก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว
วัยของเราเป็นมาถึง ๘๐ ปีแล้ว .
เพราะฉะนั้น พวกเธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด
ดูกรอานนท์อย่างไรเล่าภิกษุจึงจะชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่
เป็นผู้มีเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก อย่างนี้แล "
การพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตและธรรมในธรรม คือการไม่เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นตัวตน เมื่อสติระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทั้งปวงที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน
ก็จะรู้ชัดว่าสภาพเหล่านั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หนทางนี้เป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ที่ดับทุกข์ และที่สุดแห่งความตาย.
..นี่คือคำตอบนะค่ะ...โดย พี่ดอกแก้ว [6 พ.ค. 2547 , 11:47:27 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 24สนุก และได้อะไรหลายอย่างจากที่นี้
แต่ขอเรียนปรืกษาดังนี้ เรามีญาติทิ่กำลังเจ็บหนัก แต่บังเอิญเป็นผู้มีบุญอยู่บ้าง ได้รู้จักกับพระหลายองค์
พระท่านทราบเรื่องการเจ็บป่วย ก็ช่วยกันสวดมนต์อวยพรให้หายจากโรค พระช่วยกันแทบทั้งวัดเป็นเวลานาน สวดทุกวัน
แต่สุดท้ายเขาก็จากไป คำถามว่า จากการที่พระท่านได้ช่วยเช่นนี้เราก็รู้สีกดีใจและก็นีกว่าน้อยคนนักที่จะมีโอกาศให้พระท่านช่วยเช่นนี้นับเวลาเป็นเดือน ๆ
สิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาผู้จากไปได้ใช้ผลบุญกุศลนี้ใหม เขาจะได้ไปสู่ในที่ดี ๆแค่ไหน ( เราเคยเห็นศาสนาอื่นเขาก็มาสวดถึงโรงพยาบาล สวดทั้งวีนทั้งคืน จากการที่หมอบอกว่าให้เตรียมหาวัดได้ กลายเป็นฟื้นขึ้นมาดีอยู่ได้อีกหลายเดือนแต่ค่าสวดก็กว่า ห้าหมื่น แต่กรณีเขาไม่เหมือนของเรา)
โดย ธรรม [6 พ.ค. 2547 , 11:49:45 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 25คำถามว่า "จากการที่พระท่านได้ช่วยเช่นนี้เราก็รู้สีกดีใจและก็นีกว่าน้อยคนนักที่จะมีโอกาสให้พระท่านช่วยเช่นนี้นับเวลาเป็นเดือนๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาผู้จากไปได้ใช้ผลบุญกุศลนี้ไหม"
การที่พระท่านทำเช่นนั้น เพื่อวัตถุประสงค์ให้หายไข้ แต่ผลพลอยได้ คือช่วยให้เขาที่ป่วยอยู่ได้มีกุศลจิต มีความชินในเสียงสวดมนต์ หากเขาได้ยิน เกิดความศรัทธา ซาบซึ้งใจ อิ่มเอิบ จะทำให้เขาได้กระทำในสิ่งที่เรียกว่า
พุทธานุสสติ คือ มีความระลึกถึงพระพุทธเจ้า
ธรรมานุสสติ คือ มีความระลึกถึงพระธรรม
สังฆานุสสติ คือ มีความระลึกถึงพระสงฆ์
หากก่อนตาย เขานั้นมีสติสมบูรณ์ โมทนาบุญ และรับฟังตามที่พระสงฆ์ท่านสวดมนต์ให้พร
หากก่อนตาย สภาวะจิตเขาสงบและระลึกได้เช่นนั้น เขาย่อมได้รับ
1. กุศลบุญซึ่งเขากระทำเอง ด้วยการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย
2. กุศลบุญอันเกิดจากการโมทนา กับพระสงฆ์ที่มาสวดมนต์ เมื่อพระได้อานิสงส์ของการสวดมนต์ เขาโมทนากับพระ เขาก็ย่อมได้ด้วยเช่นกัน
ต้องกราบขอบพระคุณพระสงฆ์ท่าน ที่เป็นผู้ช่วยจุดประกาย จุดไฟชี้แสงสว่างให้ในเบื้องต้น
เพื่อให้เขาได้กระทำ ได้รับในสิ่งดีๆ ก่อนทิ้งกายหยาบนี้ไป
=====================================
คำถาม "เขาจะได้ไปสู่ในที่ดีๆ แค่ไหน"
ตอบไม่ได้หรอกครับ มันวัดกันที่ความสะอาดของจิต วัดกันที่กิเลสที่หลงเหลือ ณ เวลานั้นๆ
ถ้าจะให้ตอบได้จริงๆ เป๊ะๆ ต้องไปเรียกมาถามครับ ^-^...โดย ปุ๊ [6 พ.ค. 2547 , 11:51:49 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 26สุดท้าย ที่ว่าสวดมนต์ให้แล้วหายไข้
มันขึ้นกับกำลังใจของบุคคลนั้นๆ ครับ
1. การตั้งจิตสวดมนต์ (ไม่ว่าจะด้วยภาษาใดๆ) เป็นสมาธิอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นสมาธิ ย่อมมีอานิสงส์ของสมาธิ
2. การตั้งจิตอธิษฐาน เป็นบารมีอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นบารมี ยอ่มมีอานิสงส์ของบารมี
เมื่อเกิดความตั้งใจมั่น ทั้ง 2 กรณี มารวมกัน ...
เมื่อเจ้าตัว ยังไม่ถึงที่ตาย ไม่ถึงวาระของเขา
เจ้ากรรมนายเวร ผู้ที่มาตัดรอนชีวิต เมื่อถูกเรียกให้โมทนาซึ่งอานิสงส์ที่เกิดขึ้นแห่งการกระทำนั้น ก็อาจจะผ่อนคลายไป
เจ้าตัว เมื่อมีกำลังใจมากขึ้น ซึ่งอาจจะร่วมตั้งจิตสวดมนต์และตั้งจิตอธิษฐานอยู่ด้วย ทำให้ได้อานิสงส์ ซึ่งการป่วยอาจจะทุเลาได้ หายได้ แต่หากเมื่อถึงวาระ มันก็ต้องไปครับตามวาระของเขา เลี่ยงไม่ได้..
ผมไม่นับลึกไปถึงว่า...
การปฏิบัติสมาธิ ภาวนา นอกจากจะทำให้จิตเราสะอาดผุดผ่องแล้ว ยังจะมีผลต่อการทำงานของร่างกายในระดับเซลล์อีกด้วย นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าเป็นปฏิกิริยาเคมี ที่ไร้กฏแน่นอน ตายตัว ขึ้นกับบุคคล .... เขาพิสูจน์เรื่องมะเร็งน่ะ แล้วก็เลยพิสูจน์เรื่องตายแล้วทำไมไม่เน่า ทำไมเล็บยังงอก ทำไมผมถึงยาว ทำไมร่างกายถึงกลายเป็นแก้ว ทำไมกระดูกจึงเป็นแก้วใส ฯลฯ.. จิปาถะ ....
เรียกว่าถ้าว่ากันภาษาเราๆ ปฏิบัติให้ได้ฌาณในระดับสูงๆ ก็อธิษฐานจิตเอาได้ ว่าหลังละกายหยาบนี้แล้ว จะให้มันเป็นอย่างไร มันอธิษฐานกันได้ ด้วยอธิษฐานบารมี
ก็ช่างเหอะ นักวิทยาศาสตร์เขาอยากพิสูจน์ ก็ปล่อยเขาทำกันไป ...
ที่ผมทราบ และพอเข้าใจ มาตอบคำถามคุณธรรมครับ
ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วย ผมมันโง่อยู่มาก... =^-^=
โดย ปุ๊ [6 พ.ค. 2547 , 11:53:26 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 27
ได้อ่านทุกความคิดเห็นแล้ว คิดว่าถ้าอยู่ใกล้ธรรมะ ถึงเวลาที่เราจะจากโลกนี้ไป บางครั้งเราคงอยากจากไป เพื่ออยากรู้ว่าโลกหน้าจะมีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ คงเป็นเช่นนี้กระมังครับโดย ท.คนเดิม [6 พ.ค. 2547 , 11:55:08 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 28เมื่อวานก็เข้ามาอ่านค่ะ...คุณวงปี
แต่บางความคิดเห็นยาวมาก เลยต้องค่อยๆอ่าน ค่อยๆทำความเข้าใจ
ก่อนจะแสดงความคิดเห็นออกไป เดี๋ยวปล่อยไก่...อิอิ
ขอบคุณคุณปุ๊ , คุณดอกแก้ว... และท่านอื่นๆที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น
ซึ่งล้วนแต่ทำให้ดิฉันเข้าใจชีวิตหลังการตายมากขึ้น
และคิดว่าความตายคงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
ถ้าเราเตรียมใจให้พร้อมเอาไว้แต่เนิ่นๆ
ความจริงเรื่องข้างต้นนี้ ดิฉันก็พอจะได้ทราบมาบ้างแล้ว
เช่นว่า...หากเราฝึกปฏิบัติ วิปัสสนามาอย่างดี
หากถึงเวลาที่เราจะต้องละโลกนี้ไป
เรากำหนดจิตให้ปล่อยวาง ไม่ยึดติดกับทางโลก เช่น
ทรัพย์สมบัติศฤงคาร ชื่อเสียง ลาภยศ สรรญเสริญ คนที่เรารัก ฯลฯ
ดวงวิญญาณของเราก็จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี
แต่ถ้าหากเราตัดทางโลกไม่ขาด ดวงวิญญาณเรา
ก็ยังคงติดอยู่กับสิ่งสมมุติเหล่านั้น
และ ทุกข์กับมันต่อไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ
นี่ทราบแค่เพียงทฤษฎีนะคะ แต่การปฏิบัติยังทำได้แค่เริ่มต้น
คิดว่าถ้าเรามีบารมีพอ เราคงได้ฝึกปฏิบัติก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
ยอมรับว่าเท่าที่เคยลองไปปฏิบัติมาในเบื้องต้น ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
ได้พบความมหัศจรรย์จริงๆค่ะ
เปล่า...ยังไม่ได้ฌาณอะไรกับเขาหรอก
แค่รู้สึกว่าฝึกแล้ว...มุมมองในชีวิตเปลี่ยนไปในทางบวกมากขึ้น
คือมองโลกในแง่ดี จิตใจสงบ มีความสุขมากขึ้น
และที่สำคัญคือใจเราแข็งแกร่งขึ้น ทำให้ผ่านอุปสรรคหลายๆอย่างไปได้ด้วยดี
อยากจะฝึกต่อค่ะ แต่ต้องรอให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อยก่อน
มีข้อสงสัย คนเราอาจจะตายก่อนวาระที่ถูกกำหนดได้
อยากเรียนถามคุณปุ๊ หรือ ท่านใดก็ได้ที่ทราบว่า...
1...เราจะทราบได้อย่างไรว่าที่ตายนี้เขาถึงวาระ หรือเปล่า ?
2...ถ้ายังไม่ถึงวาระ ทำไมเขาจึงตาย ?
โดย ดาวพรู [6 พ.ค. 2547 , 11:57:41 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 29
อิอิ...รวมความคิดเห็นและมุมมองเลยนะคะ
แต่แพรฯตอบคำถามพี่ดาวพรูไม่ได้..เดี๋ยวคงมีผู้รู้มาตอบแน่ๆ
ขออ่านอย่างเดียวก่อนนะคะ....โดย แพรพิรุณ [6 พ.ค. 2547 , 11:59:22 น.] ( IP = 203.107.159.136 : : )
สลักธรรม 30lยาวมากๆ...ตามเข้ามาอ่านคำตอบของแต่ละท่าน..อิอิ ขออ่านอย่างเดียวนะคะ
โดย น้องกิ๊ฟ [7 พ.ค. 2547 , 01:13:41 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |