| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา
สลักธรรม 1สมถกรรมฐาน หมายถึง การทำสมาธิ เช่น
นั่งเอาขาข้างขวาทับขาข้างซ้าย
เอามือข้างขวาทับมือข้างซ้าย แล้วนั่งตัวตรง
กำหนดลมหายใจเข้า
กำหนดลมหายใจออก
หาคำภาวนามาเพื่อท่องบ่นอยู่กับอารมณ์นั้น
ให้จิตไม่คิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องอื่น
จิตก็จะมีสมาธิในอารมณ์ที่ต้องการ
ฉะนั้น สมาธิคือการที่จิตกำหนดอยู่ในอารมณ์ๆ เดียว
จะหาอะไรมากำหนดก็ได้เพื่อให้จิตจดจ่ออยู่ในอารมณ์นั้น
เช่น ภาวนาว่า "พุทโธ" "สัมมาอรหัง"
กสิณมีถึง ๔๐ อย่างที่เราจะสามารถนำมาใช้ได้
จิตจะได้กำหนดอยู่กับสิ่งนั้น
ถ้าจะอธิบายให้ง่ายออกไปอีกนิดหนึ่ง เช่น
เราหยิบกระบวยตักน้ำขึ้นมาจ้องแล้วก็ท่องว่า
"นี่คือกระบวยตักน้ำ" นี่ก็เป็นสมถกรรมฐาน
หรือการอ่านหนังสือด้วยความสนใจอยู่กับตัวสระพยัญชนะนั้น
ไม่คิดไปในเรื่องอื่น หรือ เช่นขณะนี้เรากำลังตั้งใจฟัง ก็เป็นสมถกรรมฐาน
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [7 พ.ค. 2547 , 00:56:40 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )
สลักธรรม 2ฉะนั้นคำว่า สมถกรรมฐานคือการทำสมาธิ
เกิดได้ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนืน เดิน นั่ง นอน ก้ม เงย เหยียด คู้ อ่าน ดู หรือฟัง
ทำให้เกิดความตั้งมั่นในอารมณ์ และเราก็รู้อารมณ์นั้นด้วยความเข้าใจด้วยความมั่นคง
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นชื่อของปัญญา
เป็นการกระทำกรรมชนิดหนึ่ง เรียกว่ากรรมสกตาปัญญา
คือ การกระทำกรรมอันประกอบไปด้วยปัญญานั่นเอง
เป็นการกระทำเพื่อเข้าไปรู้ในความจริงที่เผชิญอยู่ที่ปัจจุบัน เราต้องเห็นที่ปัจจุบัน
การทำสามาธิและวิปัสสนาต่างกัน
จะอธิบายให้ฟังว่า ทำไมจึงมีความแตกต่างกัน
เพราะการปฏิบัติ ๒ วิธีนี้เป็น การหนีภัย กับ การเผชิญภัย
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [7 พ.ค. 2547 , 00:57:06 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )
สลักธรรม 3การทำสมาธิเป็นการหนีภัย
ปกป้องตัวเองไม่ให้เกี่ยวข้องกับอย่างอื่นที่ไม่ต้องการ
เพราะคนเราเกิดมาต้องมีทวารทั้ง ๖ คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทวารทั้ง ๖ เปิดอยู่เสมอ
รับการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การสัมผัสถูกต้อง
แต่เรากักขอบเขตด้วยการไม่ฟัง ไม่ดู ไม่ดม ไม่ลิ้มไม่กระทบ
ด้วยการฝืนธรรมชาติของความเป็นจริง
เช่น มีเสียงคนพูดอยู่ หรือในที่ชุมนุมนชน
มีคนเปิดวิทยุขึ้นมา เสียงย่อมเกิดขึ้น
ประสาทหูของเรามีอยู่ธรรมชาติจึงต้องได้ยิน
แต่เราตัดอำนาจนั้นออก ตัดกรรมตัวเองให้มาท่องคำภาวนา เป็นสงบ
ธรรมารมณ์เป็นไปทางใจให้ท่องบ่นในอารมณ์
เช่น พุทโธๆๆ เป็นการเอาอารมณ์ที่เราต้องการ
มาบังคับอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติ หนีจากภัยจริงๆ
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [7 พ.ค. 2547 , 00:58:25 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )
สลักธรรม 4ลองนึกถึงคันธนูที่ยิงต้องถูกตัวทั้งสิ้น
ฉะนั้น หูของเราเปิดรับเสียงเข้าตัว
ตาของเราเปิดรับรูปเข้าตัว
อำนาจอะไรเข้าตัวทุกอย่าง เรามีภัยอยู่ทุกขณะจิต
ภัยที่มาจากอารมณ์ภายนอก
แต่เราหนีภัยในอารมณ์เหล่านั้น
ซึ่งเป็นการหนีความจริงนั่นเอง
เพราะความจริงเราต้องเห็นอยู่ตลอดเวลาระหว่างที่ลืมตา
แต่เราหนีภัยมาหลับตาเสียทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวลาต้องหลับตา
เราไม่ต้องการได้ยิน เราก็มานั่งท่องให้จิตข้องในอารมณ์เดียว
หนีมาจากธรรมชาติที่เป็นจริง
ธรรมชาตินั้นเป็นภัยอยู่ตลอดเวลา สร้างอำนาจให้เราต้องคิดต้องทำ
![]()
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [7 พ.ค. 2547 , 00:59:43 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )
สลักธรรม 5เห็นไหม ภัยธรรมชาติ
จึงได้ตั้งลักษณะนี้ขึ้นเองว่าการทำสมาธิเป็นการหนีภัย
ซึ่งมีอยู่จริงทุกๆคน
เมื่อเราหนีภัยออกมาแล้ว
เราจะไม่เจอธรรมชาติจริงๆ เลย
ก็หลงฟั่นเฟือนไปตามอาการว่า
ชีวิตเป็นของดี เป็นของสุข เป็นของเที่ยง
มีสาระแก่นสาร เป็นตัวตนคนสัตว์ เป็นฉันขึ้นมา
ของของฉัน ฉันไม่ฟังก็ได้ ฉันไม่เห็นก็ได้
ทั้งๆ ที่ความจริง ฉันต้องเห็นอยู่ตลอดเวลา
แต่ฉันไม่เห็นก็ได้ สร้างอำนาจความเป็นฉัน
มานะก็มากขึ้น นี่คือหนีภัย
![]()
![]()
![]()
(โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ)
โดย สุกัญญา นำมาฝากค่ะ [7 พ.ค. 2547 , 01:01:15 น.] ( IP = 203.209.109.135 : : )
สลักธรรม 6จริงอยู่ การทำสมาธิสมถะกรรมฐาน เป็นการกดทับปิดทุกสิ่งไม่ให้เข้ามากระทบกับจิต ความคิด
แต่ที่สำคัญหากไม่มีการเริ่มต้นจากสมถะกรรมฐาน ก็จะไม่พัฒนาสู่ระดับวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้เกิดปัญญาที่แท้จริงได้ จะเกิดก็แต่ปัญญาลวงโลก
ดังนั้นจริงๆทั้งคู่เมื่อทำสมถะ สักระยะก็ พัฒนาเป็นวิปัสสนา เมื่อเกิดทั้งคู่แล้วก็ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อเสริมกัน
อ่านมานะครับโดย คนยังอ่อนปฏิบัติ [7 พ.ค. 2547 , 09:30:52 น.] ( IP = 203.144.252.236 : : )
สลักธรรม 7สวัสดีค่ะคุณคนอ่อนปฏิบัติ
มาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยนะคะ
วิปัสสนากรรมฐานนั้นมิได้ปฏิเสธเรื่องของสมาธิหรอกนะคะ ..เพียงแต่สมาธิที่ใช้นั้นมีความสงบเพียงรับรู้ปัจจุบันธรรมที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบันอารมณ์เท่านั้นเองค่ะ ...ไม่ต้องใช้มากถึงขนาดทำเป็นองค์ฌานได้
เพราะสมาธินั้นก็มีประกอบอยู่กับจิตทุกขณะทุกดวงอยู่แล้ว แม้กระทั่งในเวลาหลับสนิท...สมาธินี้มีสภาพที่แท้จริงเป็นเจตสิก คือองค์ประกอบของจิตประเภทหนึ่งค่ะ มีชื่อว่า เอกัคคตาเจตสิก
การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงต้องมีสมาธิเข้ามาทำงานด้วยอย่างแน่นอนอยู่แล้ว เพื่อที่จะพัฒนาไปเป็นสัมมาสมาธิในองค์ของมรรคแปดได้ต่อไป
แม้การฝึกหัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานใหม่ๆ ก็ยังมีแต่เพียงสติและสมาธิเสียส่วนมาก ..ซึ่งต้องอาศัยปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรม เรียนธรรม มาช่วยพัฒนาปลูกปัญญาในการปฏิบัติให้เกิดขึ้น แม้จะไม่เท่าทันกับปัจจุบันอารมณ์ก็ ..แต่พอกำหนดตามหลังไปเรื่อยๆด้วยความขยัน(ความเพียร) ...ปัญญาก็จะเติบโตและแก่กล้าขึ้น ..ในขณะที่สมาธิยังเป้นผู้ช่วยอุปการะให้ปัญญาทำงานได้อย่างสะดวกนั่นเอง
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาทางปริยัติเป็นพื้นฐานด้วยค่ะ ...เพื่อความเข้าใจในสภาพธรรมที่ต่างกันเหล่านี้ของชีวิตโดย น้องกิ๊ฟ [7 พ.ค. 2547 , 11:28:00 น.] ( IP = 203.209.110.128 : : )
สลักธรรม 8จะได้ทราบว่า สมาธิมีหลายระดับ ..สมถะกรรมฐานใช้อารมณ์อะไรเป็นกรรมฐาน....ซึ่งคนจำนวนมากก็ยังสับสนเกี่ยวกับเรื่องของอารมณืสมถะ....หลายคนมีความเข้าใจว่า ทำสมาธิไปเรื่อยๆแล้วก็จะมีปัญญาเกิดขึ้นเอง ...ซึ่งต่างจากความเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการช่วยเกื้อกูลกัน
สมาธิคือเอกัคคตาเจตสิก จะฝึกอย่างไร จะทำอย่างไร ก็ไม่มีทางแปรสภาพมาเป็นปัญญาคือปัญญาเจตสิกได้ ..ไม่ว่าจะอีกกี่แสนล้านอสงไขย
แต่จิตที่มีเอกัคตาเจตสิก(สมาธิ)เข้าประกอบ แล้วก็มีสติเจตสิกเข้าประกอบ แล้วก็มีปัญญาเจตสิกที่เป็นความรู้จากการฟัง..คิด..เข้าประกอบ ...ก็จะพัฒนาไปสู่ปัญญาในระดับปฏิบัติได้ ....ดุจดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัจจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ไม่ต้องมาเรียนพระอภิธรรมก่อน แต่สามารถตรัสรู้ด้วยพระบารมีที่เพียรกระทำมา จนกระทั่งมาถึงจินตามยปัญญา และเป็นภาวนามยปัญญาในที่สุด
เพราะฉะนั้น ความสงบนิ่ง(สมาธิ)จึงไม่ทำให้รู้อะไรเพราะไม่ใช่สภาพของตัวรู้(ปัญญา) แต่เป็นองค์ที่จะมาประสานงานให้ปัญญาทำหน้าที่ได้คล่องขึ้น...เปรียบแล้วก็ไม่ต่างกันเลยกับการอ่านหนังสือเรียนไปดูภาพยนตร์ไป ..ที่ไม่มีสภาพของความสงบ ..แต่ถ้าอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดและจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน(มีความสงบทั้งภายนอกภายใน) ก็จะทำให้การอ่านเข้าใจยิ่งขึ้น
และก็จะเห็นว่า ตัวที่รู้และเข้าใจนั้น..ไม่ใช่สมาธิ แต่เป็นปัญญานั่นเอง ....
และหากสมาธิสามารถพัฒนามาเป็นปัญญาได้จริงแล้วฤาษีคงกลายมาเป็นพระพุทธเจ้าได้มากมาย แม้กระทั่งท่านอาฬารดาบสและอุทกดาบส หรือพรหม อรูปพรหมที่เข้าสมาบัติมานับไม่ถ้วนเวลา ...
ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเท่านี้ก่อนนะคะโดย น้องกิ๊ฟ [7 พ.ค. 2547 , 11:31:36 น.] ( IP = 203.209.110.128 : : )
สลักธรรม 9ขอบคุณคุณสุกัญญามากค่ะ...ที่นำมาฝาก
ทำให้เข้าใจว่า...ทำไมการทำสมาธิจึงเป็นการหนีภัย
โดย เซิ่น [7 พ.ค. 2547 , 23:26:25 น.] ( IP = 203.156.27.175 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |